ประวัติและตำนาน

ตำนานภาคเหนือ ตำนานเมืองลับแล 

         วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องตำนานของจังหวัดอุตรดิตถ์ซึ่งตำนานที่เป็นเรื่องเล่ากันมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมเล่าขานกันนั่นก็คือตำนานเมืองลับแลเนื่องจากว่าที่จังหวัดอุตรดิตถ์นั้นมีอำเภอเล็กๆอยู่อำเภอหนึ่งซึ่งอำเภอที่ว่านั้นชื่อว่าลับแลซึ่งเมื่อก่อนนั้นจังหวัดอุตรดิตถ์ไม่ค่อยที่จะมีความเจริญมากนักพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาซะส่วนมาก

ดังนั้นหากใครก็ตามที่ไม่ชำนาญทางเวลาที่จะเดินทางไปที่หมู่บ้านลับแลก็มักจะหลงทางจึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อว่าที่จังหวัดอุตรดิตถ์นั้นมีเมืองลับแลซ่อนอยู่ ในตำนานนั้นมีการเล่าว่าในสมัยโบราณนั้นชาวบ้านมีความเชื่อกันว่าที่จังหวัดแห่งนี้มีเมืองลับแลแต่ไม่เคยมีใครหาเจอเพราะจะถูกบังตาเอาไว้อยู่มาวันหนึ่งมีชายหนุ่มในหมู่บ้านคนหนึ่งเข้าไปในป่าเขาเห็นหญิงสาวเป็นจำนวนมากเดินออกมา

และหญิงสาวเหล่านั้นก็ถือใบไม้มาคนละใบแล้วนำใบไม้เหล่านั้นไปซ่อนเขาจะได้ซุ่มแอบมองอยู่ หลังจากหญิงสาวสร้างใบไม้เสร็จแล้วต่างก็เดินทางไปทำธุระของตนเองหลังจากนั้นก็กลับมาและพากันมาหาใบไม้ที่ตนเองซ่อนเอาไว้มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ที่ตัวเองซ่อนเอาไว้ไม่เจอเนื่องจากว่าชายหนุ่มได้แอบไปขโมยใบไม้ของนางมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชายหนุ่มเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีกระวนกระวายใจมาก จึงได้เอาใบไม้เมื่อคืนให้กับเธอ แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องพาเขาไปยังบ้านเมืองของเธอด้วยซึ่งเธอก็ยินยอมเมื่อเข้าไปในเมืองลับแลปรากฏว่าบ้านเรือนส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิงจะมีผู้ชายอยู่น้อยมากเขาจึงได้ถามถึงเหตุผลซึ่งเธอก็ตอบว่าเป็นเพราะที่เมืองลับแลอย่างนี้ทุกคนจะต้องไม่พูดโกหกและถ้าใครพูดโกหกก็จะถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน

ซึ่งผู้ชายส่วนใหญ่นั้นมักจะโกหกทำให้คนในหมู่บ้านนี้มีน้อยที่เป็นผู้ชาย  ชายหนุ่มขอยู่ในเเมืองลับแลกับหญิงสาวด้วย โดยแม่ของหญิงสาวก็อนุญาติแต่มีข้อแม้ว่าห้ามพูดโกหก โดยชายหนุ่มก็ตกปากรับคำเป็นอย่างดีอยู่ไปไม่นานชายหนุ่มและหญิงสาวก็ตกหลุมรักซึ่งกันและกันและแต่งงานกันจนมีลูกด้วยกัน 1 คนอยู่มาวันหนึ่งขณะที่หญิงสาวออกไปธุระข้างนอกนั้น

ลูกของพวกเขาเกิดร้องไห้งอแงชายหนุ่มจึงได้มีการกล่อมลูกเพื่อให้ลูกหยุดร้องไห้แต่บังเอิญว่าข้อความที่เขาพูดกับลูกนั้นเป็นคำพูดที่โกหกแม่ยายของเขามาได้ยินเข้าพอดีทำให้แม่ยายของเขานั้นไปบอกกับลูกสาวว่าสามีของเธอนั้นพูดโกหกและให้ขับไล่ออกจากหมู่บ้านหญิงสาวจึงบอกให้สามีของเธอเดินทางออกจากหมู่บ้านโดยเธอได้เตรียมอาหารน้ำดื่มและข้าวของที่จำเป็นในการเดินทางไปให้ด้วย

ซึ่งหนึ่งในนั้นเธอได้มีการนำขิงใส่ไปให้สามีเธอเป็นจำนวนมากในที่สุดก็ได้หนูจำเป็นต้องเดินทางออกนอกหมู่บ้านคณาที่เขาเดินทางกลับไปหมู่บ้านเดิมของเขานั้นเขารู้สึกว่ายิ่งเดินห่างไกลจากเมืองลับแลมากเท่าไหร่ถุงย่ามที่เขาสะพายมานั้นก็ยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้นเมื่อเปิดออกดูก็พบว่ามีขิงเป็นจำนวนมากอยู่ในย่ามเขาจึงได้โยนขิงทิ้งเลยเขาได้โยนทิ้งออกตลอดทางไปเรื่อยๆจนเหลือแค่อันเดียว

เมื่อไปถึงหมู่บ้านเขาก็เปิดถุงย่ามดูปรากฏว่าขิงที่เหลือเพียงอันเดียวเท่านั้นกลายเป็นทองคำด้วยความเสียดายเขาจึงย้อนกลับไปเพื่อจะไปเก็บขิงที่เขาโยนทิ้งแต่ปรากฏว่าสิ่งเหล่านั้นได้โตเป็นต้นขิงไปหมดแล้วและเมื่อเขาขุดลงไปดูก็พบว่าทางใต้ดินนั้นก็เป็นเพียงแค่ขิงธรรมดาเท่านั้นเขาพยายามที่จะตามหาเมืองลับแลแต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอจนในที่สุดเขาก็ล้มเลิกความตั้งใจและกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนเองเหมือนเดิม

 

สนับสนุนโดย  สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนานลึกลับของแมงสี่หูห้าตา

        สำหรับตำนานลึกลับของแมงสี่หูห้าตานั้นเกี่ยวพันกันกับการสร้างพระธาตุดอยเขาควายแก้วที่จังหวัดเชียงรายโดยตำนานแมงสี่หูห้าตานั้นเป็นตำนานที่เล่าขานมาจากชาวเมืองเชียงรายโดยตรงซึ่งรายละเอียดของตำนานนั้นมีการพูดถึงครอบครัวหนึ่ง

ที่มีฐานะยากจนอยู่มาวันหนึ่งภรรยาได้เสียชีวิตลงจึงทำให้ครอบครัวนี้เหลือกันเพียงแค่สองคนเท่านั้นคือพ่อและลูกชายแต่ต่อมาไม่นานคนเป็นพ่อด้วยการทำงานหนักตรากตรำและอายุมากแล้วจึงทำให้เสียชีวิตตายตามภรรยาไปอีกคนเหลือเพียงแค่ลูกชายคนเดียวเท่านั้นก่อนที่ชายชราจะเสียชีวิตนั้นได้มีการสั่งเสียลูกชายเอาไว้เลยบอกให้ลูกชายนั้นนำร่างของตนเองไปฝังศพเอาไว้จนกว่าลูกชายจะอายุครบ 17 ปี

ซึ่งเพราะอายุครบ 17 ปีแล้วให้ลูกชายนั้นไปขุดเอาหัวกระโหลกของพ่อขึ้นมาหลังจากนั้นให้นำเชือกผูกหัวกระโหลกของพ่อแล้วเดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้โดยลากหัวกระโหลกไปด้วยและถ้าหัวกระโหลกของพ่อนั้นไปติดตรงที่พื้นที่ไหนก็ให้ลูกชายทำบ่วงไว้จับสัตว์ชนิดหนึ่งเอาไว้ตรงที่หัวกระโหลกพ่อนั้นติดอยู่

ซึ่งลูกชายก็รับกรรมและปฏิบัติตามคำสั่งเสียของพ่อหลังจากที่ รักพ่อมาไว้และทำบ่วงเอาไว้ดักสัตว์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในขณะที่เขารอว่าสัตว์ชนิดไหนจะมาติดหมวกของเขานั้นก็ปรากฏว่ามีสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งตัวสีดำมีลักษณะคล้ายกับลิงแต่ที่น่าแปลกประหลาดก็คือมันมีตา 5 ตาและมีหูทั้งหมด 4 หูมาติดบ่วงที่ชายหนุ่มได้ดักเอาไว้เมื่อชายหนุ่มจับสัตว์ตัวนั้นได้ก็นำมาเลี้ยง

โดยพยายามหาอาหารให้มันกินแต่ไม่ว่าจะเอาอะไรให้มันกินนั้นสัตว์ชนิดนี้ก็ไม่ยอมกินอะไรเลยจนเขานะรู้สึกอ่อนใจในที่สุดอยู่มาวันหนึ่งซึ่งวันนั้นเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วเขารู้สึกว่าอากาศนั้นค่อนข้างหนาวเย็นจึงได้ก่อกองไฟแต่บังเอิญว่าประกายไฟนั้นได้กระเด็นออกมาตกตรงบริเวณหน้าของสัตว์ป่าตัวนั้นและมีก้อนไฟตกลงมาด้วยทำให้สัตว์ตัวดังกล่าวนั้นกินก่อนไฟเข้าไปใต้หนูเห็น

ดังนั้นจึงรู้ได้ทันทีว่าสัตว์ชนิดนี้กินก้อนไฟเป็นอาหารดังนั้นในทุกๆวันเขาจึงได้นำก้อนไฟให้สัตว์ชนิดนี้กินและที่น่าประหลาดใจสำหรับเขาอีกเรื่องก็คือเมื่อสัตว์ชนิดนี้กินก้อนไฟเข้าไปแล้วมันก็จะถ่ายออกมาเป็นทองคำโดยในทุกวันนั้นชายหนุ่มจะได้ทองคำกลอนขณะถือมาแนะนำก้นทองคำทั้งหมดไปฝังเอาไว้หลังบ้านอยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้มีการประกาศว่าหากใครที่จะสามารถสร้างสะพานจากบ้านของชายคนนั้นไปที่ห้องของเจ้าหญิงได้

โดยสะพานนั้นจะต้องทำมาจากทองคำพระเจ้าแผ่นดินจะยกพระธิดาให้แต่งงานด้วยชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงมีความคิดที่จะเอาทองคำที่ตนเองมีอยู่มาทำสะพานแต่ก็ติดตรงที่ว่าไม่มีช่างที่จะช่วยทำสะพานนั่นเองอย่างไรก็ตามเขาได้อธิษฐานขอให้มีช่างมาช่วยเขาทำสะพานทันใดนั้นเทวดาก็แปลงกายลงมาและมาช่วยเป็นช่างสร้างสะพานให้เขาจะแล้วเสร็จหลังจากนั้นเขาก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

ซึ่งหลังจากที่แต่งงานไปแล้วพ่อของเจ้าหญิงก็ได้ถามชายหนุ่มว่าใช่หนุ่มนั้นเอาทองคำมาจากไหนมากมายโดยเขาก็เล่าให้พระราชาฟังโดยที่ไม่ปิดบังเลยพระราชาด้วยความโลภอยากได้ทองคำจึงได้พยายามวิ่งไล่จับแมงสี่หูห้าตาที่เป็นของชายหนุ่มแต่อย่างไรก็ตามนั้นได้วิ่งหนีพระราชาเข้าไปในถ้ำซึ่งพระราชาก็ได้วิ่งตามเข้าไปอยู่ดีๆธรรมที่พระราชาและสัตว์ตัวดังกล่าวเข้าไปในถ้ำก็พังถล่มลงมาทำให้พระราชานั้นเกิดความกลัวที่จะเสียชีวิตจึงได้อธิษฐานว่าหากได้ออกไปเขาจะประพฤติตัวเป็นคนดี

และไม่เป็นคนละโมบโลภมากอย่างไรก็ตามในที่สุดนั้นเขาสามารถออกมาจากถ้ำได้และนับตั้งแต่นั้นมาเขาก็บ่นแค่เพียงทำแต่ความดีและยกเมืองให้กับชายหนุ่มและพระธิดาของตนเองนั้นปกครองซึ่งหลังจากนั้นชายหนุ่มก็ได้มีการนำเงินทองส่วนตัวมาสร้างวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้วตรงบริเวณที่เขาเคยกับสัตว์แมงสี่หูห้าตาได้ และบริเวณทางขึ้นพระธาตุดอยเขาควายแก้วก็มีการสร้างศาลาเอาไว้โดยมีการสร้างรูปปั้นแมงสี่หูห้าตาเอาไว้ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีชาวบ้านพากันเดินทางมากราบไหว้ขอพรกันอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  Sexy Gaming

ตำนานวัดดอน

         สำหรับวัดดอนแห่งนี้เป็นวัดที่อยู่ในกรุงเทพฯและเป็นวัดที่ถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งวัดแห่งนี้นั้นเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันระหว่างเจ้าพระยาผู้ครองเมืองถวายชื่อว่ามางจานจากับชาวบ้าน ต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันที่จะสร้างวัดซึ่งแน่นอนว่าถ้าฟังจากชื่อแล้วมางจันจานั่นก็คือชาวพม่านั่นเอง ซึ่งประวัติของท่านบางชันจานั้นท่านเป็นข้าราชการที่ทำงานอยู่ในสมัยพุกามประเทศ

ซึ่งถ้าพูดให้ถูกว่าในสมัยปัจจุบันนี้ก็เรียกว่าประเทศพม่านั่นเอง ในสมัยนั้นมีตำนานบอกเอาไว้ว่าท่านเกิดขัดใจกันกับพระเจ้าแห่งกรุงอังวะ จนถึงขนาดที่ไม่อยากอยู่ประเทศของตนเองจึงได้ส่งราชทูตติดต่อมายังประเทศไทยว่าจะขอลี้ภัยมาอยู่ที่ประเทศไทยและขออยู่ภายใต้การปกครองของไทยนั่นเอง และท่านยังได้ชวนคนอื่นๆให้มาอยู่ที่ประเทศไทยด้วย

ซึ่งในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ปูนบำเหน็จให้กับ ราชการของชาวพม่าทั้ง 3 พระองค์ โดยเฉพาะเจ้าพระยาทวายที่จะได้มากกว่าคนอื่นเนื่องจากว่าท่านสามารถที่จะนำพระญาติที่หายไปนานให้มาพบปะพูดคุยเจอกับรัชกาลที่ 1 ทำให้รัชกาลที่ 1 นั้นทรงโปรดปรานพระเจ้ามังจันจามาก

จึงชวนให้มาอยู่ในกรุงเทพฯด้วยกันและมอบที่ดินให้บางส่วนซึ่งหลังจากนั้น พระเจ้ามังจันจา ก็ได้นำที่ดินบางส่วนนั้นมาแบ่งเพื่อสร้างเป็นวัดซึ่งเป็นวัดดอยในปัจจุบันนั่นเองอย่างไรก็ตามมีตำนานมายาวนานเกี่ยวกับเรื่องของผีวัดดอน จากว่าที่นี่มีป่าช้าที่เป็นพื้นที่กว้างใหญ่เนื่องจากจะมีรถมูลนิธิถึง 3 มิติด้วยกันนำศพซึ่งส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นศพที่ประสบอุบัติเหตุมาแล้วนำมาฝังที่ป่าช้าวัดดอนซึ่งถ้านับกันแล้ว

ก็มากกว่าหมื่นคนเข้าไปแล้วดังนั้นผู้คนที่อยู่บริเวณแถวนี้จึงมักมีการร่ำลือถึงวิญญาณที่ถูกนำมาฝังไว้ที่ประชาวัดดอนจากในอดีตจนถึงปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำเล่าขานถึงความน่ากลัวของวัดดอนโดยเฉพาะกลุ่มคนขับรถแท็กซี่นั้นหากรู้ว่าในช่วงเวลากลางคืนนั้นมีคนโบกรถจะให้ไปส่งที่วัดดอนแล้วแล้วก็พวกเขาจะปฏิเสธไม่มาส่งทันทีหรือแม้แต่คำร่ำลือที่ว่าหากในช่วงเวลากลางคืน

คุณขับรถผ่านมาทางเส้นของวัดดอนคนเดียวแต่คนชาวบ้านก็จะเห็นว่าจะมีคนนั่งข้างๆนั่งรถไปกับคุณด้วยซึ่งคนที่นั่งข้างๆนั้นก็มักจะใส่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นสำหรับเรื่องราวความน่ากลัวของวัดดอนนี้มีตั้งแต่สมัยโบราณและการมาจนถึงปัจจุบันก็ยังมีการพูดถึงกันแบบปากต่อปากแต่ว่าคนชุมชนในเขตวัดดอนเองนั้นไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องนี้กันเลย

เนื่องจากว่าปัจจุบันไม่มีใครเคยเห็นผีวัดดอนมาแล้วเนี่ยนานมาแล้วซึ่งความเชื่อและความน่ากลัวของวัดดอนนั้นจะยังคงมีอยู่แต่เฉพาะคนนอกพื้นที่เท่านั้นที่ยังมีการเล่าขานเรื่องนี้กันอยู่แต่สำหรับคนในชุมชนนั้นเรื่องนี้เป็นแค่เพียงคำร่ำลือเท่านั้นที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

6 สิ่งที่คนโบราณไม่อนุญาตให้ทำ

โบราณสมัยก่อนไม่อนุญาตให้ผู้คนตัดผมของตัวเองเพราะมีความเชื่ออยู่ว่าถ้าใครก็ตามที่ตัดผมของตนเองจะมีภูตผีปีศาจมาเลียปลายผมเพราะคนที่ตัดผมเองนั้นส่วนใหญ่จะตัดผมไม่เท่ากันมีสั้นบ้างและยาวบ้างดูไม่เรียบร้อยผีปีศาจบางพวกจะเป็นภูตผีที่ต้องการระเบียบก็จะมาเลียปลายผมของเราให้เรียบร้อย แต่ความจริงก็คือคนโบราณไม่อยากให้เราต้องร้องไห้ บางครั้งอาจจะทำให้ผมของเราจะมีช่องที่จะไม่ตรงและมาเสียใจที่หลังและอาจจจะถูกบาดเอา

คนสมัยก่อนเชื่อว่า ถ้าชมเด็กว่าน่ารักจะทำให้ภูตผีปีศาจมานำเด็กไปอยู่กับตนและทำให้เด็กร้องไห้และถ้าพูดว่าน่าเกลียดน่าชัง ความจริงก็คือที่คนสมัยก่อนบอกไว้อย่างนี้เพราะพ่อกับแม่จะรักลูกเกินไปค่ะ

คนสมัยโบราณเชื่อว่าถ้าใครนอนใต้ขื่อบ้านผีก็จะมาสิงร่างของเราค่ะและจะนั่งหรือนอนไม่สบายตัวค่ะ ความจริงก็คือ การที่คนโบราณไม่ให้นอนใต้ขื่อบ้านก็เพราะเราจะรู้สึกถูกทับและนั่งนอนไม่สบาย และยิ่งเป็นบ้านสมัยปัจจุบันจะมีเหล็กอยู่ในคือจะทำให้นั่งนอนไม่สบายตัวค่ะ วิธีที่สามารถแก้ไขได้ก็คือให้นอนตรงกลางระหว่างขื่อบ้านค่ะ

 คนสมัยโบราณเชื่อว่าถ้าตากผ้าอยู่บริเวณหน้าบ้านจะทำให้มีแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิต และจะไม่มีรายรับแต่มีแต่รายจ่าย เพราะราวตากผ้า จะบดบังสิ่งดีๆไปหมดจะมีแต่สิ่งไม่ดีเข้าไปแทนที่จะเป็นสิ่งดี จึงเป็นเหตุผลที่บ้านของใครจะไม่ตากผ้าหน้าบ้านและจะไม่เจอสิ่งดีๆและคนที่อยู่ภายในบ้านจะมีแต่เรื่องที่ไม่เป็นสุข และบางทีอาจจะมีคนทำเสน่ห์ที่ปลายผ้าที่เราตากด้วยก็ได้ ความจริงก็คือ เพราะถ้าเราตากผ้าไว้หน้าบ้านจะไม่เรียบร้อย และเกะกะไม่สามารถเดินได้ค่ะ

 คนสมัยก่อนเชื่อว่าถ้าหญิงตั้งครรภ์ไปดูคนอื่นคลอดจะทำให้คลอดลูกยากและเจ็บท้องนานและที่ไม่ให้ไปดูคนคลอดลูกก็เพราะว่าเด็กที่กำลังออกมาจะอายเด็กที่อยู่ในครรภ์จึงทำให้คลอดลูกยาก แต่ความจริงที่คนสมัยก่อนบอกอย่างนี้ก็เพราะกลัวว่าแม่เด็กจะคิดมากจนไม่กล้ามีลูกเพราะกลัวจะเจ็บท้องค่ะ

คนในอดีตสมัยโบราณเชื่อว่าถ้าให้คนที่ตั้งครรภ์อาบน้ำตอนกลางคืนจะทำให้น้ำคร่ำในท้องเยอะและคลอดลูกยากคนในอดีตสมัยโบราณจึงไม่นิยมคนที่ตั้งครรภ์อาบน้ำตอนกลางคืนเพราะกลัวว่าคร่ำท้องจะเยอะ  แต่ความจริงแล้วที่คนในอดีตสมัยโบราณไม่อนุญาตให้คนตั้งครรภ์อาบน้ำตอนกลางคืนก็เพราะสมัยโบราณห้องน้ำแยกอยู่กับตัวบ้างกลัวว่างูจะมากัดแมลงจะมากัดและอาจจะป่วยได้ส่งผลกระทบถึงลูกในครรภ์ คนในอดีตสมัยโบราณจึงตั้งกฎนี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้คนที่ตั้งครรภ์อาบน้ำตอนกลางคืน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัคร Gclub

ประวัติหลวงปู่โสมเฝ้าทรัพย์

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อหลวงปู่โสมเฝ้าทรัพย์กันมาบ้างวันนี้จะมาเล่าประวัติของหลวงปู่โสมเฝ้าทรัพย์ให้ทุกคนได้ทราบกันโดยเรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของพระองค์เจ้าพีระซึ่งพระองค์บอกว่าในชีวิตพระองค์ไม่เคยเชื่อเรื่องผีมาก่อนเลยแต่พระองค์ได้พบประสบพบเจอกับตนเอง

เพราะว่ามีอยู่มาวันหนึ่งมีพรภิกษุสงนำลายแทงสมบัติมามอบให้กับพระองค์ซึ่งในลายแทงนั้นมีการระบุเอาไว้ถึงที่ซ่อนสมบัติจำนวน 16แห่งและยังบอกด้วยว่าภายในบริเวณพื้นที่ของเมืองกรุงศรีอยุธยายังมีที่ซ่อนสมบัติอีก 300กว่าแห่งท่านจึงได้เดินทางไปติดต่อกับกรมศิลปากรเพื่อทำการของคุณสมบัติโดยมีการทำสัญญากับกรมศิลปากรไว้ว่าถ้าจะขอส่วนแบ่ง 10% ในการขุดและอีก90%จะมอบให้กับกรมศิลปกร

ซึ่งเมื่อตกลงกันได้ทั้งองพีระก็ได้ทำการนำรถไปขุดตรงจุดที่ลายแทงมีการบอกเอาไว้ซึ่งพระองค์ได้สั่งเครื่องสแกนมาทำการสแกนหาจุดฝังสมบัติและเมื่อเครื่องสแกนดังท่านก็ให้คนขุดดินลงไปแต่ขุดเท่าไหร่ก็เจอเพียงแค่ถ้วยชามเท่านั้นซึ่งก่อนที่จะมาขุดทางไปหาข้อมูลมาแล้วว่าตรงบริเวณนี้เป็นจุดที่ฝังสมบัติของพระมเหสีของพระเจ้าอู่ทองและตั้งแต่พระองค์สั่งให้คนขุดหาสมบัติพระองค์ก็พบกับเหตุการณ์แปลกประหลาดมา

โดยตลอดซึ่งส่วนใหญ่แล้วพระองค์จะได้ยินเสียงใครขายคนขุดดินอยู่รอบบริเวณบ้านของตนเองแต่เมื่อไปดูก็จะไม่เห็นมีอะไรโดยจะเป็นแบบนี้อยู่ทุกวันและเมื่อพระองค์ได้นำเรื่องราวดังกล่าวไปเล่าให้คนอื่นฟังทุกคนต่างก็บอกว่าให้พระองค์หยุดขุดเพราะเกรงจะเกิดอาถรรพ์แต่พระองค์ก็ไม่ส่งเชื่อยังคงสั่งให้คนงานขุดต่อไป

ซึ่งระหว่างนี้เราคนงานก็มีทยอยเสียชีวิตไปมีอยู่วันหนึ่งพระองค์ทรงเห็นผู้ชายสูงใหญ่คนหนึ่งโดนตรงเข้ามาหาโดยชายคนดังกล่าวแต่งชุดไทยโบราณแบบทหารแต่ว่าไม่มีหัวแต่คนอื่นที่บริเวณนั้นไม่มีใครมองเห็นนอกจากพระองค์คนเดียวพระองค์นำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระที่พระองค์นับถือฟัง

โดยพระบอกว่านั่นคือปู่โสมเฝ้าทรัพย์เขามาเตือนไม่ให้ไปยุ่งกับสมบัติของเค้าแต่องค์พีระก็ไม่สนใจฟังยังคงสั่งให้คนงานขุดดินหาสมบัติเหมือนเดิมจึงส่งผลให้คำสาปแช่งที่มีการเขียนไว้ตรงแผนที่เป็นจริง เพราะหลังจากนั้นคนสนิทขององค์พีระ ต่างก็พากันล้มตาย และกิจการขององค์พีระที่ทำอยู่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ หลังจากเกิดเรื่องราวมากมายท่านก็ทรงล้มเลิกความคิดที่จะขุดเอาสมบัติขึ้นมาและไม่มีกล้าที่จะขุดสมบัติอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

ประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจของรองเท้ายี่ห้อConverse

ว่ากันว่ารองเท้าแบรนด์ Converse นั้นเป็นแบรนด์ตามที่สร้างขึ้นจากอเมริกา โดยแบรนด์นี้มีการจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 และผู้ที่มีความคิดริเริ่มจัดตั้งบริษัทรองเท้า Converse เป็น Marquis Mills Converse ทีแรกๆที่มีการผลิตรองเท้า Converseออกมานั้น

ทางบริษัทเน้นย้ำแนวทางการทำรองเท้าในการเล่นกีฬา โดยรองเท้า Converse ที่ผลิตออกมาเป็นสินค้าตัวแรกเป็น All Star ที่จะมีเครื่องหมายรูปดาวสีน้ำเงินในวงกลมพร้อมกันนั้นก็มีตัวหนังสือเขียนว่า Converseไว้ที่รองเท้าด้วย ซึ่งในปี ค.ศ. 1936 ถือได้ว่าเป็นปีทองคำของรองเท้าแบรนด์นี้เลยก็ว่าได้ไพเราะเป็นรองเท้าที่นักกีฬาทั้งโลกรู้จักรวมทั้งพวกเขามักจะสวมใส่เวลาเล่นกีฬากันมากมาย 

จนกระทั่งขนาดที่ว่าสำหรับในการแข่งกีฬาโอลิมปิกในปีนั้นนักกีฬาบาส นักบาสเก็ตบอลทุกคนต่างก็สวมรองเท้า Converse รุ่น Chuck Taylor All Star เว้นแต่รองเท้าแบรนด์นี้จะนิยมในกลุ่มนักกีฬาแล้วยังเป็นที่ชื่นชอบใส่กันในกลุ่มของทหารอีกด้วย 

โดยยิ่งไปกว่านั้นทหารในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับรองเท้า Converse ได้รับความพึงพอใจมาอย่างช้านานและก็ถึงตอนหลังๆจะมีรองเท้ายี่ห้ออื่นเริ่มเปิดตัวมาเป็นคู่ปรปักษ์ แต่ว่าก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ดีโดยในช่วงนั้นการแบ่งส่วนแบ่งทางการตลอดของรองเท้า แบรนด์ Converse ได้ส่วนแบ่งการตลาดมากมายสุดมากถึง 80% อย่างยิ่งจริงๆ แม้กระนั้นมาในตอนปี ค.ศ. 2001 บริษัทกำเนิดมีปัญหาจนกระทั่งเกือบจะที่จะล้มละลาย จนกระทั่งทางบริษัทยี่ห้อ Nike จำต้องเข้ามาช่วยเหลือ

โดยการเข้ามา เทคโอเว่อร์ รวมทั้งปรับปรุงต้นแบบรองเท้าให้มีความสวยสดงดงามมากขึ้นเรื่อยๆ สีสันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และก็วางแบบให้ผู้คนทั่วๆไปสวมได้ด้วยเว้นเสียแต่นักกีฬารวมทั้งทหาร หญิงและก็ชายสามารถใส่แล้วดูดีหมดทำให้ Converse กลับมาเป็นที่พอใจของทุกคนอีกที รวมทั้งถ้าเกิดคนไหนที่ไม่ใช่สาวกของรองเท้า Converseตัวจริงจะรู้สึกว่ารองเท้าแบรนด์นี้ไม่ค่อยมีอะไรแต่ว่าแตกต่างแต่ว่าชอบถูกใจมีชื่อเรียกที่แตกต่าง ด้วยเหตุนี้ พวกเราจะมาเสนอแนะแต่ละรุ่นว่ามีความไม่เหมือนกันอย่างไรบ้าง

  1. Chuck Taylor All Atar สำหรับรุ่นนี้แม้ว่าจะแก่มากยิ่งกว่า80ปีมาสุดแต่ก็ยังเป็นรุ่นคลาสสิกที่คนจำนวนมากนิยมสวมกันแบบไม่ตกเทรน เนื่องจากว่ารองเท้ารุ่นนี้จะใส่สบายและก็คงทน รวมทั้งมีชีวิตชีวาเรียบง่าย เหมาะสมกับการใส่กับชุดอะไรก็ได้ ตอนนี้มีทั้งยังแบบห่อหุ้มข้อแล้วก็แบบข้อสั้น
  2. Conns สำหรับรุ่นนี้จะย้ำเรื่องของน้ำหนักค่อยและก็ยึดเกาะพื้นก้าวหน้าได้รับความนิยมกันมากมายในตอนสมัย90
  3. Jack Purcell สำหรับรุ่นนี้จะเน้นย้ำของหัวข้อการรับน้ำหนักและก็การคุ้มครองการชนเนื่องจากว่ารุ่นนี้ดีไซน์มาเพื่อนักกีฬาแบดมินตันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
  4. Chuck Taylor All Atar II สำหรับรุ่นนี้เป็นรุ่นเปลี่ยนแปลงมาจากรุ่นแรกรุ่นนี้จะน้ำหนักเบาใส่แล้วไม่เมื่อยล้าเท้า 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ