ประวัติและตำนาน

ตำนานรักอมตะของเจ้าหญิงไม้ไผ่ภูเขาไฟฟูจิ

    ตำนานรักอมตะของเจ้าหญิงไม้ไผ่ภูเขาไฟฟูจิถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเพื่อชมความงดงามของภูเขาไฟฟูจิที่จะเปลี่ยนไปตามแต่ละฤดูกาลหลายๆคนยังมีความเชื่อว่าภูเขาไฟแห่งแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้เป็นหนึ่งในภูเขาศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นที่สถิตของเหล่าเทพเจ้าและมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิมากมาย

        หนึ่งในนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นตำนานที่สุดของญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งเราถึงชายชราคนตัดไม้เข้าป่าไปตัดไม้ไผ่และเห็นไม้ไผ่ปล้องหนึ่งมีแสงสว่างสีทองว่าขึ้นมาเมื่อเข้าไปดูใกล้ๆก็พบทารกน้อยหน้าตาน่ารักเขาจึงพาทารกน้อยกลับบ้านแล้วตั้งชื่อว่า คางุยะฮิเมะหลังจากนั้นไม่กี่เดือนทารกน้อยก็เติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วประเทศชายหนุ่มต่างพากันมาขอเธอแต่งงานแต่ก็ต้องผิดหวัง

        กระทั่งจักรพรรดิมิคาโดะได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับคางูยะจึงขอเธออภิเษกแต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นกันเพราะเธอไม่ใช่คนธรรมดาและวันนึงเธอจะต้องกลับไปยังดวงจันทร์ดินแดนบ้านเกิดของเธอ ในคืนวันเพ็ญคางุยะฮิเมะต้องกลับไปยังดวงจันทร์เธอมอบจดหมายและยาอายุวัฒนะให้องครักษ์ของจักรพรรดิมิคาโดะ

เมื่อจักรพรรดิได้อ่านจดหมายของเธอแล้วส่งโศกเศร้ายิ่งนักและสั่งให้ทหารองครักษ์นำจดหมายตอบของพระองค์ไปเผาบนภูเขาที่อยู่ใกล้ท้องฟ้ามากที่สุดโดยหวังว่าข้อความของพระองค์จะส่งไปถึงพระพุทธคุณพร้อมกระเป๋ายาอายุวัฒนะทิ้งไปเพราะไม่ปรารถนาจะมีอายุยืนยาวโดยไม่ได้พบเจอหญิงผู้เป็นที่รักอีก

       จึงเป็นที่มาของชื่อภูเขาไฟฟูจิที่คำออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นนั้นหมายถึงเป็นอมตะและอักษรคันจิแปลตรงตัวว่าภูเขาที่เต็มไปด้วยนักรบหมายถึงเหล่าองครักษ์ที่จักรพรรดิส่งไปเผาจดหมายและควันที่เกิดจากการเผาจดหมายกับยาอายุวัฒนะก็ยังปะทุอยู่ถึงทุกวันนี้  

       ปัจจุบันภูเขาไฟฟูจิกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาวผู้คนมักจะเดินทางไปเที่ยวที่ภูเขาไฟฟูจิซึ่งจะมีการไปเล่นสกีหรือบางคนนั้นก็ใช้วิธีการนั่งรถไฟวิ่งผ่านภูเขาไฟฟูจิแล้วถ่ายภาพสวยๆ 

และในปัจจุบันนี้ภูเขาไฟฟูจิเองนั้นก็ยังคงไม่ดับรอวันมอดไหม้อยู่เช่นเดิม  สำหรับใครที่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ควรพลาดที่จะไปแวะเยี่ยมชมความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิ  ภูเขาไฟที่มีตำนานมาอย่างยาวนาน และเป็นตำนานและเรื่องราวของความรักที่น่าจดจำ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

จีน โชว์ระเบิดท่าเรือ เตรียมรบกับสหรัฐ

ซึ่งหากจะไปดูการทดสอบของขีปนาวุธAgni-5ของอินเดียในช่วงนี้ตามรายงานก็คือถูกยิงมาจากฐานยิงที่อยู่บนเกาะในรัฐโอริสสาก่อนที่เป้าหมายจะตกสู่อ่างเบงกอลในทิศทาง จีน โชว์ระเบิดท่าเรือ และพิสัยทุกอย่างตามกำหนดตามแผนที่ได้วางเอาไว้ทุกประการเลยตรงนี้ทางอินเดียยังได้บอกว่า

เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันล่วงหน้าว่าอย่างน้อยๆอินเดียก็ได้มีอาวุธไว้ในครอบครัวที่มีประสิทธิภาก็จะทำให้ศัตรูหรือว่าฝ่ายตรงกันข้ามจะได้เกิดความวิตกและหวั่นเกรงไม่กระทำการใดๆที่คุกคามประเทศอินเดียและแน่นอนว่าก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับหากสถานการณ์ลุกรามปานปลายกลายเป็นสงครามขึ้นมา

ซึ่งทางด้านนักวิเคราะห์ทางทหารมองว่าขีปนาวุธAgni-5ของอินเดียในครั้งนี้สามารถโจมตีจีนได้เกือบทั้งประเทศและยังสามารถโจมตีปากีสถานที่เป็นปประเทศเพื่อบ้านกับอินเดียได้ด้วยที่ผ่านมาอินเดียกับปากีสถาน แม้ว่าจะมีพรมแดนติดกันดูเหมือนว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านแต่ความสัมพันธ์ไม่ดีเลยที่ผ่านมาระหว่างอนเดียกับปากีสถานนั้นเคยทำสงครามกันมาแล้ว3รอบ

นับตั้งแต่ที่อินเดียได้รับเอกราชจาก อังกฤษ ตั้งแต่ปี2490 ส่วน จีน เองก็มีปัญหากับอินเดียทางตอนเหนือของประเทศแน่นอนว่าขีปนาวุธรุ่นใหม่อย่างที่รายงานไปก็สามารถที่จะโจมตีได้ทันทีถ้าหากว่าได้รับคำสั่ง เพราะว่าถ้าเทียบดูจากภูมิประเทศแล้วอินเดียกับจีนอยู่ไม่ไกลกัน

โดยเฉพาะจากกรุงปักกิ่งห่างจากอินเดียแค่ไม่ถึง5,000กิโลเมตรเท่านั้น ล่าสุดการเจรจาระหว่างผู้บัญชาการกองทัพอินเดียกับจีนเพื่อที่จะหาทางยุติเพื่อที่จะปลดกองกำลังออกจากพื้นที่แนวชายแดนเทือกเขาหิมาลัยจากเส้นแบ่งเขตควบคุมตามความเป็นจริง

ปรากฎว่าคุยกันมาหลายต่อหลายรอบยังไม่สามารถหาข้อยุติลงได้และบางครั้งการหาลือกันยังนำไปสู่การเป็นกระเด็นที่สร้างการปะทะกันการโจมตีกันอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ความสูญเสียทั้งสองฝ่ายตามแนวชายแดนมาอีกและล่าสุดมีรายงานว่าทางฝั่งอินเดียก็ได้มีการเสริมอาวุธหนักเข้าไปในพื้นที่ชายแดนมากขึ้น

ส่วนจีนก็มีการเสริมกำลังทหารเข้าไป ติดต่อ ufabetโดยประกาสรบสมัครชาวทิเบตให้เข้ามาร่วมกับกองทัพปลดแอกประชาชนเสริมพื้นที่ทางชายแดนให้เข้มแข็งมากขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีรายงานจากฝั่งสื่อของจีนตามรายงานบอกว่ากองทัพจีนกำลังเดินหน้าโชว์เรื่องของแสนยานุภาพทางการทหารด้วยเช่นเดียวกัน

เพิ่งจะมีการทดสอบระเบิดใต้น้ำเพื่อโจมตีทำลายท่าเรือเป็นครั้งแรกเลยก็ระบุว่าศักยภาพของระเบิดใต้น้ำนี้เป็นระเบิดที่ทรงพลังเป็นอย่างมากแล้วก็จะถูกนำมาใช้ตอบโต้สหรัฐถ้าหากว่าวันนึงเกิดการสู้รบขึ้นจริงระหว่างสหรัฐกับจีนโดยแผนการก็คือมุ่งเน้นทำลายเป้าหมายเมืองท่าต่างๆในสหรัฐนั่นเอง

เทคโนโลยีเครื่องแรกสร้างในปี1957

เครื่องแรกสร้างในปี1957 ถ้าจะเล่าประวัติศาสตร์Internetโลกก็ตองย้อนกลับไป50ปีหรือก่อนนปี1957ในสมัยที่คอมพิวเตอร์ยังมีขนาดใหญ่เท่าห้องอยู่แล้วก็สามารถทำงานได้เพียงทีละอย่างเดียวคือไม่สามารถดูวีดีโอไปด้วย

เล่นfacebookไปด้วยคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นสร้างขึ้นเพื่อให้นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ใช้คิดคำนวณอะไรบางอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถคิดและคำนวณได้เองในเวลาอันสั้น

ซึ่งตอนนั้นมีปัญหาว่านอกจากจะเก็บไว้เครื่องนึงเต็มห้องเพราะเครื่องใหญ่มากแล้วต้องใช้ผู้เชียวชาญมากๆในการเข้าไปคีย์คำสั่งข้าวในดังนั้นในเวลาที่ทำงนกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรงจะต้องเขียนใส่กระดาษเสร็จแล้วให้ผู้เชียวชาญเอาไปคีย์ใส่คอมพิวเตอร์วัดผลออกมาผิดหรือถูกใส่กระดาษเขียนๆและเอากลับมารายงานอีกทีนึง

ดังนั้นจะเห็นได้เลยว่ามันไม่สะดวกสบายซึ่งมนุษย์ก็จะมีความรู้สึกว่ามันไม่สะดวกสะบายมนุษย์จะพัฒนาจากเหตุการณ์นี้เลยเกิดการพัฒนาคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นขึ้นโดยเริ่มมีการต่อสายออกมานอกห้องและให้เหล่าdeveloperสามารถทำงานกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

แต่ว่ามันเป็นการสั่งงานระยะไกลและการสั่งงานระยะไกลแบบนี้ก็เลยทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์เริ่มจิตนาการว่าหรือว่าจริงๆแล้วคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องไม่จำเป็นจะต้องอะไรเพียงแค่อย่างเดียวเราสามารถต่อหลายๆสายได้ไหมต่อเอาไว้สี่ทางเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ไปพร้อมๆกัน

นอกจากนี้จึงทำให้เกิดสิ่งของมาอย่างหนึ่งเรียกว่าTime Sharingดังนั้นแล้วเรื่องทั้งหมดเกิดจากความพยายามประหยัดเวลาประหยัดทรัพยากรหลังจากนั้นก็เกิดแรงกระตุ้นขึ้นมาและทั้งหมดนี้มันได้เกิดขึ้นมาเพราะการทหารในช่วงเวลาที่เราพูดถึงกันอยู่ช่วงปี1947-1991มันเป็นช่วงเวลาของสงครามเย็น

ซึ่งมันเป็นการปะทะกันระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตยกับโลกคอมมิวนิสต์โดยแกนนำก็คือสหรัฐอเมริกากับสหภาพโวเวียตหรอที่ปัจจุบันกลายมาเป็นรัสเซียนั่นเองทีนี้ทั้งสองฝ่ายเขาไม่ปะทะกันตรงๆเขาจะต้องรบกันด้วยการชิงไหวอะไรต่างๆส่งสงครามตัวแทนบ้างอะไรบ้างและที่สำคัญที่ปะทะกันบ่อยๆก็คือเรื่องเทคโนโลยีนั่นเอง

เขาพยายามจะดูว่าเขามีเทคโนโลยีที่ดีกว่าอีกฝั่งมีเทคโนดลยีที่แย่กว่าจะต้องกลัวฉันเอาไว้และตอนนี้ก็เกิดเหตุการร์ที่ทำให้อเมริกามีความรู้สึกว่ามันไม่ได้แล้วนั่นก็คือในปี1957สหภาพโซเวียตประดิษฐิ์ดาวเทียมขึ้นมาสำเร็จชื่อว่าดาวเทียมสปุตนิก1ไม่ได้ประดิษฐิ์ขึ้นมาเฉยๆจากนั้นก็ยิงออกไปนอกโลกไปโคจรอยู่รอบโลก

นอกจากนี้คุณลองนึกถึงคนในสหรัฐอเมริกาตกตลึงมากว่าเขาได้ไปอวกาศกันแล้วเราจะต้องรีบพัฒนาอะไรบางอย่างแล้วทำให้อเมริกาหันไปพัฒนาดเทคโนโลยีของตัวเองหนักขึ้นมาเพื่อที่จะไปแข่งกับสหภาพโวเวียตนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ทางเข้า Ufabet มือถือ

ตำนานหอในในมหาลัยเชียงใหม่

สำหรับ ตำนานหอในในมหาลัยเชียงใหม่ นี้จะเป็นตำนานที่โด่งดังมากที่สุดในเชียงใหม่นั่นเองกับตำนานห้องสีชมพูต้องขอบอกก่อนเลยว่าตำนานห้องสีชมพูที่ มช. หรือ มหาลัยเชียงใหม่เรื่องนี้จะต้องใช้การวิเคราะห์กันให้ดีๆ

โดยตำนานเรื่องเล่าในมหาลัยเชียงใหม่ถือว่าเป็นเรื่องเล่าที่สยองขวัญประจำ มช. เลยก็ว่าได้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นที่หอพักนักศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เป็นตำนานที่เด็กนักศึกษาหน้าใหม่จะต้องรู้จักกันดีสำหรับเรื่องราวนี้เขาว่ากันว่าเด็กนักษาน่าใหม่ทุกคนจะต้องรู้จักกันดี

โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงที่จะต้องพักอยู่ที่หอ8 ซึ่งรุ่นพี่ที่พักอยู่ในหอนี้ก็มักจะพูดต่อๆกันว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหอ8มันมีความสยองที่แบบว่าจะต้องเตือนกันทุกๆรุ่นอยู่เรื่อยมาเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นราวๆปีพ.ศ.2532ย้อนกลับไปหลายปีพอสมควรตอนนั้นมีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งเธอได้พักอยู่ที่หอใน

ซึ่งตามประเพณีของ มช. เด็กนักเรียนจะต้องมาอยู่ที่หอใน

เพื่อเวลาที่พี่เรียกมาทำกิจกรรมรับน้องก็จะสามารถมาด้วยกันพร้อมเพียงแล้วก็รวดเร็วบางคนที่บ้านใกล้ก็ไม่ได้อยู่หอในแต่ถ้าใครอยู่ไกลส่วนใหญ่แล้วปี1ก็จะได้อยู่หอในกันเรื่องเล่าตำนานสุดหลอนห้องสีชมพูนี้มันได้เกิดขึ้นเมื่อในอดีต

จะมีรุ่นพี่ต่างคณะแอบชอบนักศึกษาใหม่ที่เป็นนักศึกษาหญิงที่เพิ่งเข้ามาปี1ที่เข้ามาเป็นสาวสวยเลยความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับวันยิ่งรักกันมากขึ้นจนมาถึงกลางเทอมรุ่นพี่ก็ได้ชวนนักศึกษาคนนั้นให้ได้อยู่ด้วยกันที่หอหลัง มช. ทุกๆเย็นวันศุกร์ที่หน้าหอ8รุ่นพี่ก็จะมารอรับนักศึกษาคนนี้ทุกครั้งเลย

นอกจากนี้รุ่นพี่ที่มารับน้องก็จะขับรถมาส่งในวันอาทิตย์ทุกครั้งเป็นแบบนี้เป็นเวาลานานอยู่พอสมควรที่ทั้งสองได้ชอบกันอยู่ครบกันมาได้5ปีในระห่างนั้นทั้งคู่ก็เป็นที่น่าอิจฉาของเหล่านักศึกษาหญิงคนอื่นๆเป็นอย่างมากเพราะว่ารุ่นพี่คนนี้ค่อนข้างที่จะดูแลผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างดีใครเห็นก็มักจะแซวอยู่ตลอดเวลาและทำให้เธอนั้นรู้สึกรักรุ่นพี่คนนี้มากขึ้นทุกวัน

ซึ่งมันก็ต่างไปจากรุ่นพี่ที่เริ่มอยากจะตีตัวออกห่างจากแฟนสาวคนนี้ไปเรื่อนพอเริ่มรู้สึกว่าน้องนักศึกษารุ่นน้องคนนี้เริ่มที่จะจริงจังกับตัวเองมากเกินไปทำให้รุ่นพี่คนนี้รู้สึกเบื่อตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ที่เริ่มจะเต็มอิ่มกับความรักแล้วอาจจะได้บางสิ่งบางอย่างที่ต้องการแล้วก็พยายามที่จะตีตัวออกห่าง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  gclub สล็อตฟรี

นาค มาจากไหน?

นาค มาจากไหน? ในคัมภีร์ศาสนาของอินเดียต่างเต็มไปด้วยเรื่องราวความสัมผัสระหว่างลัทธิพราหมณ์พุทธกับความเชื่อ “ เรื่องนาค “ มันได้กลายมาเป็นแรงบันดานให้ศิลปินมากมายสรรค์สร้างผลงานอันงดงามตามศาสนสถานต่างๆทั่วทั้งอุษาขเณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย “ นาค “ คือสิ่งที่ผู้คนในดินแดนแห่งนี้เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ทรงพลังอำนาจและมีอิฐฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นคนได้นาคยังได้รับความเคารพในฐานะเทพเจ้าแห่งน้ำและยังสามารถดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้แก่โลกแท้จริงแล้วความเชื่อเรื่อง พญานาคปรากฏขึ้นใน อินเดีย ก่อนการกำเนิดพระพุทธศาสนา

ซึ่งมีการกล่าวถึงนาคในคัมภีร์อาถรรพ์พระเวทอันเก่าแก่แน่นอนแล้วว่าพุทธศาสนาตั้งแต่ยุคต้นได้หลอมรวมเอาความเชื่อเรื่องพวกนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอีกด้วย คำว่า นาค มีรากรากศัพท์มาจากภาษาอินโดยูโรเปียน แปลว่า เปลือย หรือว่า แก้ผ้า คำนี้มีการใช้กันมามายในหมู่ชาวชมพูทวีปหรืออินเดียมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์

จิตรภูมิศักดิ์ นักปราชญ์คำสำคัญของไทยเคยเขียนคำอธิบายความหมายของคำว่า นาค เอาไว้ว่า ชาวอารยัน ยุคสมัยเก่าถ้ามองย้อนไปที่ยังไม่เกิดเป็นรัฐนั้นมีการถากถางดูถูกพวก นาค เพราะถือว่าเป็นพวกพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่ล้าหลัง จิตรเชื่อมานาคมาจากภาษาฮัดสันเขียนว่านากาแต่อ่านออกเสียงเป็น NAGA แปลว่าเปลือยหรือแก้ผ้า

นอกจากนี้คำว่า นาค อาจจะมาจากภาษาฮินดูว่า NAG แปลว่า คนชาวเขา และคำว่า นาค นี่เองในที่สุดได้กลายมาเป็นภาษาอังกฤษคำว่า NAKED ที่แปลว่าเปลือย นาค จึงได้มีความหมายที่พวกชาวอารยันในชมพูทวีปใช้เรียกกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมต่ำกว่าในดินแดนทางตะวันออกดั่งปรากฏชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ใน นากาแลนด์ ของอินเดียจนถึงปัจจุบัน

เมื่อราว2,500ปีมาแล้วเมื่อชาวชมพูทวีปเดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับกลุ่มคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังล้าหลังพวกเขาพบว่าชาวพื้นเมืองยังนุ่งห่มเพียงใบไม้หรือผ้าผืนเล็กๆจตึงเป็นที่มาของคำเรียกอย่างดูแคลนว่า นาค ซึ่งหมายถึงคนพื้นเมืองที่เปลือยเปล่านั่นเอง

เนื่องจากนี้ยังได้มีตำนานอันเก่าแก่เกี่ยวกับการกำเนิดอาณาจักรฟูนันในกัมพูชาว่า ในราวพุทธศตวรรษที่10พรามพระโกทันยะจากอินเดียได้เดินทางมายังฟูนันโดยได้แต่งงานกับ “ นางนนาค “ ซึ่งเป็นพระธิดาของ  “พญานาค “ และได้ครองอาณาจักรแห่งนี้

ตำนานนี้ยังได้ถูกเล่าต่อมาเป็นนิทาน “นางนาคกับพระทอง” โดยเป็นดินแดนนิทานอุษาขเณที่แพร่หลายอย่างมากนาอกจากนี้ยังมีบันทึกนิทานกำเนิดลัทฟูนันโดยนักภสจีนที่เล่าเรื่องนางนาคที่ชื่อหลิวเย่หมายถึงนางที่นุ่งห่มด้วยใบมะพร้าวซึ่งได้แต่งงานกับพรามที่มาทางทะเลด้วยเช่นกัน

 

สนับสนุนโดย.  gclub ฝากออโต้

ตำนานคำสาปลาว

โดยเรื่องนี้เราได้ไปหาข้อมูลมาจากเหล่าภาษไทยเราพยายามที่จะอ่านให้มันเป็นภาษาลาวแล้ว ตำนานคำสาปลาว แต่มันอ่านไม่ออกในบทความนี้อาจจะมีความผิดพลาดทางข้อมูลไปบ้างหากมีเนื้อหาผิดพลาดไปอย่างไรที่ผิดไปจากเนื้อหาจริงที่ทาฝังนั้นเขามีความคิดเห็นกันอย่างไรดังนั้นเราก็ต้องขออภัยหากมีอะไรผิดพลาดไป

จุดเริ่มต้นของคำสาปต้องท้าวความไปไกลมากสาเหตุที่เกิดเพราะช้างล้วนๆเลยในสมัยนั้นนครเวียนจันทร์ของประเทศลาวได้เป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองแต่ทว่ามันก็ได้ประสบเข้ากับภัยช้างป่าที่อยู่ช้างมันก็ได้วิ่งตกมันมาเหยียบไร่นาของชาวบ้านแค่นั้นยังไม่พอยังวิ่งไล่ขับชาวนาทำให้เหล่าชาวบ้านไม่เป็นอันทำอะไรเลย

ซึ่งเรื่องนี้เองมันก็เลยเดือดร้อนไปถึงทางเจ้าเมืองของ เวียงจันทร์เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนทางเจ้าเมืองเวียงจันทร์ก็จะต้องหาผู้คนที่จะเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์นี้

โดยได้บอกว่าหากใครที่ทำสำเร็จแล้วก็จะมีของรางวัลมอบให้และสิ่งนั้นก็คือจะมอบเมืองให้เลยครึ่งหนึ่งพร้อมกับลูกสาวสุดสวยให้ไปเป็นคู่ครองเลยและถ้าเป็นแบบนี้เพื่อนๆก็คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าจะต้องมีบุคคลมากู้สถานการณ์

ปรากฏว่ามันก็เป็นจริงได้มีบุคคลผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวมาเพื่อจะทำการสงบช้างตัวนี้จะเป็นชายที่มีรูปร่างใหญ่โตอีกทั้งยังมีกระบองที่เป็นอาวุธคู่กายแต่ทว่าเรื่องมันได้หักมุมอยู่อย่างหนึ่งเพราะบุคคลนี้มีหน้าตาที่ไม่ผ่านเกณฑ์คือมีรูปร่างผิวดำไม่ค่อยถูกใจสาวๆในสมัยนั้นกัน

เนื่องด้วยที่ว่าบ้านเมืองมันได้ปั่นป่วนขนาดนี้เจ้าเมืองก็บอกไหนๆก็มาแล้วจัดการเลยมันไม่ได้เสียหายอะไรชายหนุ่มผู้นี้เขาได้มีชื่อว่าท้าวสีโคดตะบองตามอาวุธที่เขานั้นได้ถือขึ้นมาว่ากันว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนที่มีกำลังมากมายมหาศาลเลยและที่สำคัญเขาก็มีวิชาไสยเวทที่แกร่งกล้ามากๆดาบยังไม่สามารถทำอะไรผิวร่างกายเขาได้เลย

ดังนั้นแล้วชายคนนี้ได้เป็นผู้มีวิชาอาคมวิเศษจากนั้นชายหนุ่มก็ไม่รอช้าได้วิ่งหายเข้าไปในป่าหาช้างป่าวิ่งสู้กับช้างจนไปถึงช้างตัวใหญ่หลังจากนั้นท้าวสีโคดตะบองท่านก็ได้ใช้วิชาที่ท่านนั้นได้ไปเรียนมาใส่ไปในตัวช้างป่าที่เป็นจ่าฝูงจึงได้ทำให้ช้างป่าที่ได้อยู่ในฝูงนั้นก็เกิดอาการเชื่องขึ้นมา

โดยช้างที่มันโดนเวทนั้นแทนที่มันจะวิ่งไล่เข้ามาชนมาทำร้ายก็เปลี่ยนเป็นคานเข้ามาทำหัวคำนับท้าวสีโคดตะบองหลังจากนั้นมันก็ได้หันหัวกลับไปจากนั้นไม่ทันไรช้างตัวนั้นมันก็ได้ล้มตายลงไป

 

สนับสนุนโดย.  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100