ประวัติและตำนาน

ตำนานบ้านขังวิญญาณ

    เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงโดยมีครอบครัวหนึ่งเป็นผู้ประสบพบเจอซึ่งครอบครัวนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวว่าพวกเขาได้ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านมือสองโดยบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีอาณาเขตกว้างขวางและสวยงามตัวบ้านมีสภาพสมบูรณ์และขายในราคาที่ไม่แพงมากนัก

และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาพากันย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวในช่วงแรกๆนั้นพวกเขารู้สึกว่ามีคนอยู่ภายในบ้านโดยที่พวกเขานั้นไม่เห็นซึ่งส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักจะได้ยินเสียงเดินหรือเสียงหัวเราะหรือเป็นเงาของคนสูงใหญ่เดินอยู่ภายในบ้าน ทำให้คนในครอบครัวนี้อยู่กันแบบไม่เป็นสุขแล้

หวาดผวาเป็นอย่างมากจนในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจทำบุญบ้านครั้งยิ่งใหญ่เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวแต่ในขณะที่พวกเขากำลังกรวดน้ำให้นั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงผู้ชายตอบกลับมาว่าเขาไม่เอาซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ไปหาสาเหตุของเสียงที่มาของวิญญาณที่อยู่ภายในบ้านหลังนั้น

โดยทราบมาว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ ซึ่งอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้แล้วโดยครอบครัวนี้มีพ่อแม่แล้วก็ลูกสาวซึ่งคุณเป็นพ่อนั้นมักจะดื่มสุราเมามายอยู่เป็นประจำอยู่มาวันหนึ่งคนเป็นพ่อได้ก่อคดีฆาตกรรมฆ่าภรรยาและลูกสาวของตนเองเสียชีวิตหลังจากนั้นก็ฆ่าตัวตายตาม

และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหากใครมาอยู่บ้านหลังดังกล่าวนั้นก็มักจะเจอกับวิญญาณของครอบครัวนี้มาคอยหลอกหลอนที่สำคัญหลังจากที่ครอบครัวของชายหนุ่มคนนี้ได้ย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวก็มีอีกหลายครอบครัวที่ย้ายเข้ามาอยู่แทนซึ่งทุกครอบครัวที่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้

ก็จะต้องพบเจอกับเรื่องราวสยองขวัญซึ่งบางครอบครัวนั้นก็ได้รับอันตรายจนถึงกับบาดเจ็บสาหัสหรือบางครอบครัวก็ทำให้มีคนตายเกิดขึ้นด้วยนั่นเองทำให้บ้านหลังดังกล่าวนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านได้มีการบอกกล่าวถึงความสยองขวัญของบ้านขังวิญญาณนั้น

และไม่มีใครที่จะกล้ามาซื้อบ้านหลังดังกล่าวต่ออีกเลยทำให้ปัจจุบันนี้บ้านหลังนี้ยังคงถูกปล่อยรกร้างเอาไว้และมีมีใครกล้าที่จะมาเข้าใกล้บ้านหลังนี้เพราะต่างก็เกรงกลัววิญญาณที่อยู่ในบ้านหลังนี้จะเกิดความอาฆาตและทำร้ายนั่นเอง 

ซึ่งเรื่องเล่าความน่ากลัวนี้ได้มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ให้ผู้คนได้ชมกัน จนถึงปัจจุบันนี้ตำนานเรื่องเล่าของบ้านสยองขวัญนี้ก็ยังคงมีการเล่ากันมารุ่นต่อรุ่น และยังมีรายการผี บางรายการเข้าไปถ่ายทำเผื่อหวังจะเจอกับวิญญาณเหล่านั้นอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนสด

ประวัติกีฬาปิงปอง

      สำหรับกีฬาปิงปองนั้นมีในประเทศไทยมาแล้วหลายปีแต่จุดเริ่มต้นจริงๆนั้นเกิดขึ้นที่ต่างประเทศโดยประเทศที่มีการเล่นกีฬาปิงปองประเทศแรกก็คือประเทศอังกฤษนั่นเอง

ซึ่งปีแรกที่มีการเริ่มเล่นกีฬาปิงปองกันนั้นเริ่มขึ้นมาในปีคริสต์ศักราช 1890 โดยสมัยนั้นปกรณ์ในการตีลูกปิงปองยังไม่เกินเหมือนในปัจจุบันซึ่งคนในสมัยก่อนนั้นมีการนำไม้มาใช้สำหรับตีลูกปิงปองโดยจะเอาหนังสติ๊กหม้อหุงต้มทำให้เกิดความนุ่มขึ้นแต่ลักษณะของไม้ตีปิงปองในสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก

และคนในสมัยก่อนยังใช้พลาสติกมาผลิตเป็นลูกปิงปองซึ่งพลาสติกดังกล่าวนั้นเป็นพลาสติกผสมการสังเคราะห์ และเวลาเล่นการเล่นกับโต๊ะซึ่งโตก็จะเป็นโต๊ะไม้ดังนั้นเวลาตีลูกจะเกิดเสียงระหว่างลูกกระทบกับพื้นโต๊ะทำให้เกิดเสียงดังขึ้นมาซึ่งเสียงที่ดังขึ้นนั้นมีลักษณะคล้ายกับ การออกเสียงปิ๊ก ป๊อก ทำให้กีฬาชนิดนี้ถูกตั้งชื่อเรียกว่าปิงปอง

โดยมีการตั้งชื่อขึ้นมาให้สอดคล้องกับเสียงที่ลูกบอลกระทบกับโต๊ะนั่นเองหลังจากที่เป็นที่นิยมกันมากในประเทศอังกฤษกีฬาชนิดนี้ก็มีการเผยแพร่ออกไปอีกหลายประเทศโดยตอนที่ได้รับการเผยแพร่ต้นแรกๆนั้นก็คือกลุ่มประเทศในโซนยุโรปซึ่งหลังจากที่กลุ่มประเทศทางโซนยุโรปได้มีการเข้ามาเริ่มเล่นปิงปองก็ได้มีการพัฒนา

ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเล่นวิธีการจับไม้หรือแม้แต่รูปแบบของอุปกรณ์ในการแล่นเพราะหลังจากที่มีการเล่นปิงปองด้วยการใช้อุปกรณ์แบบเดิมมาได้สักระยะหนึ่งช่วงประมาณปีคริสตศักราช 1914 การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ในการผลิตไม้ตีปิงปองและลูกปิงปองโดยไม้ตีปิงปองนั้น

จากเดิมที่จะใช้หนังของสัตว์มาหุ้มกับไม้ปิงปองก็ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็น ยางมาหุ้มกับไม้ปิงปองแทนจากเดิมที่เคยใช้เป็นหนังสัตว์ซึ่งอย่างนี้จะมีการติดเม็ดยางเอาไว้ด้วย  หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาวิธีการเล่นและวิธีการจับไม้ปิงปองเรื่อยมาซึ่งในปีคริสต์ศักราช 1922

ได้มีการออกกฎใหม่เกี่ยวกับเรื่องของการจดทะเบียนทางด้านการกีฬาโดยมีการเปลี่ยนชื่อจากกีฬาปิงปองมาเป็นกีฬาเทเบิลเทนนิสแทน แต่นักกีฬาปิงปองหรือกีฬาเทเบิลเทนนิสก็กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายถึงขนาดที่ว่าได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาปิงปองขึ้น

โดยเป็นการแข่งขันระดับโลกซึ่งเชิญหลายประเทศมาร่วมในการแข่งขันซึ่งการจัดการแข่งขันครั้งแรกนั้นจัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษโดยจัดที่กรุงลอนดอนสำหรับการจัดแข่งขันในปีแรกนั้นมีการจัดขึ้นในปีคริสต์ศักราช 1926 โดยจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนั่นเอง และหลังจากนั้น กีฬาปิงปองก็เริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศแถบเอเซีย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย      ีดฟิำะ

ตำนานปราสาทแห่งกู๊ดโฮป 

หากพูดถึงปราสาทที่มีผีสิงส่วนใหญ่เราก็จะนึกถึงประสาทในเขตทวีปอเมริกาแต่เชื่อหรือไม่ว่าที่ประเทศแอฟริกาใต้เองนั้นก็มีปราสาทผีสิงเช่นเดียวกันซึ่งบริษัทดังกล่าวนั้นอยู่ตรงบริเวณแหลมกู๊ดโฮปและปราสาทนี้ถูกสร้างมานานแล้วหลายปี   

ตำนานเรื่องเล่านี้เล่ากันถึงผู้ว่า คุณเคยเป็นผู้ว่าเมื่อในอดีตมาแล้วเขาคือปีเตอร์  กรีทเบิด แวนนู๊ด  ผู้ว่าคนนี้เขามีนิสัยดุร้ายเป็นอย่างมากเขามักจะใช้ความรุนแรงในการปกครองบ้านเมืองและเขาเคยลงโทษทหารหลายนายด้วยการใช้วิธีแขวนคอ ซึี่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในช่วงประมาณปี 1720

โดยเขาเคยสั่งแขวนคอทหารโดยยังคงใช้ผ้าคลุมหน้าของเราทหารนั้นด้วย มีตำนานเล่าเกี่ยวกับการประหารชีวิตมีครั้งนั้นด้วยว่ามีฐานจำนวนหลายคนที่ถูกประหารชีวิตซึ่งก่อนที่ทหารคนสุดท้ายจะถูกแขวนคอนั้นท่านผู้ว่าและเกิดอาการป่วยขึ้นมาอย่างฉับพลัน

และเมื่อมีการประหารทหารเสร็จเป็นที่เรียบร้อยเพชฌฆาตก็เลยเดินมาบอกกับผู้ว่าว่าการประหารดำเนินการให้เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เพชฌฆาตเดินทางมาถึงเพื่อบอกเล่าเรื่องของการประหารชีวิตกลับพบว่าท่านผู้ว่านั้นได้เสียชีวิตลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ชาวบ้านและทหารที่อยู่ในประสาทหรืออยู่ใกล้กับบริเวณประสาทก็มักจะเห็นท่านผู้ว่าเดินเล่นอยู่บริเวณรอบๆปราสาทอยู่ทุกวันเป็นประจำ และอย่างเราหรือต่อๆกันมาด้วยว่าจนทุกวันนี้ก็ยังมีคนพบเห็นวิญญาณของท่านผู้ว่ายังคงวนเวียนอยู่แถวบริเวณประสาทอยู่และยังมีการเล่าลือกันอีกแต่ว่าสาเหตุที่ท่านผู้ว่าต้องจบชีวิตลงแบบนี้ก็เพราะว่าท่านผู้ว่ามีการสั่งฆ่านักโทษ

โดยที่ไม่ยอมให้ถอดผ้าคลุมหน้าออกนั่นเอง ส่วนสาเหตุที่ท่านผู้ว่าเสียชีวิตนั้นก็เกิดมาจากว่านักโทษประหารคนสุดท้ายที่ถูกท่านผู้ว่าสั่งให้ประหารชีวิตนั้นเขาได้มีการสาปแช่งท่านผู้ว่าทำให้ท่านต้องเสียชีวิตจากการสาปแช่งของทหารคนดังกล่าว

ซึ่งถ้าหากท่านผู้ว่าปล่อยให้มีการถอดผ้าคลุมหน้าออกก็จะทำให้ท่านรู้ว่าทหารคนดังกล่าวกำลังสาปแช่งท่านอยู่นั่นเอง และอีกความน่ากลัวหนึ่งก็คือชาวบ้านบอกว่าในช่วงเวลาค่ำคืนมักจะเห็นวิญญาณของหญิงสาวชุดสีเทาออกมายืนร้องไห้แถวบริเวณข้างกำแพงตรงประสาทและเมื่อเวลาผ่านไปได้มีการขุดพบเจอโครงกระดูกตรงบริเวณกำแพง

ซึ่งชาวบ้านมักจะเห็นมีสาวมายืนร้องไห้อยู่นั่นเอง และเมื่อมีการนำกระดูกของเธอออกไปจากจุดนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านก็ไม่เคยพบเห็นวิญญาณของสาวชุดสีเทากันอีกเลย ซึ่งปัจจุบันนี้ตำนานเรื่องผีผู้ว่ากับผีสาวชุดเทายังคงมีการเล่าสืบต่อกันมาให้ลูกหลานได้ฟังนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  sexybaccarat  ที่ให้การสนับสนุน

ผีย่าม่อย

         สำหรับตำนานผีม่อยนั้นเป็นตำนานที่เกิดขึ้นในประเทศลาวเช่นเดียวกันซึ่งตามตำนานบอกว่ายายมอยนั้นเป็นหญิงชราที่อาศัยอยู่ในป่าทึบแล้วหญิงชราคนดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับคนแคระและที่สำคัญเธออาศัยอยู่ในป่าคนเดียว

ซึ่งถ้าหากใครหลงเข้าไปในป่าที่เธออาศัยอยู่เธอจะฆ่าคนผู้นั้นทันที ตำนานเล่าว่าอยู่มาวันหนึ่งมีเด็กหญิง 2 คนเกิดพลัดหลงเข้าไปในป่าที่เป็นป่าของผีย่าม่อย ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเด็กทั้งสองคนนั้นอาจจะไม่เคยรู้ประวัติของผีย่าม่อยมาก่อนนั่นเองเราว่าเด็กทั้งสองคนนั้นได้เดินไปถึงกระท่อมที่ย่าม่อยไม่อาศัยอยู่

และยังไปเคาะประตูบ้านของย่าม่อยอีกด้วย อย่างไรก็ตามมีการเล่ากันว่าเมื่อผีย่าม่อยได้รับการทักทายจากเด็กๆหญิงชราก็เปิดประตูออกมาพร้อมกับบอกเด็กๆว่า พวกเธอเป็นใครมาทำอะไรกันที่นี่แล้วมาอยู่ในป่าของฉันได้อย่างไร เธอไม่รู้หรือว่าถ้าเข้ามาในนี้แล้วจะต้องมาเป็นอาหารของฉันหลังจากนั้น

หญิงชราก็กลายร่างเป็นผีเพื่อหลอกเด็กๆทันทีแต่เด็กๆกลับไม่วิ่งหนีและยังบอกย่าม่อยอีกด้วยว่าพวกเขานั้นถูกทิ้งเข้ามาในป่าแห่งนี้ และพวกเขาไม่รู้จะไปไหนพวกเขาจึงจำเป็นที่จะมาขออาหารกับย่าม่อยนั่นเอง เด็กน้อยทั้ง 2 คนร้องขออาหารจากผีย่าม่อยพร้อมทั้งบอกว่าถ้าได้อ่านแล้วทั้งสองคนก็จะออกจากป่าของหญิงชราทันที

และจะไม่กลับมากวนหญิงชราอีก เมื่อหญิงชราได้ยินดังนั้นก็ได้มีการมอบท่อนอ้อยให้กับเด็กน้อยทั้งสองคนเลยบอกให้เด็กทั้งสองคนนั้นเดินกินอ้อยกลับไปยังบ้านของตนเองแล้วให้ข้าวเปลือกอ้อยทิ้งระหว่างทางด้วยเพราะอ้อยนั้นกินได้

เฉพาะแค่น้ำอ้อยเท่านั้นส่วนเปลือกจะไม่สามารถกลืนลงท้องได้เด็กน้อยทั้งสองคนได้ทำตามที่หญิงชราบอกพวกเธอนั้นเดินกินอ้อยไปตลอดทางและเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านของตนเอง และเมื่อตกดึกผีย่าม่อยก็เดินตามรอยกากอ้อยที่พวกเด็กๆนั้นทายทิ้งเป็นทางเอาไว้จนหญิงชราไปเจอกับหมู่บ้านที่เด็กๆอาศัยอยู่

เครื่องเด็กทั้งสองคนนั้นได้บังเอิญเห็นยาวๆตามเข้ามาเด็กๆจึงรู้ได้ทันทีว่ายาไม่น่าจะตามมากินพวกเขาเสียแล้วดังนั้นพวกเขาจึงได้มีการขึ้นไปแอบซ่อนบนหลังคาซึ่งยาวๆก็เห็นหมดทุกขั้นตอนที่เด็กๆปีนขึ้นไปแต่ก็ไม่สามารถตามเด็กๆขึ้นไปบนหลังคาได้ด้วยความชราภาพของตนเองทำได้แค่เพียงการตะโกนคุยกับเด็กๆเท่านั้นเมื่อตะโกนคุยกันไปนานๆหญิงชราเกิดปวดฉี่ขึ้นมาจึงได้เดินไปที่ห้องข้างๆที่เป็นห้องน้ำแล้ว

เข้าไปทำการฉี่แต่ระหว่างนั้นก็ตะโกนคุยกับเด็กๆไปด้วยโดยพยายามเกลี้ยกล่อมให้เด็กๆนั้นปีนลงมาจากหลังคา แต่เด็กสาวตะโกนตอบกับหญิงชราว่าเธอลงไปไม่ได้เพราะต้องรอพี่สาวอยู่ข้างบนนี้พี่สาวของเธอกลับไปที่บ้านของหญิงชราเพื่อไปขออาหารเมื่อหญิงชราได้ยินดังนั้นก็กลัวว่าอาหารที่เธอเก็บตุนไว้จะหายไปหมดเธอจึงได้รีบกลับไปที่บ้านของตนเอง

พร้อมกับกำชับให้เด็กที่อยู่บนหลังคารอเธอก่อนเดี๋ยวเธอจะกลับมาคุยด้วยเมื่อเธอกลับไปได้สักพักเด็กน้อยทั้งสองคนก็ไปหาที่ซ่อนแห่งใหม่ซึ่งขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ที่สูงกว่าเดิมยิ่งชรากลับมาก็เรียกร้องให้เด็กน้อยทั้งสองคนลงมาข้างล่างแต่เด็กทั้งสองคนก็ปฏิเสธพร้อมกับบอกว่าพวกเขาต้องรอให้พี่อีกคนนึงที่ไปบ้านของหญิงชราอีกรอบกลับมาก่อนเมื่อได้ยิน

ดังนั้นหญิงชราก็ไม่พอใจก็เก่งว่าอาหารที่ตนเองเก็บเอาไว้นั้นจะหมดไปจึงได้กลับไปที่บ้านของตนเองอีกรอบหนึ่ง เด็กๆพากันปีนต้นไม้ให้ส่งไปอีกจนในที่สุดเด็กๆก็มากันมองเห็นวิญญาณของพ่อกับแม่ที่อยู่บนสวรรค์เด็กๆร้องขอให้พ่อกับแม่ช่วยเหลือพวกเขา

ซึ่งพ่อกับแม่ก็ได้ช่วยเหลือด้วยการหย่อนเชือกลงมาเมื่อหญิงชรามองเห็นก็ได้มีการร้องขอพ่อแม่ของเด็กว่าเธอนั้นรักเด็ก 2 คนนี้มากเพราะไม่มีใครพูดคุยกับเธอเลยนอกจากเด็กทั้งสองคนนี้หญิงชราอ้อนวอนไม่ให้พ่อกับแม่ของเด็กนั้นพาเด็กไป

ซึ่งพ่อกับแม่ของเด็กก็ได้หลงเชื่อใจว่าหญิงชรานั้นจะรักเด็กจริงได้อย่างเชือกที่มีเด็กเกาะอยู่ลงมาได้ขณะที่หญิงชรากำลังจะไปเชื่อเพื่อที่จะปีนขึ้นไปดึงตัวเด็กลงมานั่นเองเด็กน้อยเห็นท่าไม่ดีกลัวว่าหญิงชราจะจับตนเองไปกินจึงได้กัดเชือกที่หญิงชราเกาะอยู่ค่ะทำให้ร่างของหญิงชรานั้น

ร่วงลงมาจากท้องฟ้าตกลงไปในบ่อน้ำแห่งหนึ่งซึ่งบ่อน้ำนั้นเป็นบ่อน้ำที่เป็นปล่องภูเขาไฟซึ่งมีความลึกมากตั้งแต่หญิงชราตกลงไปนั้นก็ไม่เคยโผล่ขึ้นมาอีกเลยทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านของประเทศลาวต่างก็เรียกบ่อน้ำนี้ว่าบ่อน้ำวนย่าม่อยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  หรือวังน้ำวนยายม่อม

 

สนับสนุนโดย  ufabet บาคาร่าออนไลน์

ตำนานเกม kindred spirit 

       หากพูดถึงเรื่องของการเล่นเกมแล้วเราก็ปกติแล้วคนที่เล่นเกมนั้นจะมีการเล่นกันแทบทุกจะช่วงอายุคนไม่ว่าจะเป็นเด็ก  วัยรุ่น  คนไปทำงานหรือแม้แต่คนที่สูงอายุแล้วก็ยังเล่นเกมแต่การเล่นเกมส่วนใหญ่ผู้คนมักจะไม่ค่อยสนใจกันหรอกว่าเกมนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรซึ่งบางเกมนั้นก็มีเรื่องเล่าและตำนานที่จะบอกถึงที่มาของเกมนี้ด้วยว่าเกมนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานของเกมซึ่งเกมที่เราจะพูดถึงกันนี้ก็คือเกมที่ชื่อว่า  kindred spirit  ด้วยเกมนี้ผู้เล่นส่วนใหญ่ก็จะมีอายุอยู่ในช่วง 8 ถึง 12 ปีเท่านั้นซึ่งเป็นเกมสำหรับเด็กแต่ก็เป็นเกมที่น่าสนใจและน่าลองเล่นเป็นอย่างมากเรามาดูกันว่าเกมนี้จะมีตำนานที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

      เกมนี้นั้นอาจจะยังไม่ค่อยอยากจะเท่าไหร่แต่ก็มีความสนุกมากซึ่งเราอาจจะรู้กันดีว่าเกมหลายๆเกมนะจะมีตำนานของเกมเป็นของตัวเองทุกวันนี้เราก็จะมาพูดถึงตำนานของเกมนี้กันตั้งนานมีอยู่ว่า ณ สรวงสวรรค์แห่งหนึ่งมีผู้สาวซึ่งเธอนั้นเป็นคนที่สวยเป็นอย่างมากนี่หลายๆคนเลยที่หลงรักเธอมีอยู่วันหนึ่งที่องค์รัชทายาทของสวรรค์เดินทางออกไปตามหาคู่รักในใจของตัวเองหวังจะหา รักคู่รักในอนาคต

ซึ่งพระองค์ก็ได้ไปเจอกับผู้สาวคนนั้นและพระองค์ก็ได้หลงรักผู้สาวซึ่ง นางฟ้าสาวคนนั้นก็หลงรักพระองค์เช่นเดียวกันทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะแต่งงานกันแต่ไม่ทันที่ทั้งสองนั้นจะสามารถที่จะได้แต่งงานกันพระราชาและราชินีแห่งความมืดและความชั่วร้ายก็ได้อิจฉาริษยาคิดทั้งสองคนนั้นจะได้มีชีวิตอย่างมีความสุข

พระราชาและพระราชินี แห่งความมืดซึ่งได้เสกให้มีพายุทรายพัดโหมกระหน่ำทำให้ทั้งสองต้องแยกจากกันองค์ชายรัชทายาทได้ถูกจับตัวไปให้ไปอยู่ที่วังต้องคำสาปส่วนนางฟ้าสาวไม่ได้ถูกจับไปถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพังรักชายมากถึงกับยอมเสี่ยงตายออกไปตามหาเจ้าชาย

แต่ก็มีหลายครั้งที่นางต้อง สู้กับอุปสรรคมากมายจนปากเจ็บไปหลายแผลแต่นางนั้นก็พักรักษาตัวให้หายไม่ย่อท้อและยังคงตามหาเจ้าชายต่อไปโดยสิ่งที่เราต้องทำนั่นก็คือการช่วยเหลือนางฟ้า ให้สามารถตามหาเจ้าชายเจอได้ และนี่คือตำนานของเกมนี้ค่ะใครสนใจลองไปเล่นกันดูได้นะคะในต้นของเกมจะมีการเล่าเรื่องของตำนานแบบฉบับย่อให้ดูค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทดลองเล่นบาคาร่า

หลอนวัดปทุมคงคาที่เขตสัมพันธวงศ์

         ในกรุงเทพฯซึ่งอยู่ในเขตสัมพันธวงศ์นั้นมีวัดที่โด่งดังมากอยู่วัดหนึ่งในปัจจุบันนี้นั่นก็คือวัดปทุมคงคาซึ่งเมื่อก่อนในอดีตนั้นวัดปทุมคงคาถือได้ว่าเป็นวัดที่มีความเก่าแก่มากที่สุดวัดหนึ่งเพราะมีความเชื่อกันว่าประวัติการสร้างวัดปทุมคงคานั้นมีการสร้างมานานแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ซึ่งตามตำนานและมีประวัติที่สามารถเชื่อถือได้มีการระบุเอาไว้ว่าแต่เดิมนั้นวัดปทุมคงคาเป็นวัดเล็กๆซึ่งภายหลังก็ได้มีการถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ไม่มีใครที่จะเดินทางมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ไม่มีพระสงฆ์คอยดูแลวัดจนกลายเป็นวัดร้างในที่สุดแต่ต่อมาภายหลังวัดแห่งนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นลานประหารชีวิต

โดยผู้คนที่ถูกนำมาประหารชีวิตที่วัดปทุมคงคาแห่งนี้นั้นจะเป็นกลุ่มคนที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ค่อนข้างสูงเป็นกลุ่มพวกเชื้อพระวงศ์ต่างๆโดยเฉพาะในสมัยของพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งในสมัยนั้นที่พระเจ้าตากสินถูกสำเร็จโทษด้วยการประหารชีวิต

และไม่ใช่แค่พระเจ้าตากเท่านั้นที่ถูกนำมาสำเร็จโทษที่นี่ทายาทของพระเจ้าตากอีกหลายพระองค์ด้วยกันก็ถูกนำมาสำเร็จโทษที่นี้ด้วยเหมือนกัน แต่ว่ามีหนึ่งคนที่สามารถรอดพ้นการสำเร็จโทษในครั้งนี้ไปได้นั่นก็คือพระเจ้าเหม็น ซึ่งในขณะนั้นว่ากันว่าที่พระเจ้าเหม็นไม่ถูกสำเร็จโทษตามพระเจ้าตากสินไปด้วยนั้น

ก็เนื่องมาจากว่าพระเจ้าเหม็นนั้นเป็นหลานคนโปรดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 นั่นเองแต่อย่างไรก็ตามเพียงไปไม่กี่วันเท่านั้นพระเจ้าเหม็นก็ถูกใส่ความว่าต้องการที่จะยึดอำนาจ และกำลังกรอกการใหญ่ตั้งตัวเป็นกบฏดังนั้นเมื่อรัชกาลที่ 2 ทราบเรื่องจึงได้สั่งประหารพระเจ้าเหม็นในที่สุดนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีการสั่งประหารชีวิตข้าราชบริพารที่ดูแลพระเจ้าเหม็นรวมถึงพระมเหสีเอกซึ่งเป็นน้องสาวของพระเจ้าเหม็นอีกด้วยโดยมีการนำทุกคนมาประหารที่วัดปทุมคงคาแห่งนี้นี่เอง ส่วนพระโอรสของพระเจ้าเหม็นที่มีด้วยกันทั้งสิ้น 6 พระองค์ทุกพระองค์นั้นถูกทหารนำจับไปถ่วงน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา

ซึ่งในช่วงที่รัชกาลที่ 3 ทรงขึ้นครองราชย์ก็ยังคงใช้พื้นที่ของวัดปทุมคงคานั้นในการสำเร็จโทษกล่องควบคุมเจ้าฟ้าและข้าราชการชั้นสูงอยู่เหมือนเดิมและบุคคลที่ถูกประหารชีวิตที่วัดปทุมคงคาเป็นคนสุดท้ายก็คือ กรมหลวงลักษณ์รณเรศในโทษฐานที่คิดก่อการกบฏ หลังจากนั้นวัดปทุมคงคาก็ถูกบูรณะซ่อมแซมใหม่

แต่เรื่องเล่าหลอนก็ยังคงไม่หมดไปเมื่อที่วัดแห่งนี้มีต้นอโศกต้นหนึ่งซึ่งเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่มีอายุหลายร้อยปีว่ากันว่าชาวบ้านมักจะเห็นคนแต่งชุดในสมัยโบราณเดินเข้าไปในต้นอโศกแล้วหายไปกับตาซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมากจนในที่สุดก็มีการตัดสินใจตัดต้นอโศกต้นนั้นทิ้งไปและปัจจุบันก็ไม่มีใครเห็นวิญญาณเดินภายในวัดอีกเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet เว็บตรง