ยุคโรมันกับศิลปะที่รุ่งโรจน์

เมื่อพุทธศักราช 340 ถึง พุทธศักราช 870  ผลงานทางด้านศิลป์ของโรมันโดยมากได้รับมาจากกรีก ซึ่งมีส่วนประกอบที่พิถีพิถัน และสวยงาม แม้กระนั้นโรมันจะเน้นสร้างผลงานที่มีความใหญ่โตมโหฬาร แข็งแรงทนทาน สถาปัตยกรรมโรมันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วทั้งโลก เพราะโรมันเป็นชาติแรกที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากคอนกรีตได้ ทำให้เป็นการปรับเปลี่ยนการก่อสร้างที่น่าตกใจ แตกต่างจากเดิมที่เคยมี

จิตรกรรมของโรมัน อาศัยจากการศึกษาเรียนรู้วิจัยข้อมูลที่ได้มาจากเมืองๆ หนึ่ง ที่ถูกกระหน่ำทับด้วยลาวาจากภูเขาไฟวิสุเวียส ซึ่งมีการขุดคุ้ยสิ่งต่างๆ ขึ้นมา และสิ่งที่พบส่วนมากเป็นภาพที่แสดงถึงเรื่องราวในชีวิตประจำวันของชาวโรมันยิ่งกว่านั้นเป็นภาพในเทพนิยาย และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ โดยรูปแบบของภาพยังมีความสวยงามที่บริบูรณ์ จิตรกรรมที่พบบนผนังนิยมวาดเป็นภาพวิว ภาพคน โดยเขียนด้วยสีฝุ่นผสมกับกาวน้ำปูน มีการสร้างภาพประดับต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ Mosaic  

ชาวโรมันรับเอาความคิดทางด้านศิลปะมาจากชาวอีทรัสกัน รวมกับาวกรีกสมัยเฮเลนิ โดยงานประติมากรรมมีแนวทางเป็นแบบอุดมคติที่เรียบง่าย แต่มีความทนทาน งานศิลปะอีกประเภทหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบ ได้แก่ ประติมากรรมรูปนูน โดยเน้นทำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ต่อมาในยุคปลาย เริ่มเป็นไปในแนวทางที่เกี่ยวกับพิธีทางศาสนามา

สิ่งของที่ใช้สร้างประติมากรรมของโรมันมักสร้างจาก ขี้ผึ้ง ดินเผา หิน รวมทั้งสำริด โดยสร้างเป็นสิ่งต่างๆ ได้แก่ เทวรูปที่นับถือ  ประติมากรรมรูปแบบสเมือนจริง นิยมทำภาพนูนสูง เพื่อตกแต่งตัวสถาปัตยกรรมต่างๆ ในสมัยนั้น

สถาปัตยกรรมโรมัน ส่วนมากจะเป็นแบบทั่วไป สิ่งของที่ใช้สร้างตึกที่นิยม คือ ไม้ ก้อนอิฐ ดินเผา หิน ปูน คอนกรีต ซึ่งชาวโรมันเป็นผู้บุกเบิกในการใช้คอนกรีตมาปรับปรุงแบบก่อสร้าง นำคอนกรีตมาสู่ระบบการสร้างเสากับคาน และระบบอื่นๆ ทำให้สถาปัตยกรรมมีความแข็งแรง ทนทานมาก

มีการนำสถาปัตยกรรมจากยุคอื่นมาปรับเปลี่ยนเป็นของตนเองทำให้งานที่ออกมามีความประณีตและวิจิตรบรรจงขึ้น ชาวโรมันชอบเพิ่มการตกแต่งลงไป โดยไม่นึกถึงการใช้ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องราวทางวิศวกรรมของชาวโรมันที่แสดงถึงความสามารถ คือ สะพานส่งน้ำ ซึ่งใช้เป็นทางส่งน้ำจากเทือกเขา มาสู่เมืองต่างๆ มาสู่ตามอาคารบ้านเรือน นับได้ว่าชาวโรมันนั้นมีความรู้ความสามารถอย่างยิ่งได้ของวิศวกรรม

ถึงแม้ว่าผลงานศิลปะของชาวโรมันส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลมากจากชาวกรีก แต่ชาวโรมันไม่ได้รับมาแล้วทำตาม แต่กลับนำมาพัฒนาปรับปรุง แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เป็นในแบบฉบับของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ชาวโรมันจะสามารถพัฒนาผลงานและยุคสมัยของตนให้เจริญเป็นที่น่าประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ100

ตำนานภาคเหนือ ตำนานเมืองลับแล 

         วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องตำนานของจังหวัดอุตรดิตถ์ซึ่งตำนานที่เป็นเรื่องเล่ากันมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมเล่าขานกันนั่นก็คือตำนานเมืองลับแลเนื่องจากว่าที่จังหวัดอุตรดิตถ์นั้นมีอำเภอเล็กๆอยู่อำเภอหนึ่งซึ่งอำเภอที่ว่านั้นชื่อว่าลับแลซึ่งเมื่อก่อนนั้นจังหวัดอุตรดิตถ์ไม่ค่อยที่จะมีความเจริญมากนักพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาซะส่วนมาก

ดังนั้นหากใครก็ตามที่ไม่ชำนาญทางเวลาที่จะเดินทางไปที่หมู่บ้านลับแลก็มักจะหลงทางจึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อว่าที่จังหวัดอุตรดิตถ์นั้นมีเมืองลับแลซ่อนอยู่ ในตำนานนั้นมีการเล่าว่าในสมัยโบราณนั้นชาวบ้านมีความเชื่อกันว่าที่จังหวัดแห่งนี้มีเมืองลับแลแต่ไม่เคยมีใครหาเจอเพราะจะถูกบังตาเอาไว้อยู่มาวันหนึ่งมีชายหนุ่มในหมู่บ้านคนหนึ่งเข้าไปในป่าเขาเห็นหญิงสาวเป็นจำนวนมากเดินออกมา

และหญิงสาวเหล่านั้นก็ถือใบไม้มาคนละใบแล้วนำใบไม้เหล่านั้นไปซ่อนเขาจะได้ซุ่มแอบมองอยู่ หลังจากหญิงสาวสร้างใบไม้เสร็จแล้วต่างก็เดินทางไปทำธุระของตนเองหลังจากนั้นก็กลับมาและพากันมาหาใบไม้ที่ตนเองซ่อนเอาไว้มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ที่ตัวเองซ่อนเอาไว้ไม่เจอเนื่องจากว่าชายหนุ่มได้แอบไปขโมยใบไม้ของนางมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชายหนุ่มเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีกระวนกระวายใจมาก จึงได้เอาใบไม้เมื่อคืนให้กับเธอ แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องพาเขาไปยังบ้านเมืองของเธอด้วยซึ่งเธอก็ยินยอมเมื่อเข้าไปในเมืองลับแลปรากฏว่าบ้านเรือนส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิงจะมีผู้ชายอยู่น้อยมากเขาจึงได้ถามถึงเหตุผลซึ่งเธอก็ตอบว่าเป็นเพราะที่เมืองลับแลอย่างนี้ทุกคนจะต้องไม่พูดโกหกและถ้าใครพูดโกหกก็จะถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน

ซึ่งผู้ชายส่วนใหญ่นั้นมักจะโกหกทำให้คนในหมู่บ้านนี้มีน้อยที่เป็นผู้ชาย  ชายหนุ่มขอยู่ในเเมืองลับแลกับหญิงสาวด้วย โดยแม่ของหญิงสาวก็อนุญาติแต่มีข้อแม้ว่าห้ามพูดโกหก โดยชายหนุ่มก็ตกปากรับคำเป็นอย่างดีอยู่ไปไม่นานชายหนุ่มและหญิงสาวก็ตกหลุมรักซึ่งกันและกันและแต่งงานกันจนมีลูกด้วยกัน 1 คนอยู่มาวันหนึ่งขณะที่หญิงสาวออกไปธุระข้างนอกนั้น

ลูกของพวกเขาเกิดร้องไห้งอแงชายหนุ่มจึงได้มีการกล่อมลูกเพื่อให้ลูกหยุดร้องไห้แต่บังเอิญว่าข้อความที่เขาพูดกับลูกนั้นเป็นคำพูดที่โกหกแม่ยายของเขามาได้ยินเข้าพอดีทำให้แม่ยายของเขานั้นไปบอกกับลูกสาวว่าสามีของเธอนั้นพูดโกหกและให้ขับไล่ออกจากหมู่บ้านหญิงสาวจึงบอกให้สามีของเธอเดินทางออกจากหมู่บ้านโดยเธอได้เตรียมอาหารน้ำดื่มและข้าวของที่จำเป็นในการเดินทางไปให้ด้วย

ซึ่งหนึ่งในนั้นเธอได้มีการนำขิงใส่ไปให้สามีเธอเป็นจำนวนมากในที่สุดก็ได้หนูจำเป็นต้องเดินทางออกนอกหมู่บ้านคณาที่เขาเดินทางกลับไปหมู่บ้านเดิมของเขานั้นเขารู้สึกว่ายิ่งเดินห่างไกลจากเมืองลับแลมากเท่าไหร่ถุงย่ามที่เขาสะพายมานั้นก็ยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้นเมื่อเปิดออกดูก็พบว่ามีขิงเป็นจำนวนมากอยู่ในย่ามเขาจึงได้โยนขิงทิ้งเลยเขาได้โยนทิ้งออกตลอดทางไปเรื่อยๆจนเหลือแค่อันเดียว

เมื่อไปถึงหมู่บ้านเขาก็เปิดถุงย่ามดูปรากฏว่าขิงที่เหลือเพียงอันเดียวเท่านั้นกลายเป็นทองคำด้วยความเสียดายเขาจึงย้อนกลับไปเพื่อจะไปเก็บขิงที่เขาโยนทิ้งแต่ปรากฏว่าสิ่งเหล่านั้นได้โตเป็นต้นขิงไปหมดแล้วและเมื่อเขาขุดลงไปดูก็พบว่าทางใต้ดินนั้นก็เป็นเพียงแค่ขิงธรรมดาเท่านั้นเขาพยายามที่จะตามหาเมืองลับแลแต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอจนในที่สุดเขาก็ล้มเลิกความตั้งใจและกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนเองเหมือนเดิม

 

สนับสนุนโดย  สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนานลึกลับของแมงสี่หูห้าตา

        สำหรับตำนานลึกลับของแมงสี่หูห้าตานั้นเกี่ยวพันกันกับการสร้างพระธาตุดอยเขาควายแก้วที่จังหวัดเชียงรายโดยตำนานแมงสี่หูห้าตานั้นเป็นตำนานที่เล่าขานมาจากชาวเมืองเชียงรายโดยตรงซึ่งรายละเอียดของตำนานนั้นมีการพูดถึงครอบครัวหนึ่ง

ที่มีฐานะยากจนอยู่มาวันหนึ่งภรรยาได้เสียชีวิตลงจึงทำให้ครอบครัวนี้เหลือกันเพียงแค่สองคนเท่านั้นคือพ่อและลูกชายแต่ต่อมาไม่นานคนเป็นพ่อด้วยการทำงานหนักตรากตรำและอายุมากแล้วจึงทำให้เสียชีวิตตายตามภรรยาไปอีกคนเหลือเพียงแค่ลูกชายคนเดียวเท่านั้นก่อนที่ชายชราจะเสียชีวิตนั้นได้มีการสั่งเสียลูกชายเอาไว้เลยบอกให้ลูกชายนั้นนำร่างของตนเองไปฝังศพเอาไว้จนกว่าลูกชายจะอายุครบ 17 ปี

ซึ่งเพราะอายุครบ 17 ปีแล้วให้ลูกชายนั้นไปขุดเอาหัวกระโหลกของพ่อขึ้นมาหลังจากนั้นให้นำเชือกผูกหัวกระโหลกของพ่อแล้วเดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้โดยลากหัวกระโหลกไปด้วยและถ้าหัวกระโหลกของพ่อนั้นไปติดตรงที่พื้นที่ไหนก็ให้ลูกชายทำบ่วงไว้จับสัตว์ชนิดหนึ่งเอาไว้ตรงที่หัวกระโหลกพ่อนั้นติดอยู่

ซึ่งลูกชายก็รับกรรมและปฏิบัติตามคำสั่งเสียของพ่อหลังจากที่ รักพ่อมาไว้และทำบ่วงเอาไว้ดักสัตว์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในขณะที่เขารอว่าสัตว์ชนิดไหนจะมาติดหมวกของเขานั้นก็ปรากฏว่ามีสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งตัวสีดำมีลักษณะคล้ายกับลิงแต่ที่น่าแปลกประหลาดก็คือมันมีตา 5 ตาและมีหูทั้งหมด 4 หูมาติดบ่วงที่ชายหนุ่มได้ดักเอาไว้เมื่อชายหนุ่มจับสัตว์ตัวนั้นได้ก็นำมาเลี้ยง

โดยพยายามหาอาหารให้มันกินแต่ไม่ว่าจะเอาอะไรให้มันกินนั้นสัตว์ชนิดนี้ก็ไม่ยอมกินอะไรเลยจนเขานะรู้สึกอ่อนใจในที่สุดอยู่มาวันหนึ่งซึ่งวันนั้นเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วเขารู้สึกว่าอากาศนั้นค่อนข้างหนาวเย็นจึงได้ก่อกองไฟแต่บังเอิญว่าประกายไฟนั้นได้กระเด็นออกมาตกตรงบริเวณหน้าของสัตว์ป่าตัวนั้นและมีก้อนไฟตกลงมาด้วยทำให้สัตว์ตัวดังกล่าวนั้นกินก่อนไฟเข้าไปใต้หนูเห็น

ดังนั้นจึงรู้ได้ทันทีว่าสัตว์ชนิดนี้กินก้อนไฟเป็นอาหารดังนั้นในทุกๆวันเขาจึงได้นำก้อนไฟให้สัตว์ชนิดนี้กินและที่น่าประหลาดใจสำหรับเขาอีกเรื่องก็คือเมื่อสัตว์ชนิดนี้กินก้อนไฟเข้าไปแล้วมันก็จะถ่ายออกมาเป็นทองคำโดยในทุกวันนั้นชายหนุ่มจะได้ทองคำกลอนขณะถือมาแนะนำก้นทองคำทั้งหมดไปฝังเอาไว้หลังบ้านอยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้มีการประกาศว่าหากใครที่จะสามารถสร้างสะพานจากบ้านของชายคนนั้นไปที่ห้องของเจ้าหญิงได้

โดยสะพานนั้นจะต้องทำมาจากทองคำพระเจ้าแผ่นดินจะยกพระธิดาให้แต่งงานด้วยชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงมีความคิดที่จะเอาทองคำที่ตนเองมีอยู่มาทำสะพานแต่ก็ติดตรงที่ว่าไม่มีช่างที่จะช่วยทำสะพานนั่นเองอย่างไรก็ตามเขาได้อธิษฐานขอให้มีช่างมาช่วยเขาทำสะพานทันใดนั้นเทวดาก็แปลงกายลงมาและมาช่วยเป็นช่างสร้างสะพานให้เขาจะแล้วเสร็จหลังจากนั้นเขาก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

ซึ่งหลังจากที่แต่งงานไปแล้วพ่อของเจ้าหญิงก็ได้ถามชายหนุ่มว่าใช่หนุ่มนั้นเอาทองคำมาจากไหนมากมายโดยเขาก็เล่าให้พระราชาฟังโดยที่ไม่ปิดบังเลยพระราชาด้วยความโลภอยากได้ทองคำจึงได้พยายามวิ่งไล่จับแมงสี่หูห้าตาที่เป็นของชายหนุ่มแต่อย่างไรก็ตามนั้นได้วิ่งหนีพระราชาเข้าไปในถ้ำซึ่งพระราชาก็ได้วิ่งตามเข้าไปอยู่ดีๆธรรมที่พระราชาและสัตว์ตัวดังกล่าวเข้าไปในถ้ำก็พังถล่มลงมาทำให้พระราชานั้นเกิดความกลัวที่จะเสียชีวิตจึงได้อธิษฐานว่าหากได้ออกไปเขาจะประพฤติตัวเป็นคนดี

และไม่เป็นคนละโมบโลภมากอย่างไรก็ตามในที่สุดนั้นเขาสามารถออกมาจากถ้ำได้และนับตั้งแต่นั้นมาเขาก็บ่นแค่เพียงทำแต่ความดีและยกเมืองให้กับชายหนุ่มและพระธิดาของตนเองนั้นปกครองซึ่งหลังจากนั้นชายหนุ่มก็ได้มีการนำเงินทองส่วนตัวมาสร้างวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้วตรงบริเวณที่เขาเคยกับสัตว์แมงสี่หูห้าตาได้ และบริเวณทางขึ้นพระธาตุดอยเขาควายแก้วก็มีการสร้างศาลาเอาไว้โดยมีการสร้างรูปปั้นแมงสี่หูห้าตาเอาไว้ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีชาวบ้านพากันเดินทางมากราบไหว้ขอพรกันอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  Sexy Gaming

กล้องฟิล์มรูปภาพอันทรงคุณค่า

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปสิ่งต่างๆก็เปลี่ยนไปรวมถึงเทคโนโลยีในด้านการถ่ายภาพก็เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนเช่นกัน จากกล้องที่ใช้กลไกลและฟิล์มในการถ่ายก็เปลี่ยนมาเป็นระบบอัตโนมัติและเป็นแบบดิจิตอลสามารถที่จะรับส่งรูปได้เลยในทันที

ซึ่งก็ถือว่าเทคโนโลยีด้านวงการกล้องนั้นมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะสามารถทำให้เรานั้นได้ใช้รูปถ่ายที่ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น 

แต่ในอีกทางหนึ่งเมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนามากเท่าไหร่ความเป็นกล้องฟิล์มหรือกล้องที่ใชเกลไกลการทำงานยิ่งเป็นกระแสและเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น เพราะคนทั้งสมัยเก่าและสมัยใหม่นั้นอยากที่จะสัมผัสกับความร็สึกในการถ่ายรูปแบบฟิล์มนั่นเอง

เพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่อยู่ในอนาคตเป็นสิ่งที่เราทุกคนนั้นล้วนจะต้องเจออยู่แล้ว แต่กล้องฟิล์มเป็นกล้องที่มีการใช้ในอดีตและเป็นสิ่งที่ไม่มีการผลิตขึ้นแล้วยิ่งนับวันยิ่งหายากและในอนาคตก็อาจจะเป็นสิ่งที่หาไม่ได้แล้ว ทำให้รูปถ่ายหรือแม้แต่ตัวกล้องที่ถ่ายรูปด้วยฟิล์มนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับคนในยุคปัจจุบันอย่างมากเพราะสิ่งเหล่านี้จะให้ความรู้สึกที่แต่งต่างออกไปจากการถ่ายรูปในยุคปัจจุบัน

การถ่ายที่ไม่ธรรมดา เพราะในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันเรานั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่พัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการและความสะดวกสบายของคนในยุคปัจจุบันรวมถึงเทคโนโลยีทางด้านกล้องถ่ายรูปด้วย เพราะก็มีการพัฒนาด้วยการใช้งานที่สะดวกสบายและเหมะสมกับชัวิตเร่งรีบในปัจจุบันด้วยระบบอัติโนมัติเป็นส่วนใหญ่

ทำให้เมื่อถ่ายแค่เพียงกดชัตเตอร์เท่านั้นก็สามารถที่จะถ่ายภาพได้อย่างรัวๆแล้ว แต่กล้องฟิล์มในยุคแรกๆนั้นจะให้ความยุ่งยากในการถ่ายมากเพราะจะไม่สามารถที่ถ่ายรัวๆได้อย่างกล้องในปัจจุบัน แต่ความยุ่งยากนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างและไม่รรมดาเมื่อเทียบกับกล้องในปัจจุบันนี้ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ยัคงใช้กล้องฟิล์มเพราะมีความอินในเรื่องการถ่ายนั่นเอง

ความทรงจำ การถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มนั้นเป็นสิ่งที่ใช้ในการบันทึกความทรงจำของคนในยุคก่อนเลยก็ได้ และการบันทึกความทรงจำด้วยการถ่ายรูปจากกล้องฟิล์มนั้นถือว่าเป็สิ่งที่มี่ความหมายและมีคุณค่ากับคนในยุคเก่ามาก เพราะการที่เรานั้นจะได้ถ่ายรูปสักหนึ่งรูป

สิ่งที่เราถ่ายหรือลั่นชัตเตอร์ออกไปนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความหมายจริงๆต่างจากในปัจจุบันที่จะสามารถถ่ายรูปภาพจากกล้องดิจิตอลเท่าไหร่ก็ได้ ภาพถ่ายจากฟิล์มจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นความทรงจำที่ยาวนานสำหรับคนในยุคก่อนด้วย

ความสวยงามที่แตกต่าง ต้องยอมรับว่ากล้องถ่ายรูปในยุคปัจจุบันนี้ เป็นกล้องถ่ายรูปที่มีคุณภาพดีและได้ภาพออกมาสวยงามและเสมือนจริงมาก แต่กล้องฟิล์มนั้นก็มีความสวยงามด้วยความเป็นกล้องฟิล์มและเป็นภาพถ่ายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างมาก

โดยส่วนใหญ่เอกลักษณืที่ทำให้การถ่ายรูปด้วกล้องฟิล์มนั้นมีเสน่ห์ยากที่จะเปรียบกับกล้องในยุคปัจจุบันก็คือ ความเป็นเกรนของรูปถ่ายนั่นเองเพราะกล้องในปัจจุบันจะมีความละเอียดสูงทำให้รูปภาพนั้นคมชัดสิ่งนี้จึงเป็นความสวยงามที่สร้างความแตกต่างระหว่างกล้องในยุคใหม่และกล้องในยุคเก่าได้อย่างชัดเจน

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ตำนานความรักของ ไอโซล กับไทรสตัน  

     สำหรับตำนานเรื่องราวความรักที่จะพูดถึงนี้เป็นเรื่องราวความรักที่เกิดกับหญิงชายคู่หนึ่งที่ชื่อว่า  ไอโซล และไทรสตันซึ่งทั้งคู่นั้นมีความรักที่มั่นคงต่อกันแต่เกิดจากความเข้าใจผิดทำให้ความรักของทั้งคู่นั้นไม่สมหวังซึ่งเรื่องราวความรักของคุณทั้งคู่นั้นเป็นเรื่องราวความรักของประเทศไอซ์แลนด์โดยมีตำนานพูดถึงหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าหญิงเธอเป็นลูกสาวของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไอร์แลนด์โดยเธอมีนามว่า ไอโซล 

ซึ่งเจ้าหญิง ไอโซนนั้นมีความสวยงามเธอนั้นต้องการให้เธอแต่งงานกับกษัตริย์คนหนึ่งแห่งราชวงศ์คอนวอนล์ แต่ปรากฏว่าเจ้าหญิง ไอโซนไม่ได้รักกษัตริย์แห่งราชวงศ์คอนวอลล์ มีแต่น้อยเจ้าหญิงไอโซน รักอยู่กับหลานชายของกษัตริย์คนหนึ่งแห่งราชวงศ์คอนวอนล์หยู่ก่อนแล้ว 

ซึ่งชายหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า ไทรสตันทั้งคู่ได้ตกลงรับซึ่งกันและกันและได้รับรอบมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งจนในที่สุดกษัตริย์คนหนึ่งแห่งราชวงศ์คอนวอนล์ก็จับได้ว่าภรรยาของตนเองเจ้าหญิงไอโซนมีชู้กับหลานชายของตนเองนั่นก็คือไทรสตัน ทำให้พระองค์เสียใจเป็นอย่างมากพระองค์ได้มีการพูดคุยกับคนทั้งคู่เลยบอกว่าจะให้อภัยคนทั้งคู่แต่คนทั้งคู่นั้นจะต้องแยกออกจากกันไม่พบปะหรือเป็นชู้กันอีกต่อไปโดยพระองค์ได้มีการขับไล่หลานชายของตนเองไทรสตันให้ออกไปจากเมือง

ซึ่งหลังจากที่ไทรสตันเดินทางออกไปอยู่เมืองอื่นเขาก็ไปพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่งและได้แต่งงานกับหญิงสาวคนดังกล่าวแต่ว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่กับคนรักใหม่นั้นไทรสตัน กลับไม่มีความสุขเลยเขายังคงเฝ้าคิดถึงเจ้าหญิงไอโซน อยู่ทุกลมหายใจเข้าออกจนในที่สุดเขาก็ตรอมใจและล้มป่วยลงและจากการที่เขาล้มป่วยลงนี้เองเขาหวังเพียงว่าถ้าหากเขาได้เจอหน้าของเจ้าหญิงไอโซน อาการป่วยของเขานั้นก็คงจะหายไป

ดังนั้นไทรสรตัน จึงได้มีการเขียนจดหมายไปถึงเจ้าหญิงไอโซน บอกให้เธอนั้นมาหาเขาโดยระบุเอาไว้ว่าหากเจ้าหญิงยังคงรักเขาอยู่และอยากจะมาหาเขาให้เจ้าหญิงนั้นแล่นเรือใบออกไปกลางทะเลแล้วชักธงของเรือใบนั้นให้เป็นสีขาวแต่ถ้าหากเจ้าหญิงนั้นลืมเขาไปแล้วและไม่ต้องการที่จะมาพบเจอกับเขาอีกให้นำเรือใบแล่นออกไปที่กลางทะเลแล้วชักใบออกเป็นสีดำ

  แต่จดหมายดังกล่าวนั้นถูกภรรยาใหม่ของไทรสตัน คนเจอเสียก่อนทำให้ทราบว่าในจดหมายนั้นเขียนเอาไว้ว่ายังไงบ้างทำให้เธอรู้ว่าสามีของเธอกับเจ้าหญิงไอโซนเคยลอบเป็นชู้กันและทำให้เธอนั้นเกิดความรู้สึกของหวงเมื่อสามีของเธอสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของสีของเรือใบที่แล่นออกไปกลางทะเลของเจ้าหญิงทำให้ภรรยาของไทรสตัน บอกกับเขาว่าเจ้าหญิงไอโซน วัดคลองเรือใบเป็นสีดำทำให้ไทรสตัน ยิ่งเสียใจหนักเข้าไปใหญ่เพราะคิดว่าเจ้าหญิงนั้นไม่รักเขาแล้วทำให้ในที่สุดแล้วเขาก็ยอมใจตายเพราะหัวใจสลายนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์

ตำนานวัดดอน

         สำหรับวัดดอนแห่งนี้เป็นวัดที่อยู่ในกรุงเทพฯและเป็นวัดที่ถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งวัดแห่งนี้นั้นเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันระหว่างเจ้าพระยาผู้ครองเมืองถวายชื่อว่ามางจานจากับชาวบ้าน ต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันที่จะสร้างวัดซึ่งแน่นอนว่าถ้าฟังจากชื่อแล้วมางจันจานั่นก็คือชาวพม่านั่นเอง ซึ่งประวัติของท่านบางชันจานั้นท่านเป็นข้าราชการที่ทำงานอยู่ในสมัยพุกามประเทศ

ซึ่งถ้าพูดให้ถูกว่าในสมัยปัจจุบันนี้ก็เรียกว่าประเทศพม่านั่นเอง ในสมัยนั้นมีตำนานบอกเอาไว้ว่าท่านเกิดขัดใจกันกับพระเจ้าแห่งกรุงอังวะ จนถึงขนาดที่ไม่อยากอยู่ประเทศของตนเองจึงได้ส่งราชทูตติดต่อมายังประเทศไทยว่าจะขอลี้ภัยมาอยู่ที่ประเทศไทยและขออยู่ภายใต้การปกครองของไทยนั่นเอง และท่านยังได้ชวนคนอื่นๆให้มาอยู่ที่ประเทศไทยด้วย

ซึ่งในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ปูนบำเหน็จให้กับ ราชการของชาวพม่าทั้ง 3 พระองค์ โดยเฉพาะเจ้าพระยาทวายที่จะได้มากกว่าคนอื่นเนื่องจากว่าท่านสามารถที่จะนำพระญาติที่หายไปนานให้มาพบปะพูดคุยเจอกับรัชกาลที่ 1 ทำให้รัชกาลที่ 1 นั้นทรงโปรดปรานพระเจ้ามังจันจามาก

จึงชวนให้มาอยู่ในกรุงเทพฯด้วยกันและมอบที่ดินให้บางส่วนซึ่งหลังจากนั้น พระเจ้ามังจันจา ก็ได้นำที่ดินบางส่วนนั้นมาแบ่งเพื่อสร้างเป็นวัดซึ่งเป็นวัดดอยในปัจจุบันนั่นเองอย่างไรก็ตามมีตำนานมายาวนานเกี่ยวกับเรื่องของผีวัดดอน จากว่าที่นี่มีป่าช้าที่เป็นพื้นที่กว้างใหญ่เนื่องจากจะมีรถมูลนิธิถึง 3 มิติด้วยกันนำศพซึ่งส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นศพที่ประสบอุบัติเหตุมาแล้วนำมาฝังที่ป่าช้าวัดดอนซึ่งถ้านับกันแล้ว

ก็มากกว่าหมื่นคนเข้าไปแล้วดังนั้นผู้คนที่อยู่บริเวณแถวนี้จึงมักมีการร่ำลือถึงวิญญาณที่ถูกนำมาฝังไว้ที่ประชาวัดดอนจากในอดีตจนถึงปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำเล่าขานถึงความน่ากลัวของวัดดอนโดยเฉพาะกลุ่มคนขับรถแท็กซี่นั้นหากรู้ว่าในช่วงเวลากลางคืนนั้นมีคนโบกรถจะให้ไปส่งที่วัดดอนแล้วแล้วก็พวกเขาจะปฏิเสธไม่มาส่งทันทีหรือแม้แต่คำร่ำลือที่ว่าหากในช่วงเวลากลางคืน

คุณขับรถผ่านมาทางเส้นของวัดดอนคนเดียวแต่คนชาวบ้านก็จะเห็นว่าจะมีคนนั่งข้างๆนั่งรถไปกับคุณด้วยซึ่งคนที่นั่งข้างๆนั้นก็มักจะใส่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นสำหรับเรื่องราวความน่ากลัวของวัดดอนนี้มีตั้งแต่สมัยโบราณและการมาจนถึงปัจจุบันก็ยังมีการพูดถึงกันแบบปากต่อปากแต่ว่าคนชุมชนในเขตวัดดอนเองนั้นไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องนี้กันเลย

เนื่องจากว่าปัจจุบันไม่มีใครเคยเห็นผีวัดดอนมาแล้วเนี่ยนานมาแล้วซึ่งความเชื่อและความน่ากลัวของวัดดอนนั้นจะยังคงมีอยู่แต่เฉพาะคนนอกพื้นที่เท่านั้นที่ยังมีการเล่าขานเรื่องนี้กันอยู่แต่สำหรับคนในชุมชนนั้นเรื่องนี้เป็นแค่เพียงคำร่ำลือเท่านั้นที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

ความแตกต่างระหว่างการถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิตอลและกล้องฟิล์ม

ในช่วง5-10ปีที่ผ่านมานี้นั้นการเล่นกล้องไม่ว่าจะเป็นทั้งกล้องดิจิตอลหรือกล้องฟิล์มถือว่าได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งตากล้องมืออาชีพหรือตากล้องมือสมัครเล่นเพราะเน่องจากสังคมในยุคนี้มีทั้งโชเชียลมีเดียต่างๆทำให้คนเรานั้นสามารถเอารูปถ่ายไปใช้ประโยชน์ในทางต่างๆได้

ซึ่งมีความแตกต่างจากในสมัยก่อนที่การถ่ายรูปเป็นเหมือนเพียงเครื่องบันทึกความทรงจำเท่านั้นไม่ได้มีการนำไปใช้ประโยชน์หรือหารายได้จากรูปได้มากเท่านั้นสมัยนี้เนื่องจากรูปถ่ายสามารถที่จะไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้แล้ว คุณภาพของภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากทำให้ในปัจจุบัน

จึงมีการพัฒนาในด้านการถ่ายภาพขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะกล้องสิ่งที่เป็นสิ่งสำคัญในการถ่ายภาพนั่นเองและไม่เพียงแต่กล้องดิจิตอลเพียงเท่านั้นที่มีการพัฒนากล้องฟิล์มก็มีการพัฒนาในเรื่องการล้างและสแกนภาพให้ออกมาคุณภาพดียิ่งขึ้นและสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆได้

ถึงแม้จะมีการพัฒนาในเรื่องการเพิ่มคุรภาพด้วยวิธีต่างๆของการถ่ายภาพนั้นแต่แน่นอนว่าทั้งกล้องดิจิตอลและกล้องฟิล์มย่อมมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะด้วยนวัตรกรรมความทันสมัยนั้นกล้องฟิล์มไม่สามารถที่จะสู่กล้องดิจิตอลได้เลยนั่นเอง ทำให้ความแตกต่างของกล้องทั้งสองนี้นั้นมีอยู่ค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ในปัจจุบันถือว่าความแตกต่างทางด้านรูปลักษณ์และลักษณะการออกแบบตัวกล้องนั้นจะไม่ได้มีความแตกต่างกันมากเพราะมีการออกแบบเพื่อให้กล้องดิจิตอลสมัยใหม่นั้นมีลักษณะและรูปทรงที่มีความวินเทจคล้ายกับกล้องฟิล์มในอดีตนั่นเอง แต่ความแตกต่างนั้นจะอยู่ที่กลไกลในการทำงานและฟังก์ชั่นต่างๆภายในตัวกล้องต่างหาก

ความแตกต่างที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนระหว่ากล้องดิจิตอลและกล้องฟิล์มก็คือ ฟีลลิ่งของภาพถ่ายนั่นเองซึ่งจะพูดถึงภาพถ่ายที่ได้จากกล้องดิจิตอลกันก่อน ภาพถ่ายที่ได้จากกล้องดิจิติลนั้นจะเป็นภาพที่มีความคมชัดอย่างมากและความคมชัดขึ้นอยู่กับคุณภาพของกล้องนั่นเอง กล้องดิจิตอลจึงให้ฟิลลิ่งภาพลักษณะคล้ายความเสมือนจริง ส่วนกล้องฟิล์มนั้นความคมชัดจะขึ้นอยู่ที่คุณภาพกล้อง

แต่จะขึ้นอยู่กับคุณภาพเลนส์เป็นหลักยิ่งเลนส์ที่ดีรูปจะยิ่งคมชัดแต่ฟิลลิ่งของรูปนั้นจะให้อารมณ์แบบฟุ้งๆภาพไม่ได้มีมิติที่คมชัดแบบภาพที่ได้จากกล้องดิจิตอล ซึ่งความแตกต่างนั้นก็ถือว่าเป็นความแตกต่างที่สวยงามของทั้งกล้องดิจิตอลและกล้องฟิล์ม และความแตกต่างเหล่านี้

ทำให้คนเล่นกล้องโดยส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องมีทั้งกล้องดิจิตอลและกล้องฟิล์มด้วยนั่นเอง เพื่อให้ได้สัมผัสถึงฟิลลิ่งทั้งสองแบบนั่นเอง และถ้าหากเป็นคนที่รักในกล้องนั้นไม่ว่าจะกล้องดิจิตอลหรือกล้องฟิล์มความสวยงามของภาพก็เป็นสิ่งที่คนรักกล้องนั้นต้องการ

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ufabet

6 สิ่งที่คนโบราณไม่อนุญาตให้ทำ

โบราณสมัยก่อนไม่อนุญาตให้ผู้คนตัดผมของตัวเองเพราะมีความเชื่ออยู่ว่าถ้าใครก็ตามที่ตัดผมของตนเองจะมีภูตผีปีศาจมาเลียปลายผมเพราะคนที่ตัดผมเองนั้นส่วนใหญ่จะตัดผมไม่เท่ากันมีสั้นบ้างและยาวบ้างดูไม่เรียบร้อยผีปีศาจบางพวกจะเป็นภูตผีที่ต้องการระเบียบก็จะมาเลียปลายผมของเราให้เรียบร้อย แต่ความจริงก็คือคนโบราณไม่อยากให้เราต้องร้องไห้ บางครั้งอาจจะทำให้ผมของเราจะมีช่องที่จะไม่ตรงและมาเสียใจที่หลังและอาจจจะถูกบาดเอา

คนสมัยก่อนเชื่อว่า ถ้าชมเด็กว่าน่ารักจะทำให้ภูตผีปีศาจมานำเด็กไปอยู่กับตนและทำให้เด็กร้องไห้และถ้าพูดว่าน่าเกลียดน่าชัง ความจริงก็คือที่คนสมัยก่อนบอกไว้อย่างนี้เพราะพ่อกับแม่จะรักลูกเกินไปค่ะ

คนสมัยโบราณเชื่อว่าถ้าใครนอนใต้ขื่อบ้านผีก็จะมาสิงร่างของเราค่ะและจะนั่งหรือนอนไม่สบายตัวค่ะ ความจริงก็คือ การที่คนโบราณไม่ให้นอนใต้ขื่อบ้านก็เพราะเราจะรู้สึกถูกทับและนั่งนอนไม่สบาย และยิ่งเป็นบ้านสมัยปัจจุบันจะมีเหล็กอยู่ในคือจะทำให้นั่งนอนไม่สบายตัวค่ะ วิธีที่สามารถแก้ไขได้ก็คือให้นอนตรงกลางระหว่างขื่อบ้านค่ะ

 คนสมัยโบราณเชื่อว่าถ้าตากผ้าอยู่บริเวณหน้าบ้านจะทำให้มีแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิต และจะไม่มีรายรับแต่มีแต่รายจ่าย เพราะราวตากผ้า จะบดบังสิ่งดีๆไปหมดจะมีแต่สิ่งไม่ดีเข้าไปแทนที่จะเป็นสิ่งดี จึงเป็นเหตุผลที่บ้านของใครจะไม่ตากผ้าหน้าบ้านและจะไม่เจอสิ่งดีๆและคนที่อยู่ภายในบ้านจะมีแต่เรื่องที่ไม่เป็นสุข และบางทีอาจจะมีคนทำเสน่ห์ที่ปลายผ้าที่เราตากด้วยก็ได้ ความจริงก็คือ เพราะถ้าเราตากผ้าไว้หน้าบ้านจะไม่เรียบร้อย และเกะกะไม่สามารถเดินได้ค่ะ

 คนสมัยก่อนเชื่อว่าถ้าหญิงตั้งครรภ์ไปดูคนอื่นคลอดจะทำให้คลอดลูกยากและเจ็บท้องนานและที่ไม่ให้ไปดูคนคลอดลูกก็เพราะว่าเด็กที่กำลังออกมาจะอายเด็กที่อยู่ในครรภ์จึงทำให้คลอดลูกยาก แต่ความจริงที่คนสมัยก่อนบอกอย่างนี้ก็เพราะกลัวว่าแม่เด็กจะคิดมากจนไม่กล้ามีลูกเพราะกลัวจะเจ็บท้องค่ะ

คนในอดีตสมัยโบราณเชื่อว่าถ้าให้คนที่ตั้งครรภ์อาบน้ำตอนกลางคืนจะทำให้น้ำคร่ำในท้องเยอะและคลอดลูกยากคนในอดีตสมัยโบราณจึงไม่นิยมคนที่ตั้งครรภ์อาบน้ำตอนกลางคืนเพราะกลัวว่าคร่ำท้องจะเยอะ  แต่ความจริงแล้วที่คนในอดีตสมัยโบราณไม่อนุญาตให้คนตั้งครรภ์อาบน้ำตอนกลางคืนก็เพราะสมัยโบราณห้องน้ำแยกอยู่กับตัวบ้างกลัวว่างูจะมากัดแมลงจะมากัดและอาจจะป่วยได้ส่งผลกระทบถึงลูกในครรภ์ คนในอดีตสมัยโบราณจึงตั้งกฎนี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้คนที่ตั้งครรภ์อาบน้ำตอนกลางคืน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัคร Gclub

มรดกทางวัฒนธรรม

เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เราบนโลกใบนี้ เกิดปัญหาขึ้นมา สิ่งมีชีวิตอย่างพวกเราจะพยายามหาหนทางที่ต้องปรับตัว เพื่อให้ดำรงชีวิตต่อไปให้จงได้ เช่นเดียวกับภาวะวิกฤติไข้ไวรัสที่กำลังระบาดอยู่ทั่วโลกนี้ มนุษย์ก็ได้งัดเอาความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัวมาใช้กันอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า แต่ละประเทศก็มีการตั้งรับและมีการจัดการ แก้ปัญหาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกันเมื่อแต่ละประเทศก็มีการปิดประเทศและไม่ให้ประชาชนออกจากบ้านเพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม และเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดอีกทางหนึ่ง

ซึ่งสิ่งที่เราจะได้เห็นในช่วงนี้ของการกักตัวแต่ละประเทศนั้น เราจะได้ค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นที่รักของตัวเอง และเราจะเห็นแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป เช่น

ประเทศฝรั่งเศส แม้ว่าแฟชั่นจะมาแล้วไป แต่ขนมปังที่ฝรั่งเศส หรือที่เรารู้จักกันในชื่อบาเก็ตนั้นไม่เคยหายไปไหน แม้จะเป็นช่วงโรคระบาดก็เช่นเดียวกัน อย่างที่ทราบกันดีว่า มาตรการรับมือไข้ไวรัสของประเทศต่างๆ คือการล็อคดาวน์ประเทศไม่ให้ผู้คนออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น จึงส่งผลให้กับธุรกิจที่ต้องหยุดงาน แต่ก็จะมีบางร้านที่เปรียบเสมือนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศให้ยังคงเปิดอยู่ได้อย่างเช่น ร้านขนมปังบาเก็ต

ที่เป็นของกินประจำชาติของประเทศนี้ไปแล้ว จึงกลับมาขายดีอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาที่ร้านอาหาร หรือขนมอย่างอื่นต้องปิดตัวลง เช่นเดียวกับในเมืองปารีส ที่ไวน์ก็เป็นสิ่งล้ำค่าพอๆ กับผลิตภัณฑ์ล้างมือ แต่อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าคนฝรั่งเศส

ไม่สามารถกินข้าวโดยปราศจากไวน์ได้ ดังนั้นการปรับตัวทางธุรกิจจึงเกิดขึ้นด้วยธุรกิจไวน์ที่มีอยู่ในประเทศตอบสนองวัฒนธรรมอันนี้ด้วยการส่งไวน์ไปยังตามบ้านต่างๆ โดยใช้แพคว่า เพื่อการอยู่รอด โดยจะมีการส่งจำนวน หก หรือ สิบสองขวดไปยังสถานที่กักตัวต่างๆ

หรือแม้แต่การทักทายอันเลื่องชื่อของฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ด้วยการหอมแก้ม จะไม่สามารถทำได้ ด้วยเพราะต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ก็ไม่สามารถปิดกันความสุขในการกินอาหารของชาวฝรั่งเศสได้เลย เพราะบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น

ได้ถูกสร้างและปลูกฝังให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตมาตั้งแต่ก่อน จนกลายเป็นความเคยชินและเปรียบเสมือนเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมต่างๆ มาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น จนบางครั้ง บางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนจะทำลายล้างคนทั้งโลกได้ แต่ก็จะดูเหมือนไม่สามารถทำลายล้างมรดกทางวัฒนธรรมของคนบางประเทสได้เช่นกัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  holiday palace

Eye Target Part 1 หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

พวกเรานักถ่ายภาพ Portrait นั้น ต่างรู้กันดีอยู่แล้วล่ะว่า จุดไหนที่สำคัญที่สุดของภาพ Portrait คือการถ่ายภาพบุคคล เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่ทำให้เป็นบุคคลมากที่สุดนั้นคือ จิตวิญญาณในดวงตานั้นเอง

ผมเองนั้นเคยเป็นนักวาดรูป Portrait การวาดรูปนั้นสำคัญที่ดวงตาอย่างมาก ถ้าวาดดวงตาออกมาได้ไม่ดี จะทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของภาพได้เลย ดวงตาเป็นอะไรที่บ่งบอกอะไรหลายๆอย่างในตัวแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นลักษณ์นิสัย ความมั่นใจ อารมณ์ การสื่อสารอยากจะได้อะไรในตอนนั้น

อยู่ที่ดวงตาเป็นส่วนใหญ่ เป็นเรื่องที่แปลกทีจริงๆ การที่ดวงตาสำคัญขนาดนั้น การถ่าย Portrait ก็ควรจะต้องทำให้ดวงตานั้นชัดที่สุดในภาพ หรือจะพูดอีกอย่างคือ กล้องของเรานั้นจะต้องโฟกัสที่ดวงตายังไงล่ะ

การที่กล้องนั้นจะโฟกัสดวงตาได้ ผมขอแบ่งเป็นสามแบบละกันนะ เพราะว่าการใช้กล้องและอุปกรณ์ต่างๆของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกันมากนัก อย่างแรกเลยซึ่งเป็นสี่สะดวกสบายที่สุดในสามโลกแล้วล่ะ เรียกได้ว่าคนยุคนี้ที่เริ่มจะถ่ายภาพนั้น ได้รับเทคโนโลยีที่สุดยอดยิ่ง แบบว่าคนยุคก่อนหัวเสียกันเลยทีเดียวว่า พวกเอ็งจะสะดวกสบายเกินไปแล้ว นั้นก็เพราะเทคโนโลยีตัวนึง

ที่ถูกใส่ไว้ให้กับกล้องรุ่นใหม่ทุกตัวทุกแบรนด์เลยทีเดียว นั้นคือ EYE detection นั้นเอง เป็นฟังค์ชั่นที่เรียกได้ว่าตอบสนองได้ดีที่สุดแล้วในยุคนี้ เพราะคนเราก็ถ่ายรูปคนซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ซื้อกล้องมาเก็บการท่องเที่ยวของตัวเอง ก็จะต้องถ่ายแฟนเป็นหลัก แล้วเจ้าฟังค์ชั่นนี้ก็จะต้องถูกใช้อย่างแน่นอน มันเป็นระบบโฟกัสแบบจับที่ตาเลยทันที ซึ่งก็จะต้องใช้ร่วมกับระบบ Focus Area ด้วย

ต้องเลือกให้เหมาะสมกันจะดีมากๆ ไม่ว่าคนเดินไปทางไหน ก็จะถูกจับที่ดวงตาไว้ตลอด ดังนั้นแล้วก็จะได้ดวงตาที่ชัดอย่างแน่นอน จากที่ผมเคยใช้ ก็มีหลุดบ้างนะ แบบว่ามันโฟกัสที่ตาแหละ แต่ถ่ายมามันก็มีแบบไม่ตาเปะบ้างก็มี อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความฉลาดของกล้องด้วย ส่วนตัวแล้วผมชอบมากๆ มันใช้ง่ายมากเลยทีเดียว ยิ่งถ้าอยู่ระดับครึ่งตัวขึ้นมาละก็ เรียกได้ว่าไม่มีพลาด แต่ก็จะมีเรื่องจุกจิกนิดหน่อย

ตรงที่เวลาตัวแบบหันไปหันมา โดยเฉพาะหันหลังหรือหมุนตัว ดวงตาที่กล้องจับไว้ให้ จะหลุดโฟกัส แล้วต้องหากันใหม่เมื่อตัวแบบหันกลับมา แต่ว่าถ้าตัวแบบหันหลังเลยล่ะก็ นั้นแหละผมเซ็งมากๆ ที่ Focus Area ที่ผมใช้นั้นไม่เหมาะกับการถ่ายที่ไม่มีตัวแบบ และต้องบอกว่าเป็นเพราะรุ่นของกล้องด้วย ถ้ารุ่นสูงกว่านี้ก็จะไม่มีปัญหานี้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บบาคาร่าที่คนเล่นเยอะที่สุด