ประวัติและตำนาน

ตำนานวัยรุ่นลองของสุสานร้างโสเภณี

ซึ่งหลังจากที่กลุ่มเด็กแว้นกลุ่มแรกได้ไปถึงที่เขื่อนโพธารามแล้วปรากฏว่ารอแล้วรออีกกลุ่มเด็กแว้นที่ได้แยกตัวออกไปสามคนเขาก็ไม่มาสักทีถึงขั้นที่ว่าต้องโทรไปถามกันเลยแต่ในขณะที่กำลังโทรไปสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเด็กแว้นสามคนนั้นไม่มีใครที่จะรับโทรศัพท์กันเลยแม้แต่คนเดียวเลย

นอกจากนี้ในตอนนั้นเองกลุ่มเด็กแว้นกลุ่มแรกเขาได้คิดว่าคงจะเปลี่ยนใจแล้วก็คงจะแยกย้ายพากันกลับบ้านไปแล้วคงจะไม่มีอะไรหรอกปรากฏว่ารุ่งเช้าอยู่ดีๆได้มีสายโทรศัพท์ได้โทรเข้ามาในกลุ่มเด็กแว้นคนหนึ่งได้โทรมาบอกว่าได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเด็กแว้นทั้งสามคนที่แยกตัวออกไป

เพราะฉะนั้นแล้วในข้อมูลตรงส่วนนี้ที่เราได้ไปหาข้อมูลมามันค่อนข้างน่าลุกลุกมาเพราะว่าสามคนนั้นที่เกิดอุบัติเหตุคนนี้คนแรกคือกลุ่มเด็กแว้นกลุ่มแรกที่ทักว่าเห็นผู้หญิงเสื้อสีเขียวส่วนคนที่สองคือเป็นคนที่มีระเบิดไว้ในมือตอนแรกและคนที่สามที่เขากำล้งอ้วกในขณะที่เขากำลังขับรถไปเที่ยวต่อ

โดยทั้งสามคนนี้ได้เกิดอุบัติเหตุค่อนข้างที่จะรุนแรงเลยคนแรกมีอาการกระทบทั่งอย่างรุนแรงถึงขนาดที่ว่ามีอาการสมองบวมและไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกของตัวเองได้ก็คือนอนเป็นเจ้าชายนิทราไปนั่นเองส่วนคนที่สองมีอาการแขนขาหักและมีการม้ามแตกและคนสุดท้ายมีอาการบาดเจ็บค่อนข้างที่จะน้อยที่สุดคือมีรอยบอบซ้ำทั่วร่างกายแต่สภาพร่างกายดีที่สุดในตอนนั้น

เมื่อกลุ่มเด็กแว้นได้เห็นเพื่อนทั้งสามคนมีอาการค่อนข้างที่น่าปลอดภัยแล้วแต่มีเพียงคนเดียที่สมองบวมค่อนข้างน่าเป็นห่วงเขาเลยคิดว่าน่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรที่มันจะแย่ไปกว่านี้อีกแล้วแต่อยู่ดีๆเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเด็กแว้นคนที่สามที่บอกไปว่าอาการดูสู้ดีที่สุดอยู่ดีๆเขาได้เสียชีวิไปอย่างกระทันหันโดยที่ไม่สามารถบอกสาเหตุได้เลย

ซึ่งตรงนี้เลยสร้างความแปลกใจให้พ่อแม่และกลุ่มเด็กแว้นมากแต่พอหาสาเหตุไม่ได้ก็ต้องส่งศพไปชันสูติที่โรงพยาบาลก้ได้ทำการตรวจศพปรากฏว่าก็ตอบได้เพียงคิดมันเกิดจากอะไรที่ร่างกายมันเกิดความบอบซ้ำอย่างรุนแรงทั้งภายในและภายนอกมันเลยทำให้เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ดังนั้นพอเวลากลับไปจัดงานศพจริงๆสัปเหร่อกับได้พุดอีกอย่างหนึ่งก็คือผู้ชายคนนี้จับดูก็รู้แล้วว่ากระดูกหักมากหลายส่วนในร่างกายแต่ทำไมผลชันสูติศพไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุเสียชีวิตของผู้ชายคนนี้มาจากกระดูกหักทั่วร่างกายไม่ใช่การบอบซ้ำ

 

สนับสนุนโดย.  gclub สมัครสมาชิก

การทำนายวันสิ้นโลกของ เซอร์ไอแซกนิวตัน

สำหรับคำทำนายในปี2060ซึ่งจะเป็นคำทำนายมาจากเซอร์ไอแซกนิวตันถ้าหากได้พูดถึงเซอร์ไอแซกนิวตันหลายๆคนก็คงจะนึกถึงชั่วโมงวิทยาศาสตร์กับเรื่องราวแอปเปิ้ลผลเดียวที่มันทำให้เราได้เข้าใจกฏเกณฑ์ต่างๆของแรงโน้มท้วงของโลกเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่วางรากฐานวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ให้กับโลกแล้วก็ยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุผู้ที่เคยพยายามเปลี่ยนแปลงโลหะให้กลายมาเป็นทอง

เราเป็นว่าหลายคนก็จะมองรวมๆแล้วว่าเซอร์ไอแซกนิวตันท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่เชื่อด้วยทุกอย่างด้วยเหตุการณ์เหตุผลต่างๆ

แต่ทว่าใครจะไปคิดว่าเซอร์ไอแซกนิวตันเองอาจจะมีมุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ก็ได้นั่นก็คือเขาเป็นคนที่มีความเชื่ออย่างล้ำลึกมากในศาสนาลึกพอกับที่คุณนั้นเชื่อในหลักการวิทยาศาสตร์เลยท่านได้เชื่อว่าในไบเบิ้ลนี้มันจะมีรหัสอะไรบางอย่าง

ซึ่งถ้าเราไขได้แล้วและเราก็สามารถบ่งบอกถึงวันสิ้นโลกได้นั่นเองมันก็เลยทำให้ท่านได้เริ่มโครงการหาวันสิ้นโลกจากหลักฐานที่มีอยู่ในพระคัมภีร์บวกกับหลักการทาวิทยาศาสตร์

โดยท่านก็ได้ตีความไปว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันจะเริ่มขึ้นมาจากการถดถอยต่างๆของศาสนจักรคาทอลิกที่ได้มีการโกงกินอะไรกันต่างๆนาๆในโบสถ์เขาได้ตีความว่ามันเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.800ในเอกสารก็ยังได้พูดถึงการช่วยชาวยิวให้ได้กลับไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิก่อนวันสิ้นโลกอีกด้วย

นอกจากนี้เหตุการณ์ทั้งหลายมันก็จะดำเนินมาเรื่อยๆจนกระทั่งได้ถึงการล้มสลายของมนุษยชาติและเขาก็ไม่ได้บอกด้วยว่ามันจะสิ้นสุดยังไงแต่ได้บอกว่ามันจะมาหลังปี2060คือเขาได้เขียนเป็นในๆว่าการสิ้นโลกมันจะไม่เกิดขึ้นก่อนปี2060อย่างแน่นอน เซอร์ไอแซกนิวตัน ก็ได้เขียนกำกับไว้ว่าการที่เขาได้ทำนายวันสิ้นสุดของโลกขึ้นมาก็เป็นเพราะว่าเขาต้องการที่จะหยุดบุคคลนอกรีดที่ชอบทำนายวันสิ้นโลกขึ้นมาอย่างมั่วๆ

ซึ่งเรื่องราวต่อมาต่อมาที่ได้มาพร้อมคู่กันกับศาสนาคริสต์ก็คือจะเป็นศาสนาอิสลามที่ได้กล่าวเอาไว้ถึงเรื่องการสิ้นโลกเอาไว้อยู่เหมือนกันและหนึ่งในนั้นเขายังได้กล่าวถึงการมาของพระเยซูหลายคนจะบอกว่าพระเยซูเป็นของศาสนาคริสต์ไม่ใช่เหรอใช่แต่ว่าพระเยซูก็ได้มีไปปรากฏตัวอยู่ในศาสนาอิสลามด้วย

โดยเรื่องนี้เราเชื่อว่าคนไทยหลายๆคนจะยังไม่รู้จริงๆแล้วคริสต์กับอิสลามก็จะมีที่มาจากศาสนาเดียวกันก็คือศาสนายิวและทั่วโลกก็จะเรียกกลุ่มศาสนานี้ว่าศาสนาของอับราฮัม

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    Gclub ฟรี 100

ตำนานของ อลิซาเบธ บาโธรี่ เคาน์เตสแวมไพร์

            สำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับหญิงงามชื่อว่า อลิซาเบธบาโธรี่  ในประวัติศาสตร์ของเธอนั้น ว่ากันว่าเธอเป็นหญิงสาวที่มีความงดงามแต่ก็มีความโหดร้ายเธอฆ่าคนเป็นผักปลาโดยในช่วงแรกนั้นเธอฆ่าสาวใช้ของเธอก่อนจากนั้นเมื่อข้าหมดประสาทแล้วเธอจะเริ่มรับคนงานจะเป็นลูกสาวชาวบ้านมาทำงานและก็เริ่มฆ่าสาวใช้เหล่านั้นจนหมด จนไม่มีใครกล้าที่จะมาสมัครทำงานกับเธอ   

ดังนั้นเป้าหมายของหญิงสาวที่เธอต้องการฆ่าฉันถูกเปลี่ยนเป็นลูกสาวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งทุกครั้งที่เธอต้องออกงานราตรีต่างๆและก็จะมีการพูดถึงปราสาทราชวังของเธอก็มีความสวยงามแบบไหนลูกสาวเราก็ราชการก็อยากที่จะมาอยู่ที่บริษัทราชวังกับเธอมาทำงานกับเธอและเมื่อใครก็ตามที่ตกหลุมพรางมาอยู่ที่ปราสาทของเธอและเธอถูกอลิซาเบธ บาโธรี่ฆ่าตาย  ด้วยวิธีการต่างๆนานา 

    และเรื่องราวเหล่านี้รู้ไปถึงถึงของพ่อแม่ของเด็กสาวเหล่านั้นพวกเขาต่างพากันขอมาเยี่ยมลูกสาวของพวกเขาที่ปราสาทของอลิซาเบธ บาโธรี่แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้งไปจนในที่สุดพวกพ่อแม่ของเด็กสาวจึงได้เข้าไปกราบทูลพระมหากษัตริย์ให้ช่วยส่งคนมาดู  ทางด้านพระมหากษัตริย์จึงได้มีการส่งชายคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตเพื่อนรักของสามีของเธอที่มาทำการตรวจสอบ

           แล้วด้วยความหวาดกลัว  อลิซาเบธ บาโธรี่ จึงได้เชิญเพื่อนรักของสามีของเธอมารับประทานอาหารที่ปราสาทของเธอพร้อมทั้งวางยาเขาแต่โชคยังดีที่เขาไม่เป็นอะไรเขาสามารถหนีออกจากปราสาทได้และเมื่อเขารักษาตัวจนหายแล้วก็กลับมาที่ปราสาทมาอีกครั้งพร้อมกับทหารเป็นจำนวนมากมาซุ่มอยู่บริเวณด้านหน้าของปราสาท

และเมื่อได้จังหวะเขาก็ให้เหล่าทหารทั้งร้ายบุกเข้าไปในประสาทซึ่งทำให้พวกเขานั้นได้เห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อพบศพของเด็กสาวจำนวนมากอยู่ในปราสาทของอลิซาเบธ บาโธรี่ จึงเป็นที่มาของการจับตัว อลิซาเบธ บาโธรี่ มาลงโทษ 

              โดยมีสาวใช้ของเธอที่รอดชีวิตออกมาให้การว่าเธอได้มีขั้นตอนการฆ่าสาวใช้แต่ละคนยังไงและยังบอกอีกด้วยว่าเพื่อนำเลือดของหญิงสาวเหล่านั้นมากินและมาอ่านซึ่งเป็นที่มาที่หลายคนคิดว่า  อลิซาเบธ บาโธรี่ ไม่ใช่มนุษย์แต่เธอคือแวมไพร์วิธีฆ่าคนเพื่อหวังกินเลือด

และในที่สุดเธอก็ถูกพิพากษาโทษ และเธอถูกจับขังในปราสาทของตัวเอง และมีการโบกปูนห้องขังนั้น ให้เป็นห้องปิดตาย เหลือเพียงช่องเล็กๆเอาไว้เพื่อยื่นอาหารไปให้เธอกิน และในทุกอาทิตย์จะมีบาตรหลวงก็มาเทศนาให้เธอฟัง และในปี ค.ศ. 1614  อลิซาเบธ บาโธรี่ ก็เสียชีวิตลง 

ศพของเธอถูกนำมาฝังไว้อยู่ในบริเวณพื้นที่ของปราสาทของเธอนั่นเองและเมื่อระยะเวลาผ่านไปปลายปีได้มีคนมาขุดสุสานของเธอขึ้นมาเมื่อเปิดลองออกดูก็ไม่พบว่ามีร่างกายของ อลิซาเบธ บาโธรี่ อยู่ด้านในทำให้เสียงร่ำลือเกี่ยวกับอลิซาเบธ บาโธรี่ว่าเป็นแวมไพร์นั้นเป็นเรื่องจริง

 

สนับสนุนโดย.    เวปยูฟ่าเบท

ประเพณีวันไหว้ครู

              ครูนั้นเปรียบเสมือนผู้ที่ให้วิชาความรู้กับบุคคลที่เราเรียกว่าลูกศิษย์  ซึ่งแน่นอนว่ากว่าครูแต่ละคนจะให้ความรู้กับลูกศิษย์ได้แต่ละคนนั้นต้องใช้ระยะเวลาอย่างยาวนานและต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากเพราะคนแต่ละคนนั้นมีความเรียนรู้และความสนใจใคร่รู้แตกต่างกันออกไปดังนั้นกว่าที่ครูคนนึงจะสามารถสั่งสอนให้ศิษย์คนนึงเป็นคนดีได้นั้นจึงต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากเลยทีเดียวจึงทำให้เป็นที่มาของการที่ในทุกๆปีนั้นจะต้องมีวันไหว้ครู

            สำหรับวันไหว้ครูนั้นจัดขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความเคารพนับถือครูบาอาจารย์ที่ได้มีการเสียสละเวลาอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดีนั่นเองซึ่งประเพณีการไหว้ครูนั้นเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณแล้วและการไหว้ครูนั้นไม่ใช่เพียงแค่การไหว้ครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนเท่านั้นแต่ยังมีครูต่างๆมากมาย

หลายสาขาอาชีพที่นับว่าเป็นครูและได้มีการจัดพิธีไหว้ครูเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนนาฏศิลป์  โรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของการแสดง   โรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของการแผนนวดไทยโบราณหรือแม้แต่โรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของโหราศาสตร์ต่างๆ

  หรือปัจจุบันสถาบันการศึกษาที่สอนหลักสูตรต่างๆก็นับว่าเป็นครูบาอาจารย์ที่ให้ประสาทความรู้และวิชาดังนั้นลูกศิษย์ลูกหาจึงควรที่จะมีการกำหนดวัน 1 วันเพื่อจัดทำพิธีกรรมไหว้ครูขึ้นมาซึ่งพิธีกรรมไหว้ครูนี้เป็นพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการระลึกถึงพระคุณของคุณครูที่เคยให้ความรู้มานั่นเอง

ซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าถ้าหากเรานั้นได้มีการจัดพิธีกรรมไหว้ครูขึ้นมาแล้วจะทำให้ชีวิตของลูกศิษย์ลูกหาคนนั้นมีแต่ความรุ่งเรืองอนาคตมีแต่ความสุขสมบูรณ์นั่นเองเพราะการไหว้ครูนั่นย่อมหมายถึงว่าลูกศิษย์คนนั้นนับถือคุณครูด้วยความใจจริง

          การจัดพิธีไหว้ครูของแต่ละสถานที่นั้นก็จะแตกต่างกันตามวันเวลาและลักษณะของการไหว้ครูซึ่งถ้าเป็นการไหว้ครูภายในโรงเรียนนั้นเด็กนักเรียนก็จะมีการจัดเตรียมพานดอกไม้ธูปเทียนแล้วนำไปไหว้ครูร่วมกันซึ่งโดยปกติแล้วการไหว้ครูนั้นจะจัดขึ้นช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมหรือบางโรงเรียนอาจจะมีการเลื่อนไปตัดในเดือนมิถุนายนโดยปกติแล้วการไหว้ครูต้องมีการตัดไหว้ในวันพฤหัสบดีเท่านั้นแต่ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวว่าจะเป็นพฤหัสบดีที่เท่าไหร่ปกติแล้วเราจะเห็นว่าการจัดพานไหว้ครูนั้นจะตรงกับวันที่ 16  

สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของวันไหว้ครูที่ให้มีการจัดให้ตรงกับวันพฤหัสบดีนะเพราะว่าความเชื่อนี้ได้รับอิทธิพลมาจากพวกพราหมณ์โดยระบุว่าวันพฤหัสบดีนั้นในเวลากลางวันถือว่าเป็นธาตุไปส่วนในเวลากลางคืนนั้นถือว่าเป็นธาตุน้ำซึ่งดาวพฤหัสบดีนั้นนับได้ว่าเป็นดาวเคราะห์ที่เป็นดาวที่ให้ความรู้แก่มวลมนุษย์ดังนั้นส่วนใหญ่จึงถือเอาวันพฤหัสเป็นหลักในการที่จะจัดพิธีไหว้ครูนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame

ตำนานสี่หูห้าตา 

        ตำนานที่จะพูดในวันนี้มีชื่อว่า ตำนานสี่หูห้าตา  ซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของคนจังหวัดเชียงราย  โดยตำนานนี้มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับสาเหตุของการสร้างพระธาตุดอยเขาควายเอาไว้ด้วย

        สำหรับตำนานนี้เรื่องมีอยู่ว่า มีเด็กชายคนหนึ่งมีฐานะยากจน พ่อแม่ เสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ ก่อนที่พ่อจะตายได้สั่งเสียลูกชายเอาไว้ว่า หากว่าพ่อตายไปแล้วให้นำร่างกายของพ่อไปฝังดินเอาไว้ และรอให้ร่างกายของพ่อนั้นเน่าเปื่อยจนเห็นแต่กะโหลก หลังจากนั้นให้ขุดเอาหัวกะโหลกของพ่อขึ้นมาแล้ว

นำไปกราบไหว้บูชา ซึ่งเด็กชายจะต้องกราบไหว้หัวกระโหลกของพ่อจนกว่าจะอายุครบ 17 ปี และเมื่ออายุครบ 17 เมื่อไหร่ก็ให้นำหัวกระโหลกของพ่อไปวางไว้ตรงบริเวณทางขึ้นของดอยเขาควาย โดยเด็กชายจะต้องเอาไปวางไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เท่านั้น

ซึ่งลักษณะของการเอากระโกลกไปวางไว้นั้นจะต้องเอาเชือกผูกแล้วลากหัวกระโหลกเท่านั้นซึ่งหากกระโหลกไปหยุดตรงไหน เขาจะต้องเอาบ่วงดักสัตว์ไปวางไว้ตรงนั้น 

   แน่นอนว่าเด็กหนุ่มทำตามที่พ่อสั่งเสียไว้ก่อนตาย และเขาก็สามารถจับสัตว์ได้ตัวหนึ่ง ซึ่งสัตว์ตัวดังกล่าวมีลักษณะแปลกประหลาด มีสีหูห้าตา  เขาได้นำสัตว์ตัวนั้นกลับไปเลี้ยง แต่เอาอะไรให้กินมันก็ไม่ยอมกิน เขาสังเกตุเห็นว่าสัตว์ตัวนั้นกินถ่านแทนอาหารนับตั้งแต่นั้น เขาก็มักจะเตรียมถ่านเอาไว้ให้สัตว์เลี้ยงกิน

และสิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากก็คือทุกครั้งที่สัตว์ของเขากินถ่านมันจะอึออกมาเป็นทองคำ ดังนั้นตั้งแต่มีสัตว์ตัวนี้มาเขาก็ร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีนั่นเอง ต่อมาเจ้าผู้ครองเมืองได้ประกาศหาคู่ให้กับลูกสาวของตัวเอง และมีการกำหนดเอาไว้ด้วยว่าหากใครที่จะมาเป็นลูกเขยของตนเองนั้นจะต้องสร้างรางน้ำฝนซึ่งเป็นทองคำโดยความยาวให้ยึดจากบ้านของคนที่สร้างเองมาจนถึงห้องนอนของเจ้าหญิง

ซึ่งชายหนุ่มทำได้สำเร็จหลังจากนั้นก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง แต่ด้วยความสงสัยว่าชายหนุ่มทำได้อย่างไรพระราชา จึงได้ถามและเมื่อชายหนุ่มเล่าให้ฟัง พระราชาก็คิดอยากจะครอบครองสัตว์ตัวดังกล่าวเอง ระหว่างที่แอบจับสัตว์ประหลาดที่มีสี่หูห้าตานั้น เกิดพลัดหลงเข้าไปในถ้ำแล้วถ้ำเกิดพังลงมาโชคดีที่หนีออกมาได้ทัน ทำให้พระราชาคิดได้ว่าไม่ควร

และด้วยความที่สำนักกับสิ่งทีทำทำให้พระราชาได้ยกเมืองให้ชายหนุ่มได้ปกครองแทน และเมื่อได้ขึ้นครองเมืองเขาก็ทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญพร้อมกับสร้างวัดพระธาตุดอยเขาควายขึ้นมา และตั้งแต่ชายหนุ่มได้ขึ้นปกครองเมืองสัตว์สี่หูห้าตาก็ไม่มาปรากฏให้เห็นอีกเลย 

 

สนับสนุนโดย    บาคาร่าออนไลน์ ได้เงินจริง

ตำนานบ้านขังวิญญาณ

    เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงโดยมีครอบครัวหนึ่งเป็นผู้ประสบพบเจอซึ่งครอบครัวนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวว่าพวกเขาได้ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านมือสองโดยบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีอาณาเขตกว้างขวางและสวยงามตัวบ้านมีสภาพสมบูรณ์และขายในราคาที่ไม่แพงมากนัก

และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาพากันย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวในช่วงแรกๆนั้นพวกเขารู้สึกว่ามีคนอยู่ภายในบ้านโดยที่พวกเขานั้นไม่เห็นซึ่งส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักจะได้ยินเสียงเดินหรือเสียงหัวเราะหรือเป็นเงาของคนสูงใหญ่เดินอยู่ภายในบ้าน ทำให้คนในครอบครัวนี้อยู่กันแบบไม่เป็นสุขแล้

หวาดผวาเป็นอย่างมากจนในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจทำบุญบ้านครั้งยิ่งใหญ่เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวแต่ในขณะที่พวกเขากำลังกรวดน้ำให้นั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงผู้ชายตอบกลับมาว่าเขาไม่เอาซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ไปหาสาเหตุของเสียงที่มาของวิญญาณที่อยู่ภายในบ้านหลังนั้น

โดยทราบมาว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ ซึ่งอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้แล้วโดยครอบครัวนี้มีพ่อแม่แล้วก็ลูกสาวซึ่งคุณเป็นพ่อนั้นมักจะดื่มสุราเมามายอยู่เป็นประจำอยู่มาวันหนึ่งคนเป็นพ่อได้ก่อคดีฆาตกรรมฆ่าภรรยาและลูกสาวของตนเองเสียชีวิตหลังจากนั้นก็ฆ่าตัวตายตาม

และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหากใครมาอยู่บ้านหลังดังกล่าวนั้นก็มักจะเจอกับวิญญาณของครอบครัวนี้มาคอยหลอกหลอนที่สำคัญหลังจากที่ครอบครัวของชายหนุ่มคนนี้ได้ย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวก็มีอีกหลายครอบครัวที่ย้ายเข้ามาอยู่แทนซึ่งทุกครอบครัวที่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้

ก็จะต้องพบเจอกับเรื่องราวสยองขวัญซึ่งบางครอบครัวนั้นก็ได้รับอันตรายจนถึงกับบาดเจ็บสาหัสหรือบางครอบครัวก็ทำให้มีคนตายเกิดขึ้นด้วยนั่นเองทำให้บ้านหลังดังกล่าวนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านได้มีการบอกกล่าวถึงความสยองขวัญของบ้านขังวิญญาณนั้น

และไม่มีใครที่จะกล้ามาซื้อบ้านหลังดังกล่าวต่ออีกเลยทำให้ปัจจุบันนี้บ้านหลังนี้ยังคงถูกปล่อยรกร้างเอาไว้และมีมีใครกล้าที่จะมาเข้าใกล้บ้านหลังนี้เพราะต่างก็เกรงกลัววิญญาณที่อยู่ในบ้านหลังนี้จะเกิดความอาฆาตและทำร้ายนั่นเอง 

ซึ่งเรื่องเล่าความน่ากลัวนี้ได้มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ให้ผู้คนได้ชมกัน จนถึงปัจจุบันนี้ตำนานเรื่องเล่าของบ้านสยองขวัญนี้ก็ยังคงมีการเล่ากันมารุ่นต่อรุ่น และยังมีรายการผี บางรายการเข้าไปถ่ายทำเผื่อหวังจะเจอกับวิญญาณเหล่านั้นอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนสด