งานประเพณีแห่ดาว

งานประเพณีแห่ดาว ของจังหวัดสกลนคร จะจัดขึ้นทุกในช่วงเทศการวันคริสต์มาส เพราะเชื่อกันว่าเป็นวันประสูติของพระเยซู ได้มีตำนานเล่าว่าก่อนที่พระเยซูจะเกดขึ้นมานั้นได้มีโหราจารย์ได้เห็นดวงดาวที่มีลักษณะส่องแสงสว่างกว่าดวงดาวดวงอื่นมาก จึงได้เดินตามดวงดาวที่มีแสงสว่างนั้นไป

และไปพบกับสถานที่ประสูติของพระเยซูเจ้า ที่เมืองเบธเลเฮม  ของประเทศปราเลสไตน์ นับตั้งแต่นั้นมาประชาชนชาวคริสต์ จึงถือเอาดวงดาวเป็นสัญลักษณ์ในการประสูติของพระเยซูเจ้านับแต่นั้นมา และได้มีประเพณีการแห่ดาวเพื่อระลึกถึงพระเยซูเจ้าตั้งแต่นั้นมา

ชุมชนท่าแร่

คนในชุมชนท่าแร่แห่งนี้มีผู้นับถือสาสนาคริสต์มากที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ จึงได้จัดให้มีการให้มีงานประเพณีแห่ดาวเกิดขึ้นในจังหวัดสกลนคร และบ้านช่องในชุมชนคนท่าแร่นี้จะปลูกสร้างบ้านเป็นรูปทรงแบบตะวันตก ผสมกับศิลปะเวียดนาม มีทั้งบ้านไม้และบ้านตึก ซึ่งผู้คนในละแวกนี้ เป็นชุมชนคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ใหญ่ทีสุดในประเทศไทยอีกด้วย อละเมื่อถึงเทศกาลคริสต์มาส

จะตกแต่งบ้านเรือนด้วยการนำเอาดวงดาวมาแขน ตามบ้านเรือนหรือบางบ้านก็มีการนำเอาต้นคริสต์มาสมาประดับด้วย พร้อมทั้งจัดให้มีงานและมีกิจกรรมมากมายเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

ประเพณีแห่ดาว

งานประเพณีแห่ดาวจะเริ่มจัดขึ้นในวันที่23-25 ธันวา ในวันที่23เป็นวันแรกจะมีการแห่ดาวขบวนใหญ่ของหมู่บ้านท่าแร่ ซึ่งจะมีรถรวมขบวนแห่กว่า 200คันและจะมีการตกแต่งและร่วมเดินขบวนด้วยเหล่าซานต้าและนางฟ้าตัวน้อย และในวันที่24 จะได้ชมขบวนแห่ดาวมือถือ หรือดาวดวงเล็กนั่นเอง จะมีการแห่ดาวเล็กรอบโบสถ์ และมีพิธี ขอบพระคุณและจูบพระกุมาร และจะมีการแสดงละครเกี่ยวกับเทวดา และมีซุ้มสอนทำดาว

และมีการ้องเพลงประสานเสียง และจับสลากรางวัลแก่ผู้มาร่วมงานบริเวณหน้าวัด วันที่25 จะมีการแห่ดาวดวงใหญ่ของชาวบ้านท่าแร่ ซึ่งมีจำนวนร้อยๆดวง และมีการแห่ดวงดาวของคนในจังหวัดสกลนครด้วยและยังมีของซื้อของขายในงานมากมาย

บรรดานักท่องเที่ยวที่ปีใหม่ ไม่รู้จะไปไหนก็ลองไปเที่ยวชมงานแห่ดาวของชาวจังหวัดสกลนคร เพราะเค้ามีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่มีอาหารพื้นบ้านให้ลองรับประทาน และยังเดินเลือกซื้อของฝากกลับมาบ้าน และยังมีรถรางให้เที่ยวชมชุมชนคนท่าแร่ และยังได้ชมอาคารบ้านเรือนเก่าแก่สไตล์โคโรเนียน ได้ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ยังงัยก็ลองมาเที่ยวชมงานประเพณีแห่ดาวของชาวท่าแร่กันดู

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  Gclub ผ่านเว็บ

ลำดับที่จะเปลี่ยนไปเมื่อจีนได้เป็นมหาอำนาจของโลก

ภาพยนต์จะต้องได้รับการอนุมัติจากจีนก่อนออกฉาย

ประเทศจีนได้รับการตำนิจากเป้าหมายของพวกเขา พวกเขาต้องการให้ภาพยนต์ในโรงภาพยนต์เป็นเหมือนดังที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่ได้มีการกล่าวเอาไว้ว่าของยกย่องพรรคคอมมิวนิสต์ของเราประเทศของเราและวีระบุรุษของเราและเพื่อให้แน่นใจว่าประเทศจีนของเราจะถูกพันนะนาว่าได้เป็นสถานที่ทีทมีอารยธรรมที่ดีได้มีประวัติมาอย่างยาวนานได้มีรัฐบาลที่ดีและยังได้มีเศรษฐกิจที่ได้พัฒนาแล้ว

ทางรัฐบาลประเทศจีนนั้นจึงได้เริ่มก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนต์เป็นของตนเองเพื่อที่จะพยายามที่จะสร้างภาพยนต์ตามอุดมการเหล่านั้นออกฉายพวกเขากำลังได้สร้างภาพยนต์ตัวเองอยู่เช่นเมื่อเร็วนี้ในภาพยนต์เรื่องTHEGREATWALLตำนานวีระบุรุษกำแพงเมืองจีนซึ่งได้นำแสดงโดยนักแสดงแม็ตต์เดม่อนก็ได้มีการเขียนเนื้อเรื่องในลักษณะการถ่ายทอดวัฒนธรรมของจีนโบราณ

ซึ่งพูดถึงตำนานกำแพงเมืองจีนที่ไม่ได้ถูกสร้างเพียงเพื่อป้องกันจากการโจมตีจากกองทัพมองโกลเท่านั้นแต่ยังมีเอาไว้เพื่อป้องกันการรุกรานของอสูรกายร้ายที่จะคอยขย้ำคาดเอาชีวิตของผู้คนจนกลายเป็นที่มาของการรวมตัวของเหล่านักรบหลากหลายเชื้อชาติโดยได้มีการดัดแปรงข้อมูลจากทางประวัติศาสตร์จริงและนอกจากนี้ประเทศจีนยังสามารถทำให้ประเทศอื่นๆแก้ไขบนภาพยนต์

เพื่อพวกเขาได้เช่นในเรื่องRED DAWNหน่วยรบพันสายฟ้าฉบับในปี2012บนภาพยนต์ที่ถูกแก้ให้จอมวายร้ายในเรื่องถูกเป็นจากจีนไปเป็นเกลาหลีเหนือเมื่อใดที่ประเทศจีนได้มรอำนาจมากขึ้นจึงกลายมาเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกเมื่อถึงตอนนั้นภาพยนต์กระแสหลักทุกเรื่องที่คุณเห็นไม่ว่าจะเป็นจากที่ใดก็ตามจะต้องได้รับการดำเนินการจากแผนกโฆษณาชวนเชื่อและถูกปรับแต่งจนกว่าจะได้รับอนุมัติจากรัฐบาลประเทศจีนเสียก่อนถึงจะสามารถที่จะออกฉายได้

ญี่ปุ่นจะถูกตัดออกจากสังคมนานาชาติ

ตามที่Shella A Smlthจากสภาความสำพันระหว่างประเทศได้กล่าวเอาไว้ว่าไม่มีประเทศใดที่รู้สึกว่าจีนจะกำลังยืนขึ้นได้อย่างลึกซึ้งได้เท่าญี่ปุ่นเส้นทางสู่มหาอำนาจของจีนนั้นญี่ปุ่นถึงเป็นปราการสำคัญที่คอยขัดขวางมากกว่าประเทศอื่นๆฉนั้นเมื่อใดก็ตามที่จีนได้ขึ้นจุดสูงสุดของอำนาจญี่ปุ่นจะเหลือเพียงแค่สองทางเลือกเท่านั้น

นั้นคือต้องยอมทำตามความประสงค์ของจีนหรือไม่ก็ถูกตัดออกไปจากในสังคมนานาชาติจีนนั้นยังได้ให้อภัยญี่ปุ่นในเรื่องความโหดร้ายที่ญี่ปุ่นได้กระทำกับจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและในส่วนหนึ่งเป็นเพราะญี่ปุ่นไม่เคยขอโทษจีนอย่างจริงจังและจริงใจ

การสังหารโหดญี่ปุ่นยังคงเป็นสาระสำคัญในการโฆษณาชวนเชื่อของจีนเพื่อให้รัฐบาลจีนสามารถแน่ใจได้ว่าพลเมืองของตนจะไม่ลืมว่าญี่ปุ่นเคยเป็นศัตรูตัวสกาจของจีนมาก่อนในตอนนี้ญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีอาการใดๆในการถกเถียงของประเทศจีนแต่เมื่อญี่ปุ่นไม่ให้ในสิ่งที่จีนต้องการแล้วละก็ญี่ปุ่นอาจจะตกที่นั่งลำบากเมื่อจีนเข้ายึดครองอำนาจของโลกได้สำเร็จ

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  Jetsadabet

ประวัติหลวงปู่โสมเฝ้าทรัพย์

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อหลวงปู่โสมเฝ้าทรัพย์กันมาบ้างวันนี้จะมาเล่าประวัติของหลวงปู่โสมเฝ้าทรัพย์ให้ทุกคนได้ทราบกันโดยเรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของพระองค์เจ้าพีระซึ่งพระองค์บอกว่าในชีวิตพระองค์ไม่เคยเชื่อเรื่องผีมาก่อนเลยแต่พระองค์ได้พบประสบพบเจอกับตนเอง

เพราะว่ามีอยู่มาวันหนึ่งมีพรภิกษุสงนำลายแทงสมบัติมามอบให้กับพระองค์ซึ่งในลายแทงนั้นมีการระบุเอาไว้ถึงที่ซ่อนสมบัติจำนวน 16แห่งและยังบอกด้วยว่าภายในบริเวณพื้นที่ของเมืองกรุงศรีอยุธยายังมีที่ซ่อนสมบัติอีก 300กว่าแห่งท่านจึงได้เดินทางไปติดต่อกับกรมศิลปากรเพื่อทำการของคุณสมบัติโดยมีการทำสัญญากับกรมศิลปากรไว้ว่าถ้าจะขอส่วนแบ่ง 10% ในการขุดและอีก90%จะมอบให้กับกรมศิลปกร

ซึ่งเมื่อตกลงกันได้ทั้งองพีระก็ได้ทำการนำรถไปขุดตรงจุดที่ลายแทงมีการบอกเอาไว้ซึ่งพระองค์ได้สั่งเครื่องสแกนมาทำการสแกนหาจุดฝังสมบัติและเมื่อเครื่องสแกนดังท่านก็ให้คนขุดดินลงไปแต่ขุดเท่าไหร่ก็เจอเพียงแค่ถ้วยชามเท่านั้นซึ่งก่อนที่จะมาขุดทางไปหาข้อมูลมาแล้วว่าตรงบริเวณนี้เป็นจุดที่ฝังสมบัติของพระมเหสีของพระเจ้าอู่ทองและตั้งแต่พระองค์สั่งให้คนขุดหาสมบัติพระองค์ก็พบกับเหตุการณ์แปลกประหลาดมา

โดยตลอดซึ่งส่วนใหญ่แล้วพระองค์จะได้ยินเสียงใครขายคนขุดดินอยู่รอบบริเวณบ้านของตนเองแต่เมื่อไปดูก็จะไม่เห็นมีอะไรโดยจะเป็นแบบนี้อยู่ทุกวันและเมื่อพระองค์ได้นำเรื่องราวดังกล่าวไปเล่าให้คนอื่นฟังทุกคนต่างก็บอกว่าให้พระองค์หยุดขุดเพราะเกรงจะเกิดอาถรรพ์แต่พระองค์ก็ไม่ส่งเชื่อยังคงสั่งให้คนงานขุดต่อไป

ซึ่งระหว่างนี้เราคนงานก็มีทยอยเสียชีวิตไปมีอยู่วันหนึ่งพระองค์ทรงเห็นผู้ชายสูงใหญ่คนหนึ่งโดนตรงเข้ามาหาโดยชายคนดังกล่าวแต่งชุดไทยโบราณแบบทหารแต่ว่าไม่มีหัวแต่คนอื่นที่บริเวณนั้นไม่มีใครมองเห็นนอกจากพระองค์คนเดียวพระองค์นำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระที่พระองค์นับถือฟัง

โดยพระบอกว่านั่นคือปู่โสมเฝ้าทรัพย์เขามาเตือนไม่ให้ไปยุ่งกับสมบัติของเค้าแต่องค์พีระก็ไม่สนใจฟังยังคงสั่งให้คนงานขุดดินหาสมบัติเหมือนเดิมจึงส่งผลให้คำสาปแช่งที่มีการเขียนไว้ตรงแผนที่เป็นจริง เพราะหลังจากนั้นคนสนิทขององค์พีระ ต่างก็พากันล้มตาย และกิจการขององค์พีระที่ทำอยู่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ หลังจากเกิดเรื่องราวมากมายท่านก็ทรงล้มเลิกความคิดที่จะขุดเอาสมบัติขึ้นมาและไม่มีกล้าที่จะขุดสมบัติอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

ประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจของรองเท้ายี่ห้อConverse

ว่ากันว่ารองเท้าแบรนด์ Converse นั้นเป็นแบรนด์ตามที่สร้างขึ้นจากอเมริกา โดยแบรนด์นี้มีการจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 และผู้ที่มีความคิดริเริ่มจัดตั้งบริษัทรองเท้า Converse เป็น Marquis Mills Converse ทีแรกๆที่มีการผลิตรองเท้า Converseออกมานั้น

ทางบริษัทเน้นย้ำแนวทางการทำรองเท้าในการเล่นกีฬา โดยรองเท้า Converse ที่ผลิตออกมาเป็นสินค้าตัวแรกเป็น All Star ที่จะมีเครื่องหมายรูปดาวสีน้ำเงินในวงกลมพร้อมกันนั้นก็มีตัวหนังสือเขียนว่า Converseไว้ที่รองเท้าด้วย ซึ่งในปี ค.ศ. 1936 ถือได้ว่าเป็นปีทองคำของรองเท้าแบรนด์นี้เลยก็ว่าได้ไพเราะเป็นรองเท้าที่นักกีฬาทั้งโลกรู้จักรวมทั้งพวกเขามักจะสวมใส่เวลาเล่นกีฬากันมากมาย 

จนกระทั่งขนาดที่ว่าสำหรับในการแข่งกีฬาโอลิมปิกในปีนั้นนักกีฬาบาส นักบาสเก็ตบอลทุกคนต่างก็สวมรองเท้า Converse รุ่น Chuck Taylor All Star เว้นแต่รองเท้าแบรนด์นี้จะนิยมในกลุ่มนักกีฬาแล้วยังเป็นที่ชื่นชอบใส่กันในกลุ่มของทหารอีกด้วย 

โดยยิ่งไปกว่านั้นทหารในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับรองเท้า Converse ได้รับความพึงพอใจมาอย่างช้านานและก็ถึงตอนหลังๆจะมีรองเท้ายี่ห้ออื่นเริ่มเปิดตัวมาเป็นคู่ปรปักษ์ แต่ว่าก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ดีโดยในช่วงนั้นการแบ่งส่วนแบ่งทางการตลอดของรองเท้า แบรนด์ Converse ได้ส่วนแบ่งการตลาดมากมายสุดมากถึง 80% อย่างยิ่งจริงๆ แม้กระนั้นมาในตอนปี ค.ศ. 2001 บริษัทกำเนิดมีปัญหาจนกระทั่งเกือบจะที่จะล้มละลาย จนกระทั่งทางบริษัทยี่ห้อ Nike จำต้องเข้ามาช่วยเหลือ

โดยการเข้ามา เทคโอเว่อร์ รวมทั้งปรับปรุงต้นแบบรองเท้าให้มีความสวยสดงดงามมากขึ้นเรื่อยๆ สีสันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และก็วางแบบให้ผู้คนทั่วๆไปสวมได้ด้วยเว้นเสียแต่นักกีฬารวมทั้งทหาร หญิงและก็ชายสามารถใส่แล้วดูดีหมดทำให้ Converse กลับมาเป็นที่พอใจของทุกคนอีกที รวมทั้งถ้าเกิดคนไหนที่ไม่ใช่สาวกของรองเท้า Converseตัวจริงจะรู้สึกว่ารองเท้าแบรนด์นี้ไม่ค่อยมีอะไรแต่ว่าแตกต่างแต่ว่าชอบถูกใจมีชื่อเรียกที่แตกต่าง ด้วยเหตุนี้ พวกเราจะมาเสนอแนะแต่ละรุ่นว่ามีความไม่เหมือนกันอย่างไรบ้าง

  1. Chuck Taylor All Atar สำหรับรุ่นนี้แม้ว่าจะแก่มากยิ่งกว่า80ปีมาสุดแต่ก็ยังเป็นรุ่นคลาสสิกที่คนจำนวนมากนิยมสวมกันแบบไม่ตกเทรน เนื่องจากว่ารองเท้ารุ่นนี้จะใส่สบายและก็คงทน รวมทั้งมีชีวิตชีวาเรียบง่าย เหมาะสมกับการใส่กับชุดอะไรก็ได้ ตอนนี้มีทั้งยังแบบห่อหุ้มข้อแล้วก็แบบข้อสั้น
  2. Conns สำหรับรุ่นนี้จะย้ำเรื่องของน้ำหนักค่อยและก็ยึดเกาะพื้นก้าวหน้าได้รับความนิยมกันมากมายในตอนสมัย90
  3. Jack Purcell สำหรับรุ่นนี้จะเน้นย้ำของหัวข้อการรับน้ำหนักและก็การคุ้มครองการชนเนื่องจากว่ารุ่นนี้ดีไซน์มาเพื่อนักกีฬาแบดมินตันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
  4. Chuck Taylor All Atar II สำหรับรุ่นนี้เป็นรุ่นเปลี่ยนแปลงมาจากรุ่นแรกรุ่นนี้จะน้ำหนักเบาใส่แล้วไม่เมื่อยล้าเท้า 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ

เมืองลับแลเป็นเมืองลี้ลับ

เมืองลับแล

คนในจังหวัดอุตรดิตถ์มักจะได้ยินเรื่องเล่านี้มาบ้างไม่มากก็น้อย และเป็นเมืองที่มีตำนานเล่าขานให้ฟัง เมืองลับแลมีความเป็นอยู่คล้ายมนุษย์กึ่งเทพและกึ่งมนุษย์และบรรดาสัตว์เดรัจฉานก็ไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้ และข้าวของเครื่องใช้ก็ใช้ด้วยการเนรมิตขึ้นมา และห้ามพูดปดโกหก ในบริเวณที่อยู่ในเมืองนี้

เมืองลับแลเป็นเมืองลี้ลับ

  เมืองลับแลเป็นเมืองที่ลี้ลับ มีทางเลี้ยงลดซับซ้อนกว่าจะเข้าไปถึงได้ และผู้คนในหมู่บ้านจะเป็นหญิงม่ายเป็นส่วนใหญ่ และจะยึดมั่นในความดี มีศีลธรรมและวาจาสัตว์เป็นหลัก และต่อมาได้มีผู้ชายคนหนึ่งเดินหลงป่ามาได้เห็นผู้หญิงหลายคนเดินออกมา ด้วยความสงสัยและอยากรู้จึงเดินตามพวกผู้หญิงและได้หลงเข้าไปในเมืองลับแลนั้น และได้เห็นว่าเมืองนี้มีแต่ผู้หญิง และได้เกิดรักใคร่ชอบพอกับผู้หญิงในหมู่บ้านคนหนึ่งและได้อยู่กินกันตามประสา ผัว เมีย และฝ่ายหญิงขอสัญญาจากฝ่ายชายว่าห้ามพูดเท็จ ฝ่ายชายก็ตกลง

และทั้งสองก็อยู่กินกันอย่างมีความสุข จนกระทั่งมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง วันหนึ่งฝ่ายหญิงได้ออกไปเก็บผักหาฟื้น และลูกก็ร้องไห้ด้วยความหิวนม ผู้เป็นพ่อไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้บอกลูกว่าแม่กลับมาแล้ว ลูกจึงหยุดร้องไห้ และเมื่อภรรยาทราบว่า สามีของตัวนั้นโกหก จึงต้องให้สามีออกจากเมืองลับแลนี้ไป

ชาวบ้านต่างก็มาไล่ให้ผู้เป็นสามีออกไป นางจึงเกิดความสงสารสามีจึงหยิบขมิ้นใส่กระเป๋าจนเต็มให้สามีไปด้วย แต่ด้วยระยะการเดินทางนั้นไกล สามีจึงหยิบขมิ้นนั่นทิ้งไปตลอดทางจนเหลือหัวเดียว เมื่อตนมาถึงบ้านจึงหยิบขมิ้นที่เหลือนั่นออกมา พบว่ากลายเป็นทอง และจึงได้วิ่งกลับมาคิดจะเก็บขมิ้นที่ทิ้งไปแล้ว แต่ก็ไม่พบขมิ้นนั้นเลย

ตำนานเมืองลับแล

ในสมัยก่อนนั้นเมืองลับแลเป็นป่าชุกชุมไปด้วยสัตว์มากมาย และนายพรานที่สามารถเข้าไปได้ นั้นต้องมีวิชาแกร่งกล้า แต่ก็มีเรื่อเล่าเมื่อได้เข้าไปแล้วไม่มีพรานคนไหนออกมาได้อีกเลยต่างก็สูญหายกันไปหมด และได้มีการเล่าว่าเมื่อนายพรานเข้าไปแล้วจะมีผีป่า มาจำแลงกายมาเป็นสาวงามมาล่อลวงนายพรานและถูกกินเป็นอาหารแก่ผีป่ากันหมด และต่อมาได้มีนายพรานที่มีวิชาอาคมหรือจอมขมังเวทได้ชักชวนเพื่อนอออกไปล่าสัตว์อีกสองคน จึงมีเพื่อนเดินทางสามคนและก็ได้หลงเข้าไปในป่าของเมืองลับแล

และก็ได้ถูกผีสาวหลอกไปกินถึงสองคน ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นได้ถูกผีสาวนำเข้าไปอยู่ในถ้ำ และได้เอาทำสามีเมื่อผีสาวออกไปหาอาหารก็จะทำการปิดถ้ำไว้เพื่อไม่ให้สามีของตนไปไหน อยู่กันมาไม่นานก็ได้เกิดมีลูกด้วยกันเมื่อถึงเวลาที่ผีสาวจะออกไปหาอาหารกิน ลูกก็ได้เล่นอยู่บริเวณหน้าปากถ้ำและได้ทำก้อนหินถูกปากถ้ำ

ปากถ้ำจึงเปิดออกชายหนุ่มจึงวิ่งหนีออกมาได้และเมื่อผีสาววิ่งตามชายหนุ่มจึงโดดลงหลุม ผีสาวนึกว่าชายหนุ่มตายจึงได้ จึงได้โยนถุงย่ามให้สามีเอาไว้ใช้ในเมืองผี และเมื่อชายหนุ่มหนีรอดออกมาได้จึงได้เปิดถุงย่ามดูเป็นทอง จึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับต้นให้บรรดาญาติพี่น้อง และเพื่อนพ้องฟัง

 

สนับสนุนโดย  เว็บบาคาร่าฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ประเพณีวันสงกรานต์

วันสงกรานต์เป็นเทศกาลที่ทุกคนรู้จักกันมาตลอด เป็นการเล่นน้ำสาดน้ำกัน แต่คนสมัยก่อนเรียกว่าวันปีใหม่ไทย เป็นเทศกาลที่มีการเล่นกันมานานมากได้รับความนิยมมากเลยทีเดียว เป็นเทศกาลหนึ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญซึ่งเป็นเทศกาลที่ทุกคนจะได้กลับบ้านไปหาครอบครัว ถือว่าวันสงกรานต์เป็นเทศกาลที่ทำให้ทุกคนได้กลับบ้านมาร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาได้หยุดพักผ่อนอยู่บ้านกับครอบครัว 

สงกรานต์ถือว่าเป็นวันครอบครัววันรวมญาติพี่น้อง ทุกคนจะพากันมากราบไหว้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ รดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่กัน เทศกาลสงกรานต์นั้นก็มีกิจกรรมที่นิมทำกันมาตลอด มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

กิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่  ถือว่าทุกคนให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้เป็นการไปกราบไหว้ขอพรรับพรจากผู้ใหญ่ที่เรานับถือ โดยการนำพวงมาลัยหรือว่าดอกไม้พร้อมกับน้ำไปไหว้ให้ท่านรดน้ำดำหัวให้ เป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิตให้มีโชคลาภ

การทำบุญตักบาตร  เทศกาลสงกรานต์ถือว่าหลายคนกลับไปก็อยากทำบุญกับครอบครัว คนส่วนใหญ่นิยมนำอาหารไปตักบาตรกันที่วัด เป็นการสร้างบุญกุศลให้กับคนที่ล่วงลับไปแล้ว ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ลูกหลานรู้จักการทำบุญให้ทานไปด้วย

กิจกรรมก่อเจดีย์ทราย  เป็นกกิจกรรมที่ทำกันมานานสมัยนี้บางวัดก็มีทำกันอยู่ โดยจัดให้คนนำทรายมาคนละถังมาเพื่อก่อเจดีย์เป็นรูปกัน เป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขให้เรานั้นมีรอยยิ้มได้   การนำทรายเข้าวัดคนสมัยก่อนถือว่าเป็นการสร้างเงินสร้างทองให้กับตนเอง ให้ชีวิตพบแต่ความสุข

การสรงน้ำพระ  โดยที่ทุกบ้านในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์จะนำพระในบ้านออกมาทำความสะอาด และนำตั้งไว้เพื่อให้ทุกคนในบ้านได้รดน้ำพระ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวเรา การสรงน้ำพระสมัยนี้สามารถเห็นได้หลายที่ก็มีการจัดทำกัน สามารถไปรดน้ำกันได้เช่นกัน

การเล่นน้ำสงกรานต์  เป็นกิจกรรมที่ทุกคนให้ความสำคัญมาก ที่ทุกคนสามารถสาดน้ำปะแป้งกันได้ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยคลายความร้อนไปในตัว สร้างความชุ่มชื้นให้กับทุกคนที่เล่นน้ำ  ถือว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความนิยมให้กับคนไทยและต่างชาติได้เล่นสนุกสนานกันเลยทีเดียว

             เทศกาลวันสงกราต์ถือว่าทุกคนให้ความสำคัญมากเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนก็รอถึงวันนี้จะได้กลับบ้านกัน เป็นเทศกาลที่ควรอนุรักษ์สืบสานต่อกันไปให้มีวัฒนธรรมที่งดงาม เป็นเทศกาลดีที่ทุกคนได้ทำบุญอยู่กับครอบครัว วันสงกรานต์ถือว่าเป็นเพณีไทยที่ทุกคนควรช่วยกันอนุรักษ์ไว้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub

เหตุผลที่ทำไม พระแก้วมรกตจึงมีเครื่องทรงให้เปลี่ยนมากถึง 3 ฤดู

 เชื่อว่าในที่นี้คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักกับพระแก้วมรกต พระพุทธรูปที่มีรูปองค์สีเขียวตลอดทั้งองค์ ซึ่งตลอดทั้งองค์ของพระแก้วมรกตนั้นทำมาจากหยก

และเป็นหยกก้อนเดียวกันทำให้องค์ของพระแก้วมรกตนั้นไม่มีรอยต่อที่องค์พระพุทธรูปเลย ตามประวัติของพระแก้วมรกตนั้นมีอายุมานานหลายร้อยปี เคยประดิษฐานอยู่ที่เชียงใหม่ และเวียงจันทร์มาก่อน ก่อนที่จะถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งปัจจุบันวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงเทพนั่นเอง โดยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันแล้วพระแก้วมรกต ถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือกันเป็นอย่างมาก

ซึ่งสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ท่าน ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีหรือก็คือเมืองหลวงนั่นเอง โดยท่านได้สั่งให้มีการสร้างพระราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามไว้ในเขตพื้นทีของพระบรมมหาราชวัง โดยมีการสั่งให้สร้างวัดไว้ใกล้กับวัง และเมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว รัชกาลที่ 1 ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ที่โบสถ์ หลังจากนั้นก็ทรงมีรับสั่งให้สร้างเครื่องทรงขึ้นมาจำนวน 2 ชุดเพื่อถวายแด่พระแก้วมรกต

โดยชุดแรกคือชุดฤดูร้อน ส่วนชุดที่สองคือ ชุดฤดูฝน ซึ่งเครื่องทรงของพระแก้วมรกตจะถูกสร้างมาจากทองคำทั้งสิ้น เมื่อมีการสร้างเครื่องทรงเสร็จแล้ว พระองค์จึงถวายเป็นพุทธบูชา และต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3  พระองค์ได้ทรงสั่งให้มีการสร้างชุดเครื่องทรงให้กับพระแก้วมรกตเพิ่มอีกจำนวน 1 ชุดเป็นเครื่องทรงสำหรับเอาไว้เปลี่ยนในช่วงฤดูหนาว

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พระแก้วมรกตจึงมีเครื่องทรงให้เปลี่ยนถึง 3 ชุดซึ่งสามารถเปลี่ยนได้ทุกฤดูกาล ซึ่งหลังจากที่พระแก้วมรกตมีเครื่องทรงที่ทำมาจากทองคำทั้ง 3 ชุดแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 จึงได้ทรงโปรดให้มีการกำหนดพระราชพิธีให้มีการเปลี่ยนเครื่องทรงทั้ง 3 ชุดให้กับพระแก้วมรกตด้วย โดยจะให้ใส่สลับกันไปทุกฤดู ซึ่งการเปลี่ยนเครื่องทรงให้กับพระแก้วมรกตนั้นจะต้องเป็นพระมหากษัตรแห่งราชวงศ์จักรีเท่านั้นในการที่จะเปลี่ยนเครื่องทรงให้พระแก้วมรกต

ยกเว้นว่าพระมหากษัตรไม่ว่าติดราชกรณียกิจ จึงจะให้เหล่าเชื้อพระวงศ์มากระทำหน้าที่เปลี่ยนเครื่องทรงให้กับพระแก้วมรกตแทน ซึ่งกำหนดวันที่จะมีการเปลี่ยนเครื่องทรงให้กับพระแก้วมรกตมีดังนี้

  1. ชุดฤดูร้อนจะเปลี่ยนประมาณเดือนมีนาคม โดยจะทำในวันแรม  1 ค่ำ เดือน4 
  2. ชุดฤดูฝนจะเปลี่ยนประมาณเดือนกรกฎาคมโดยจะทำในวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 
  3. ชุดฤดูหนาวจะเปลี่ยนประมาณเดือนพฤศจิกายน โดยจะทำในวันแรม 1 ค่ำเดือน 12 

   ในช่วงสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อถึงกำหนดต้องเปลี่ยนเครื่องทรง ทางกรมธนารักษ์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาเครื่องทรง ได้เห็นว่าเครื่องทรงของพระแก้วมรกตมีอายุมาหลายร้อยปีแล้วและได้รับความเสียหายจนไม่สามารถที่จะซ่อมได้ จึงได้ทำการขออนุญาตรัชกาลที่ 9 เพื่อจัดทำเครื่องทรงทั้ง 3 ชุดขึ้นมาใหม่และเมื่อทำเสร็จทางกรมธนารักษ์ก็จัดถวายรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสที่ท่านขึ้นครองราชย์ครบรอบ 50 ปีพอดีซึ่งชุดดังกล่าวยังมีการใช้มาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  v9bet

การทอดกฐิน

 

การทอดกฐินนี้ถือเป็นประเพณีหนึ่งของคนไทย โดยการนำผ้ามาถวายแก่พระภิกษุ ที่ได้จำพรรษามาครบ สามเดือนและการทอดกฐินจะทำได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น จะทำพิธีทอดกฐินหลังจากออกพรรษาแล้ว มีระยะเวลาในการรับกฐินได้หนึ่งเดือน นับจากวันออกพรรษาจนถึงวันลอยกระทง จะทำก่อนหรือหลังวันที่กำหนดนี้ไม่ได้เป็นอันขาด จึงเรียกช่วงนี้ว่าเทศกาลกฐิน ในสมัยก่อนการทอดกฐินคือการที่ชาวบ้านนำผ้าที่ทำไว้เพื่อจะไปถวายพระ แต่ไม่สามารถเจาะจงได้ว่าพระรูปไหน จึงได้นำผ้าที่เตรียมไว้ไปวางพาดบนต้นไม้ และเมื่อมีพระภิกษุสงฆ์รูปไหนมาเจอ ก็เก็บผ้านั้นนำไปใช้ได้เลย

กฐินมีอยู่ 2 ประเภท คือ กฐินหลวง กับ กฐินราษฎร์

กฐินหลวง 

ผ้ากฐินด้วยพระองค์เอง หรือบางที่ก็จะส่งตัวแทนพระองค์ไป ไม่ว่าจะเป็นวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชาธิวาส วัดอรุณราชวราราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นต้น กฐินหลวงยังแบ่งได้อีก2ประเภท กฐินพระราชทาน เป็นกฐินที่หน่วยงานราชการและคณะบุคลที่สำคัญ ที่สามารถ มาทูลขอผ้ากฐินของหลวงได้ แต่จะต้องทำเรื่องในการขอผ้ากฐินล่วงหน้า ต้องติดต่อไปยังกรมการศาสนาของกระทรวงวัฒนธรรมมิฉะนั้นก็จะไม่ได้ และจะต้องเป็นวัดหลวงในจังหวัดเท่านั้นถึงจะทูลขอได้ กฐินต้น เป็นกฐินที่พระเจ้าอยู่หัวทรงนำผ้าไปทอดกฐินด้วยพระองค์เอง แต่ไปอย่างไม่เป็นทางการ และจะไม่ใช่วัดหลวง เป็นการทำส่วนพระองค์เอง

กฐินราษฎร์ 

เป็นกฐินที่ประชาชนได้ทำการนำผ้าไปถวายตามวัดต่างๆ ยกเว้นวัดหลวงที่เข้าไปถวายผ้าไม่ได้ ส่วนกฐินราษฎร์ยังสามารถเรียกได้อีกหลายอย่างกฐินสามัคคี คือกฐินที่เกิดจากการรวมใจของชาวบ้าน ที่มีจุดประสงค์เดียวกันที่จะนำผ้ากฐินไปถวายวัดใด วัดหนึ่ง การทอดกฐินยังสามารถแยกได้อีกอย่างเช่นจุลกฐิน คือการทำกฐินแบบรีบเร่งและต้องทำให้จบในวันเดียว มหากฐิน คือการทอดกฐินในวัดที่ตัวเองศรัทธาเป็นพิเศษและจะถวายของใช้รวมได้ด้วย กฐินตกค้าง คือการทอดกฐินตามวัดที่ไม่ค่อยมีคนไปถวายผ้ากฐิน และผู้มีจิตศรัทธาในศาสนาก็จะตามหาวัดเหล่านี้ เพื่อจะนำถวายผ้ากฐินแต่ส่วนมากจะทำใกล้หมดเทศกาลทอดกฐิน

การทอดกฐินถือได้ว่าเป็นการทำบุญที่ได้กุศล ผลบุญดีเพราะการทอดกฐินนี้จะทำได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น และยังทำให้ชาวบ้านรักใคร่ร่วมมือร่วมใจกันจัดงานถวายกฐินและการทอดกฐินนี้ทำได้ทุกภาค ทุกจังหวัดไม่ถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญของภาคใดภาคหนึ่ง

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

ถ่ายภาพให้ดีต้องรู้จักและปรับปรุงตัวเอง

เชื่อว่าหลายๆ คนนั้นชอบการถ่ายภาพ ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบถ่ายภาพเพียงเพราะอยากจะถ่ายแล้วลงโซเชียล หลังจากนั้นก็ลบไปมันคงจะไม่มีอะไรมากสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบการถ่ายภาพ และอยากที่จะถ่ายภาพออกมาให้สวยไม่ใช่แค่สำหรับตัวของคุณเอง

แต่ยังสวยสำหรับคนอื่นอีกด้วยนั้น ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงการที่ทำให้คุณได้พัฒนาฝีมือการถ่ายภาพของคุณให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น การที่คุณจะถ่ายภาพให้สวยได้นั้นมันไม่เป็นต้องมีตัวใหญ่ๆ หรือกล้องราคาตัวแพงๆ ท๊อปๆ หรอก ถ้าคุณไม่ได้อยากเป็นมืออาชีพหรือทำงานในสายนี้

แค่กล้องโทรศัพท์มันก็เพียงพอแล้ว โดยบทความนี้นั้นเราไม่ได้ส่งถึงคนที่เริ่มฝึกถ่ายภาพ หรือมือสมัครเล่นเท่านั้นนะ ใครที่มีความสนใจทางด้านการถ่ายภาพจนสมัครเรียนถ่าย หรือเรียนในมหาวิทยาลัยด้านวิชาการถ่ายภาพอยู่ ก็สามารถมาทำความเข้าใจกันได้ ซึ่งเรื่องที่เราจะพูดถึงนั้นคือ การเข้าใจและรู้จักปรับปรุงตัวเอง

แน่นอนว่าการเข้าใจตัวเองนั้นคือ คุณจะต้องลองทำมันก่อนว่ามันเป็นสิ่งที่คุณชอบหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่สนใจแต่ไม่ได้ถึงขั้นที่จะต้องทดลองทำ อย่างการถ่ายภาพคุณอาจจะมองว่า ใครก็สามารถถ่ายได้กันทั้งนั้น มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ? ลองคิดดูนะว่าในกลุ่มเพื่อนของคุณจะต้องมีสักคนใช่หรือไม่ที่คุณเปรียบเสมือว่าเข้าเป็นช่างภาพประจำตัว เพราะเขาคนนั้นถ่ายภาพถูกใจของคุณ เห็นแล้วใช่หรือไม่ว่ามันสำคัญอย่างไร

แต่เอาเถอะเราข้ามไปเรื่องที่ว่า ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่สนใจในการถ่ายรูปและพร้อมที่จะเรียนทำความเข้าใจกับมันให้มากขึ้น สิ่งแรกเลยคือ คุณต้องกล้าที่จะได้คำติชมหรือคำวิจารณ์ แน่นอนว่าการถ่ายภาพให้ตามใจเรานั้นเราต้องมองว่าสวยอยู่แล้ว เพราะเรานั้นเป็นคนถ่ายเอง

แต่ในทางกลับกันคนอื่นที่ไม่ใช่คุณเขาอาจจะมองว่า ภาพที่คุณถ่ายนั้นไม่สวย หรือมีจุดบกพร่อง สิ่งแรกเลยคือคุณอาจจะต้องทำความเข้าใจของคำวิจารณ์เหล่านั้น เพราะหลายคนเลือกที่จะมองข้ามและโต้ตอบด้วยการที่ว่า “มาถ่ายเองเลยไหม” ต้องบอกเลยว่าไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะถ้าเขาถ่ายภาพได้สวยเขาคงจะไปเองแล้ว แต่ขณะที่เราเองนั้นคือบุคคลที่เรียนรู้หรือต้องการฝึกความสามารถด้านนี้ให้เพิ่มมากขึ้น

เราก็ควรที่จะยินดีดีรับฟังสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเราจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง อย่างน้อยแล้วมันทำให้ทราบว่า มุมมองบางมุมมองของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน เพื่อตัวเราเองที่จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น และตัวเราเองก็จะพัฒนาเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนฝากขั้นต่ำ 20 บาท

การเลือกปลุกต้นไม้ในบริเวณบ้านให้ถูกหลักฮวงจุ้ย 

เชื่อว่าหลายหลายคนคงรักการปลุกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจแต่การปลุกต้นไม้ในบริเวณบ้านของตัวเองนั้นก็ควรจะดูฮวงจุ้ยให้เหมาะสมด้วยเพราะการปลุกต้นไม้โดยไม่ดูทิศทางลมก็มีผลทำให้บ้านมีแต่ความร้อนลุ่มดังนั้นหากต้องการให้คนในบ้านมีแต่ความสุขความเจริญมีแต่ความรุ่งเรืองรุ่งโรจน์ก็ควรจะเลือกจุดที่ปลุกต้นไม้แล้วเป็นการเสริมสร้างบารมีให้กับคนภายในบ้านให้ความรุ่งโรจน์รุ่งเรืองสืบต่อไป 

คุณรู้หรือไม่ว่าการปลุกต้นไม้ที่ดีควรจะปลูกไว้ตรงมุมไหนของบ้านบ้างวันนี้เราจะมาแนะนำข้อมูลดีดีให้คุณทราบกันค่ะ 

1 หลายคนอยากสร้างบ้านเพื่อให้บ้านมีความแตกต่างจากบ้านของคนอื่นและมีความร่มรื่นของต้นไม้บางคนปลูกต้นไม้ไว้กลางบ้านซึ่งการปลุกต้นไม้ไว้กลางบ้านไม่ใช่ผลดีกับฮวงจุ้ยของบ้านเลยเพราะมันจะส่งผลเกี่ยวกับเรื่องของการเงินของคนภายในบ้านดังนั้นหากใครที่มีการปลูกต้นไม้ไว้กลางบ้านควรตัดต้นไม้ทิ้ง 

2เชื่อว่าหลายคนมักจะมีการปลูกต้นไม้ไว้หน้าบ้านซึ่งหากปลุกไว้ด้านข้างก็จะไม่มีปัญหาอะไรแต่ถ้าหาบ้านหลังไหนปลุกต้นไม้ไว้ขวางประตูทางออกเข้าบ้านจะเป็นการเหมือนปลุกต้นไม้ขวางทางเข้าออกของเงินซึ่งจะเน้นเป็นการขวางทางเข้ามากกว่าทางออกจะได้ซ้ำดังนั้นถ้าอยากให้มีเงินทองไหลเข้าบ้านเยอะเยอะห้ามปลูกต้นไม้ขวางประตูทางออกเข้าบ้านหรือถ้าหากว่าปลุกไปแล้วก็ควรจะตัดทิ้งซะ 

3การปลุกต้นไม้หากปลูกไว้หลังบ้านจะช่วยเสริมสร้างพลังงานเป็นแรงผักดันหนุนหลังให้บ้านมีความมั่นคงแข็งแรงให้มีเงินทองไหลมาเทมาดังนั้นการปลุกต้นไม้ไว้หลังบ้านจึงเป็นทิศทางที่ดีแต่การปลุกต้นไม้ที่ดีห้ามปลูกติดกับบ้านจนเกินไปอย่าให้กิ่งใบของต้นไม้มาชนกับหลังคาบ้านหรือตัวบ้านเพราะจะทำให้เงินทองที่สะสมไว้ไหลไปกับใบไม้และกิ่งไม้ดังนั้นหากต้นไม้มีขนาดใหญ่และมีการยืนกินก้านเข้ามาใกล้กับบริเวณบ้านจึงควรมีการตัดตบแต่งกิ่งไม้ให้เรียบร้อยสวยงาม 

4การปลูกต้นไม้ที่ดีควรปลูกทั้งสองฝั่งซ้ายขวาของบ้านอย่าปลุกเฉพาะฝั่งใดฝั่งหนึ่งเพราะการปลุกต้นไม้ทั้งสองฝั่งจะเป็นการเสริมสร้างพลังงานเชิงบวกให้กับบ้านทั้งสองฝั่งได้ดังนั้นถ้าปลูกฝั่งเดียวอีกฝั่งหนึ่งก็จะไม่ได้รับพลังงาน +ซึ่งพลังงานบวกที่บ้านจะได้รับนี้จะส่งผลให้กับคนในบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและร่ำรวยเงินทองดังนั้นถ้าไม่อยากให้ครอบครัวมีปัญหาควรปลูกต้นไม้ไว้ทั้งสองฝั่งของตัวบ้าน