ตั้งชื่อเล่นลูกให้ถูกโฉลก

ตำรามหาทักษาคืออะไร?

ตำรามหาทักษานี้ เดิมทีเป็นของพราหมณ์ คือพระฤาษีในศาสนาพราหมณ์ผู้ได้ฌาณสมาบัติ(ชั้นสูง) ท่านตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นไว้ตามหลักวิชาของท่าน อันสามัญชนคนธรรมดาคาดคิดไม่ถึง เป็นอจินไตย คือ คิดไม่ถึงว่าท่านเอาอะไรมาวางหลักเกณฑ์อันนี้ขึ้นไว้

คำว่า มหาทักษานี้ แปลว่าอะไร ตามรูปศัพท์ก็น่าจะแปลว่า “ขวา” เพราะนับวนขวา แต่ที่จริงมีความหมายกว้างกว่านั้น อาจแปลว่า ชำนาญก็ได้ อาจแปลว่า สาระหรือแก่นของโลกก็ได้ คำว่า ทักษา มาจากอักษร “ท” ผสมกับ “อักษะ” ท คำนี้แปลว่า ตั้งอยู่ ดำรงอยู่ ทรงตัวอยู่ อักษะ แปลว่า แกน แก่นสาร รวมกันก็คือ “แก่นสารของโลก” ตำรานี้ถือว่าเป็นแก่นสารของโลกทีเดียว เพราะว่ารวมเอาสรรพสิ่งมาประมวลไว้ในทักษานี้หมดแล้ว จึงเรียกว่า “มหาทักษา” เพราะว่าไม่ว่าอะไรในโลกธาตุนี้ สิ่งนั้นจะมีชื่อมีนามว่าอะไรก็ตาม ก็เอามาใส่ไว้ใน “นามธาตุ” นี้หมดสิ้นแล้ว

แบ่งโลกพิภพเป็น 8 ภาค

พระฤาษีผู้ได้ฌาณสมาบัติชั้นสูงนั้นมีญาณพิเศษ ล่วงสามัญชน เห็นนรก เห็นสวรรค์ มีฤทธิ์เดช ล่องหนหายตัวได้ เดินน้ำได้ ถอดจิตได้ ถอดจิตไปปรากฏในที่ห่างไกลได้ เพราะเหตุนี้พระฤาษีในศาสนาพราหมณ ์จึงมองเห็นโลกพิภพนี้ด้วยญาณพิเศษ ว่าอยู่ท่ามกลางดาว นพเคราะห์9 ดวง ดาวทั้ง9ดวง นี้มีอิทธิพลต่อโลกพิภพนี้ มีอิทธิพลต่อโลกมนุษย์สัตว์บนพื้นพิภพนี้ ตัวอย่างเช่น ดวงจันทร์ มีอิทธิพลทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง พระอาทิตย์มีอิทธิพลต่อชีวิต ถ้าไม่มีดวงอาทิตย์ สรรพชีวิตจะไม่เกิดขึ้นมา ดวงอาทิตย์ทำให้เกิดฤดูกาลร้อนหนาว ดังนี้เป็นต้นพระฤาษีล่วงรู้อย่างน ี้มาก่อนพุทธกาลแล้วหลายพันปี พระฤาษีจึงแบ่งโลกพิภพนี้ออกเป็น 8 ภาค หรือแบ่งจักรวาลนี้ออกเป็น 8 ส่วน ดังนี้

แบ่งอิทธิพลของดาวนพเคราะห์

พระฤาษีผู้ได้ญาณพิเศษล่วงสามัญชนนี้ ท่านไม่ต้องใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์อะไรทั้งสิ้น แต่ท่านใช้ “ญาณพิเศษ” ของท่าน ตรวจดูดวงดาวในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ แล้วก็แลเห็นด้วยทิพยเนตรของท่าน ว่ามีดวงดาวสำคัญอยู่ ๙ ดวง คือ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ ราหู และดาวเกตุ เมื่อท่านแลเห็นดวงดาวทั้ง ๙ ดวงนี้แล้ว ท่านก็ใช้ญาณพิเศษของท่าน ตรวจดูอีกว่าดวงดาวเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อโลกและชีวิตอย่างไร ครั้นแล้วท่านก็จัดให้ดวงดาวทั้ง9 ดวงนี้มาสถิตอยู่บนพื้นพิภพดังต่อไปนี้

แบ่งสรรพสัตว์บนพื้นพิภพ

พระฤาษีท่านทราบอย่างถ่องแท้แล้วว่า ดวงดาวทั้ง 9 ดวง นี้มีอิทธิพลต่อโลก และเมื่อโลกนี้มีสรรพสัตว์อาศัยอยู่ สรรพสัตว์ที่อาศัยโลกก็เหมือนปลาอาศัยน้ำอยู่ น้ำย่อมมีอิทธิพลเหนือปลา น้ำจะเย็นร้อนอย่างไร ย่อมมีอิทธิพลต่อชีวิตปลา สรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพิภพนี้ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโลกนี้ และโลกนี้ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงดาว เพราะฉะนั้น ดวงดาวจึงมีอิทธิพลเหนือชีวิตสรรพสัตว์อยู่ตลอดเวลา ทุกนาที ใครจะหลีกหนีอย่างไรก็ไม่พ้นเลย เพราะฉะนั้น พระฤาษีท่านจึงแบ่งให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย บนพื้นพิภพนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงดาวนั้น ๆ การแบ่งนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะสรรพสัตว์ในโลกนี้มีอยู่นับล้าน แต่พระฤาษีท่านแบ่งได้ตามหลักที่จิตวิญญาณท่านแลเห็น คือ ท่านแบ่งออกตามดวงดาวที่มีอิทธิพลต่อพิภพนี้นั่นเอง ท่านทราบดีว่า สรรพสัตว์ที่เกิดมานั้นต้องมีชื่อสมมุติเรียกแทนชื่อสัตว์นั้น ท่านจึงจับเอาชื่อมาใส่ไว้แทน แต่ชื่อนั้นก็มีนับไม่ถ้วน จะเอามาใส่ไว้อย่างไร ท่านก็เล็งญาณทราบโดยแจ่มแจ้งว่า ให้คิดอักษรเขียนชื่อสัตว์ขึ้นแทนคำพูดที่ใช้พูดกันอยู่ อักษรนั้น ใช้แทนคำพูดสารพัดของมนุษย์ ท่านจึงเอาอักษรนั้นมาใส่ไว้ในช่องอิทธิพลของดวงดาวทั้ง 8 ดวง เว้นไว้ดวงหนึ่งที่เป็นกลาง ไม่มีอิทธิพลต่อสัตว์โลกโดยตรง คือดาวพระเกตุ ท่านจึงเอาอักษรทั้งหมดมาใส่ในช่องอิทธิพลของดวงดาวนี้

แบ่งนามออกเป็น 8 พวก

เมื่อท่านแบ่งเอาอักขระและพยัญชนะทุกตัวอักษร ลงในช่องของพิภพทั้ง 8 ช่องเช่นนี้แล้ว ก็หมายความว่า ท่านสามารถจับเอาสรรพสิ่งในโลกนี้ทั้งสิ้น ตั้งแต่สัตว์ใหญ่ที่สุด เช่น ช้างและไดโนเสาร์ จนถึงริ้นไร และตัวเชื้อโรคที่มองไม่เห็นตัวเลย ได้หมดสิ้นแล้ว เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้จะต้องมีชื่อเรียก น่าประหลาดใจไหมเล่า ที่พระฤาษีสามารถจับเอาสรรพสิ่งในโลกธาตุนี้ มาใส่ไว้ในกระดานชนวนแผ่นน้อยได้หมดสิ้น

การพิจารณาการตั้งชื่อ

การตั้งชื่อนั้นให้พิจารณาว่า อักษรใดอยู่ช่องใด ก็เท่ากับตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงดาวนั้นโดยตรงเต็มที่ ท่านแบ่งดาวออกเป็น 8 ช่อง เรียกชื่อตามคุณภาพของดวงดาวที่มีอิทธิพลต่อดวงดาวอื่น ใครเกิดวันไหนก็กลายเป็นบริวารของดาวดวงนั้น เรียกว่าดาวนพเคราะห์ประจำวันเกิด มีดาวดวงนั้นเป็นดาวประจำชีพ และเมื่อเรามีดาวดวงใดเป็นดาวประจำชีพแล้ว หากดาวประจำชีพเรามีดาวอื่นที่ส่งผลกระทบให้ดาวของเรา ต้องมัวหมอง อับแสงหรือมืดมนลง เรียกว่าเป็นดาวกาลกิณีของดาวประจำชีพเรา เราจึงต้องหลีกเลี่ยงอักษรที่เป็นบริวารของดาวกาลกิณีของเรา ไม่ให้มีปรากฏอยู่ในชื่อ หรือเกี่ยวพันกับชีวิตของเรานั่นเอง

7 วิธีจัดฮวงจุ้ยบ้าน ปัดรังควานปัญหาและอุปสรรค

วิธีจัดฮวงจุ้ยบ้านเพื่อปัดรังควานปัญหาและอุปสรรคในชีวิต ช่วยกระตุ้นให้เกิดพลังงานดี หนุนให้ชีวิตพบเจอแต่ความสำเร็จ ใครอยากจัดฮวงจุ้ยบ้านเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นลองทำตามนี้ได้เลยจ้า

เคยไหมคะที่คิดว่าช่วงนี้ชีวิตเจอแต่อุปสรรค อยากได้อะไรมักไม่สมหวังอยู่ร่ำไป ผิดหวังบ่อย ๆ จนชักจะสงสัยว่ามีพลังงานบางอย่างอยู่ร่วมบ้านกับเราอยู่หรือเปล่า เอ้า ! ถ้าเป็นอย่างนี้จริงก็คงแอบหลอนกันน่าดูเลยนะคะ อย่างนั้นเอาเป็นว่าลองมาจัดฮวงจุ้ยบ้านเพื่อปัดรังควานปัญหาและอุปสรรคให้พ้นไปจากชีวิตดูสักตั้งดีกว่าเผื่อความโชคดีจะเข้ามาพร้อมกับความสำเร็จในชีวิตบ้าง

  1. เคลียร์ทางเข้าบ้าน

ลองออกไปยืนอยู่ปากทางเข้าบ้านแล้วมองมาทางประตูบ้านของคุณดูนะคะ หากมองแทบไม่เห็นประตูทางเข้าบ้านเพราะมีต้นไม้บดบังอยู่ หรือตำแหน่งของโคมไฟ ตู้ไปรษณีย์ หรือสิ่งกีดขวางอะไรก็แล้วแต่บังประตูบ้านอยู่ ให้รีบจัดการเคลียร์สิ่งกีดขวางเหล่านี้ออกโดยด่วน เพราะแค่ประตูบ้านซึ่งถือเป็นด่านแรกที่พลังงานดีจะผ่านเข้ามา ก็ถูกบล็อกด้วยสิ่งกีดขวางที่ว่านี้แล้ว ที่สำคัญหากตำแหน่งตรงประตูบ้านไม่เปิดโล่ง ฮวงจุ้ยไม่ดีตรงนี้จะส่งผลกระทบให้คุณมีลูกยาก มีปัญหาเรื่องเงินทองอยู่เสมอ รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าในชีวิตก็หยุดชะงักไปดื้อ ๆ ด้วย

  1. เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ต้องวางให้ถูกที่

สำรวจดูว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ของบ้านอย่างตู้เก็บของ ชั้นวางหนังสือ หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่มีขนาดสูงใหญ่เกือบจรดเพดานบ้านอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับหน้าต่าง ด้านหลังของบ้าน หรือตั้งตรงกับประตูหน้าบ้านอยู่หรือเปล่า เพราะตำแหน่งเหล่านี้ไม่ควรจะมีของชิ้นใหญ่บดบัง เนื่องจากเป็นมุมที่มีพลังงานดีวนเวียนอยู่พอสมควร ฉะนั้นหากมีสิ่งกีดขวาง พลังงานดีก็คงไม่ไหลเวียนอย่างแน่นอน

  1. อย่าปล่อยให้บ้านรก

ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยนับว่าเป็นอุปสรรคชีวิตที่ร้ายแรงอย่างหนึ่ง ลองคิดดูสิคะว่าถ้าข้าวของภายในบ้านอยู่ไม่เป็นที่ เวลาจะหยิบอะไรมาใช้ก็คงหากันวุ่นเลย อีกทั้งพื้นที่ที่ไม่โล่งก็ก่อให้เกิดบรรยากาศที่อึมครึม ไม่สดใส เหล่าเชื้อโรคและความสกปรกทั้งหลายก็จะพากันมาอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคุณแน่ ๆ ซึ่งก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความรกเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนในบ้านมากเท่าไร ดังนั้นพยายามจัดระเบียบบ้านให้เรียบร้อย พร้อมทั้งทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอด้วยดีกว่าเนอะ

  1. บดบังวิวไม่ดี

ถ้าบ้านของคุณตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นวิวที่ไม่เจริญหูเจริญตา เช่น เมรุเผาศพ ต้นไม้ที่แห้งตาย เศษซากปรักหักพัง หรือแม้แต่บ้านของเพื่อนบ้านที่มีพฤติกรรมไม่น่าคบหา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแหล่งรวมของพลังงานด้านลบ ที่สามารถส่งผลกระทบร้าย ๆ มาถึงเราได้เช่นกัน ฉะนั้นอาจจะต้องตกแต่งภูมิทัศน์ใหม่ ให้สามารถบดบังวิวไม่น่ามองเหล่านั้นให้พ้นหูพ้นตาเราไปซะ

  1. เพิ่มกระโจมให้หัวเตียง

กระโจมหัวเตียงเป็นส่วนที่ช่วยปกป้องคุณจากพลังงานไม่ดีทั้งหลาย โดยเฉพาะหากห้องนอนของคุณมีแสงลอดเข้ามายังหัวเตียง อยู่ในตำแหน่งที่เพดานเอียงทำมุม หรือมีตู้และเตียงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในห้องนอนด้วย สิ่งเหล่านี้ก็นับเป็นปัญหาทางฮวงจุ้ยด้วยเหมือนกัน ดังนั้นหากย้ายออกหรือแก้ไขได้ให้รีบทำ และสำหรับเตียงที่ใต้เตียงโล่ง ให้ทำความสะอาดพื้นที่ใต้เตียงให้โล่งพร้อมทั้งปราศจากไรฝุ่นด้วยนะคะ

  1. แขวนลูกบอลคริสตัลชะลอความแรงของพลังงาน

ตำแหน่งที่เรียกว่าลูกศรพิษ (Poison arrows) หรือทางผีผ่าน เช่น ประตูบ้านที่อยู่ในทางเดียวกันกับทางเข้าบ้านแบบตรงดิ่ง บันไดที่ตั้งตรงกับประตูบ้าน ประตูหน้าบ้านที่มองทะลุไปถึงประตูหลังบ้าน หรือการเผชิญหน้ากันระหว่างประตูห้องสองห้อง พื้นที่ตรงจุดนี้ก็เป็นจุดบอดใหญ่ ๆ ของฮวงจุ้ยเลยนะคะ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้เคล็ดให้แขวนลูกบอลคริสตัลเหนือประตูแต่ละบาน เพื่อช่วยชะลอความรุนแรงของพลังงานไม่ให้เชี่ยวกรากเกินไป

  1. ตัดแต่งต้นไม้ให้สวยงาม

สำหรับบ้านที่มีต้นไม้เยอะ และต้นไม้ต้นใหญ่ก็บดบังทัศนียภาพของบ้านไปจนหมด แบบนี้ตามหลักของฮวงจุ้ยแล้วไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแรงเลยค่ะ เพราะบ้านที่ถูกบดบังแสงสว่างจากธรรมชาติก็เหมือนหมดโอกาสได้รับพลังงานที่ดีไปด้วย ส่งผลให้คนในบ้านเซื่องซึม โอกาสและความก้าวหน้าต่าง ๆ ก็จะเข้ามาไม่ถึง อีกทั้งพอบ้านได้รับแสงสว่างไม่เต็มที่ ปัญหาเชื้อราและเชื้อโรคที่ชอบความชื้นก็จะตามมารังควานไม่หยุดหย่อน ดังนั้นจัดการตัดแต่งต้นไม้ทุกต้นให้เรียบร้อยสวยงาม ไม่ให้ชนหรือเกะกะตัวบ้านดีกว่า

ใครที่รู้สึกว่าช่วงนี้โชคไม่ค่อยดี มีแต่อุปสรรคปัญหาเดินเข้ามาเคาะประตูบ้านตลอด ลองจัดฮวงจุ้ยบ้านตามที่เราแนะนำดูนะคะ