ความรักแห่งภูพระบาทอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทจังหวัดอุดรธานี

ความรักแห่งภูพระบาทอุทยาน ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท  มีลักษณะภูมิประเทศเป็นขนหินและเพิงผาที่เกิดจากการผุพังและการสลายตัวของหินทรายจนกลายเป็นเสาหินโขดหินเพิงผารูปร่างแปลกๆ

และจัดการค้นพบภาพเขียนรูปสัตว์และลายเส้นต่างๆตามผนังเพิงผาทำให้สันนิษฐานได้ว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่บริเวณนี้เมื่อประมาณ 20 ถึง 30 ปีมาแล้วส่วนที่มาของชื่อภูพระบาท

         เนื่องจากมีการค้นพบรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ที่นี่โทษทีนะเพิ่งผ่ารูปร่างประหลาดบนภูพระบาทถูกเรียงร้อยผูกเรื่องเล่าเป็นตำนานเกี่ยวกับนางผู้มีกลิ่นกายหอมนามว่านางอุษาพูดถึงกำเนิดจากดอกบัวฤาษีจันทรารับเลี้ยงนางไว้กระทั่งข้าวกงพานแห่งเมืองพาน

ลูกศิษย์ของฤาษีจันทราขอรับนางมาเป็นลูกบุญธรรมเมื่อเข้าสู่วัยสาวความงามของนางเป็นที่เลื่องลือมีเจ้าชายจากเมืองน้อยใหญ่มาสู่ขอและท้าวกงพานห่วงลูกสาวไม่ยอมยกหนักให้ใคร แถมยังสร้างหอสูงให้นางอยู่อาศัย

           วันหนึ่งนางอุสาร้อยมาลัยเป็นรูปโค้งและปล่อยลอยตามน้ำเพื่อเสี่ยงทายหาคู่ มาลัยของนางอุษาลอยไปถึงเมืองปะโควัวของท้าวบารสพระองค์จึงเก็บมาลัยและออกเดินทางตามหานางอุสาจนได้พบรักกันเมื่อเช้าคงผ่านทราบเรื่องก็เพียงแต่จะประหารท้าวบารสก็ไม่ได้

เพราะเสียงอำนาจของบิดาของท้าวบารสจึงคิดอุบายให้มาแข่งขันสร้างวัดมีกำหนดเวลาตั้งแต่เช้าจนดาวประกายพรึกภูมิแพ้ต้องถูกตัดศีรษะฝ่ายท้าวบารสมีกำลังพลน้อย

แต่พี่เลี้ยงนางอุสาออกอุบายให้นำโคมไฟไปแขวนบนเสาไม้หลวงให้เท้าของผ่านเข้าใจว่าหมดเวลาแล้วก็หยุดสร้างวัดและให้ท้าวบารสใช้โอกาสนี้สร้างวัดจุดเสร็จเมื่อท้าวกงพานแพ้จึงถูกตัดศีรษะ

           และท้าวบารสก็พระนางอุสากลับเมืองและท้าวบารสมีพระชายาอยู่แล้วนางอุสาจึงถูกพระชายากลั่นแกล้งครั้งหนึ่งพระชายาหลอกให้ท้าวบารสไปแก้เคราะห์กรรม เดินป่าคนเดียวนานถึง 1 ปีทิ้งนางอุสาให้ถูกกลั่นแกล้งอยู่เพียงลำพังจนนางทนไม่ไหวต้องหนีกลับเมืองของนาง

และตรอมใจตายเมื่อทราบว่านางอุสาหนีไปแล้วก็ออกตามหาแต่ได้พบเพียงแค่หลุมศพของนางทำให้ท้าวบารสตรอมใจตายตาม ท้าวบารสถูกฝังไว้เคียงข้างนางอุสาปิดฉากโศกนาฏกรรมรักแสนเศร้าบนภูพระบาทจึงเต็มไปด้วยโคตรหินเพิงผาที่มาจากตำนานลับของนางอุสาท้าวบารสเช่น แท่นหินวัดพ่อตาลูกเขย  แท่นหินห*บศพนางอุสาท้าวบารสหอนางอุสาที่ท้าวกงพานสร้างให้นางอุสาอยู่เป็นตน 

 

สนับสนุนโดย.  ufabet บาคาร่า

มังกรเคยมีอยู่จริงๆบนโลกเราหรือไม่?

มังกรเคยมีอยู่จริงๆ ซึ่งมังกรเป็นสัตว์ในตำนานที่ทุกคนคงจะรู้กันหมดเพราะว่าพบกันในทุกตำนานไม่ว่าจะเป็นของทางยุโรปเอเซียก็ตามมังกรนั้นถือว่าได้เป็นสัญลักษณ์พลังอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ความแกร่งกล้า

โดยในแต่ภูมิภาคทั่วโลกก็จะมีหลากหลายชนิดที่แตกต่างกันออกไปแต่ที่มังกรต่างๆจะมีเหมือนกันก็คือมันจะเป็นสัตว์เลื้อยคานที่มีขนาดใหญ่มีเขาและก็เคี้ยวที่แหลมยาวตาโตออกไปทางลักษณะของงู

ดังนั้นเกล็ดของมันก็จะมีต่างสีกันออกไปมีร่างกายที่กำยำและมีพลังที่มหาศาลในบางตำนานมันอาจจะมีเวทมนต์ประกอบด้วยอย่างเช่นเรียกสายฟ้ามีมนต์ดำพ่อไฟหรือจะพ่อน้ำต่างๆนานาก็ตามและจุดเด่นอีกอย่างที่มักจะมีหลายๆมังกรชนชาติก็คือมันจะมีปีกที่ดูคล้ายๆกับค้างคาวสามารถทำให้มันบินได้สูงและเร็วมาก

นอกจากนี้หากเราจะแบ่งมังกรเป็นสองพวกใหญ่ๆก็จะแบ่งเป็นมังกรทางตะวันตกกับตะวันออกและในมังกรตะวันตกนั้นจะมีลำตัวที่ออกไปทางใหญ่อ้วนกลมมีหางแหลมคอยาวและเขาก็จะแบ่งได้ย่อยๆอีกอย่างเช่นมังกรเทพที่จะมีสีทองหรือมังกรชั่วร้ายที่มีสีดำไปถึงมังกร5หัว9หัวทั้งหลาย

ส่วนมังกรทางด้านตะวันออกเราก็คงจะคุ้นเคยกับมังกรจีนที่จะมีลักษณะตัวยาวเรียวหัวโตราวกับสิงโตและก็มีเขากวางกับหนวดสองเส้นที่เป็นเอกลักษณ์

ซึ่งมันก็จะมีหลากหลายสีเลยตั้งแต่สีเขียวขาวแดงทองส่วนของไทยนั้นจะเรียกว่าเป็นมังกรดีหรือเปล่าถ้าเป็นพญานาคก็จะเรียกว่าเป็นงูน้ำมากกว่าแต่เอาง่ายๆว่าชนชาติไหนมีอารยธรรมที่นั่นก็ต้องมีสัตว์ประหลาดเหล่านี้อยู่ด้วยเสมอโดยทฤษฎีของมังกรเราอาจจะสรุปได้สามแบบก็คือ

ทฤษฎีแรกก็คือมันเป็นมโนล้วนๆเลยและมันอาจจะเป็นอะไรที่คนเราเห็นตาไม่ดีหรือว่าได้รับแรงบันดานใจจากสัตว์ที่มีอยู่แล้วหรือว่ามันอาจจะเคยมีอยู่จริงๆบนโลกใบนี้แต่มันได้สูญพันธุ์ไปแล้วถ้าหากจะให้เลือกหนึ่งกับสองจบเลยไม่ต้องพูดต่อกันแล้วแต่เราจะเลือกข้อสามที่บอกว่ามังกรนั้นมันได้มีอยู่จริง

นอกจากนี้มันก็ได้มีคนไม่น้อยที่เชื่อในทฤษฎีนี้ถึงแม้ว่าหลักฐานตอนนี้ที่เรามีเกี่ยวกับเจ้ามังกรมันได้มีอยู่น้อยมากอย่างเช่นพวกเรื่องเล่าจะพวกคนโบราณต่างๆซากกระดูกฟอสซิลของใดโนเสาร์ที่ค่อนข้างดูคล้ายกับว่ามันนั้นเป็นมังกร

เพราะฉะนั้นแล้วในหลักฐานอื่นๆเราแทบจะไม่ได้เห็นกันอีกเลยมันก็เป็นเรื่องที่อยากลำบากที่จะพอหาทฤษฎีที่จะอธฺบายได้ว่าอะไรมันคือปัจจัยที่ทำให้มังกรเหล่านี้มันบินได้พพ่นไฟได้

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า sbobet ใหม่ล่าสุด

อาถรรพ์เลข13

อาถรรพ์เลข13 สำหรับเรื่องของศุกร์13ก็ไม่มีที่ไหนที่จะมายืนยันได้อย่างชัดเจนว่ามันได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อแต่ว่าเราก็ได้ไปค้นหามาหลายๆเรื่อง

ซึ่งในแต่ละเรื่องมันก็ยังได้มีเหตุผลเป็นของตัวมันเองโดยเราจะขอเมจากเรื่องหลักๆที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยินมาก่อนแล้วกันก็จะเป็นมื้ออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูก่อนที่พระเยซูจะทำการแยกห่างว่ากันว่าในวันนั้นก็ได้มีหนึ่งได้เข้ามาทรยศพระเยซูยูดาสนั่นเอง

นอกจากนี้ในวันกินอาหารมื้อสุดท้ายดังกล่าวก็ว่ากันว่ายูดาสได้ครองเก้าอี้13ของโต๊ะหรือไม่เขาก็ได้เชื่อกันว่าเก้าอี้ตัว13มันไม่ใช่ยูดาสนั่งหรอกแต่ว่าเป็นองค์พระเยซูเองที่ได้ไปนั่งบนตัวนี้แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นใครก็ตามเอาเป็นว่าทั้งสองก็ได้ประสบกับเรื่องคือพระเยซูได้โดนประหารจับตรึงกางเขน 

เนื่องจากนี้ยูดาสที่ทรยศว่ากันว่าต่อมาเขาก็สำนึกบาปแล้วก็ไปแขวนคอตายแต่มันก็ยังได้มีตำนานที่ออกไปในทางที่เล่ามาจากนักบุญเขาได้บอกว่ายูดาสนั้นได้ตัวบวมขึ้นถึงขั้นที่ว่าไม่สามารถเดินทางที่รถจะผ่านไปได้เลยและด้วยความที่ตัวใหญ่แบบนี้นี่เองก็เลยทำให้เขาโดนรถม้าชนไส้แตกออกมาเลยทีเดียว

ดังนั้นเองมันก็เลยได้ทำให้เลข13นั้นเลยมาเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวของฝรั่งคือเขากลัวว่าอาจจะจบไม่สวยอย่างสองคนนี้แต่จริงๆแล้วเรื่องเลข13บนโต๊ะอาหารมันไม่ได้เกิดขึ้นมาในยุคของพระเยซูลากไปไกลกว่านั้นมากมันก้มีตำนานของเทพนอร์ส

โดยเขาได้มีการจัดงานเลี้ยงอยู่บนสวรรค์แต่ทันใดนั้นเองได้มีองค์เทพองค์หนึ่งชื่อว่าโลกิได้เข้ามาปรากฏตัวด้วยแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็เลยได้มาเป้นแขกคนที่13

ซึ่งเทพโลกิก็เป็นเทพแห่งเกรียนเลยก็ว่าได้โดยเทพทั้งหลายก็ไม่อยากจะให้เทพโลกิเข้ามาร่วมด้วยในงานหรอกเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องที่ไม่ดีเข้าและมันก็ได้เป็นจริงแบบนั้นเทพโลกิก็ได้ป่วนงานทุกคนที่มางานในวันนั้นกันเลย

นอกจากนี้ในการป่วนในครั้งนั้นของเทพโลกิก็ถึงกับทำให้องค์เทพองค์หนึ่งต้องตายไปเลยทีเดียวและก็นำไปสู่ของสงครามที่เหล่าเทพจะออกมาต่อสู้กันจนกระทั่งทำให้สวรรค์ดับสิ้นกันไปเลยทีเดียวหรือว่าจะเป้นตามความเชื่อของชาวสุเมเรียนที่เขาเชื่อว่าเลข12จะเป้นเลขแห่งความสมบูรณ์และอะไรที่มันได้เกินไปหนึ่งตัวมันก็จะกลายมาเป็นความโชคร้ายนั่งก็คือเลข13นั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    แจ้งฝาก-ถอน ufabet

ส่อทุจริตงบประมาณบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในโรงเนียน

ส่อทุจริตงบประมาณ สำหรับเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใกล้ๆตัวกับลูกๆหลานๆของเขาก็คือที่โรงเรียนวัดยานนาวาจะเห็นได้ว่าเหล่านเด็กที่เข้าแถวมาหยิบอาหารเช้าไปกินปรากฏว่ามันเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ซึ่งก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคุณค่าทางโชนาการมันไม่เหมาะสมกับวัยมันเอาไว้กินในยานที่ขาดแคลนหรือว่าอยากกินจริงๆได้ไม่ใช่ว่าจะเอาไปบรรจุเป็นเมนูให้กับนักเรียนในโรงเรียน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือระดับประถมเป็นวัยที่ต้องการโภชนาการอย่างครบถ้วน

อาหาร5หมู่แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เป็นแบบนี้นำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาเป็นอาหารเช้าและนำเอานมโรงเรียนมาขาย (คำว่ามาขายมันผิด ) เพราะว่านมโรงเรียนนั้นมันเป็นงบจากกระทรวงมันเป็นงบประมาณของแผ่นดินที่มีดำริมาอย่างจะให้เด็กไทยนั้นเข้าถึงคุณค่าทางโภชนาการ

ซึ่งก็คือโปรตีนที่เป็นหมู่อาหารหลักในการพัฒนาร่างกายสติปัญหาและสมองของเด็กๆและทำไมถึงได้นำเอามาขายเพราะว่าเขาได้แจกให้แก่เด็กๆฟรีถ้าหากว่าเหลลือยังแจกให้เด็กเอากลับบ้านไปกินเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือช่วงโควิดที่ผ่านมาหลายโรงเรียนต้องแจกนมโทรศัพท์แจ้งผู้ปกติครองการุณามารับนมด้วยที่โรงเรียนนมเยอะ

ปรากฏว่าที่โรงเรียนได้นำเอานมเทลงใส่หม้อแล้วต้มแล้วนำเอาไปชงโอวัลตินบ้างชงน้ำหวานบ้างก็ไม่รู้ว่าเขาเอาไปชงทำไมมันผิดไปทั้งหมด

คราวนี้โรงเรียนที่ วัดยานนาวา เขาก็ได้ออกมาปฏิเสธ โรงเรียนวัดยานนาวาโดยผู้อำนวยการซึ่งเป็นตำบลกระสุนตก จับมือกันไปแตะมือกันไปพร้อมกับบริษัทเอกชนน่าจะเป็นบริษัทที่ได้รับหน้าที่มาว่าให้ประกอบอาหารให้กับโรงเรียน โดรงเรียนนี้เขตสังกัดเขตสาทร คือสังกัดกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้งบประมาณที่ได้ไปไม่ใช่น้อยๆ เดือนธันวาคม 62 ได้ไป2แสนกว่าบาท เดือนนึง2แสนกว่าบาททุกวัน เฉลี่ยหัวนึงประมาณ40บาทต่อคนอาหารกลางวันของเด็กสังกัดในกรุงเทพมหานคร นำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาปรุงขายแล้วนำเอาบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลายที่ได้รับงบประมาณมามาใส่เอาไว้ให้เป็นวิญญาณไก่วิญญาณหมูบ้างวิญญาณผักบ้างบนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วเอาไปขาย

เนื่องจากนี้คำว่าขายมันไม่ควรที่จะเกิดขึ้นเพราะไปรับงบประมาณมาต้องปรุงให้กับเด็กได้กินฟรีบริษัทพระฟู้ดตั้งอยู่บนถนนอิสรภาพแขวงบ้านช้างหล่อ เขตบางกอกน้อย ประกอบอาหารกันอย่างไรเรามาดูเมนูว่าเขาเอาเงินไปซื้ออะไรบ้างรายการส่งของ ซื้อหมูบด เนื้อไก่ เลือดไก่ ขิงซอย ต้นตั้งโอ๋ ผักชี แตงกวา ขิงแก่ ไข่ไก่ มีใบอนุญาตเอกสารถูกต้องแต่พอเรื่องนี้แดงเราก็ได้ไปถามทั้งสองฝั่งได้ถามคนที่เขาเอาออกมาแฉแล้วก็ถามบุคลากรในโรงเรียนส่วนอีกฝั่งนึงท่านที่ถูกกล่าวหาก็คือผู้อำนวยการโรงเรียน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  เครดิตฟรี gclub

ตำนานซินเดอเรลล่า

     ตำนานซินเดอเรลล่า   สำหรับเรื่องของซินเดอเรลล่านั้นแท้ที่จริงแล้วก็คือนิทานที่ถูกแต่งขึ้นมาแต่เนื่องจากว่านิทานเรื่องนี้มีการแต่งขึ้นมาเป็นระยะเวลานานจนกลายมาเป็นตำนานของนิทานนั่นเองซึ่งในเรื่องของซินเดอเรลล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งที่มีฐานะร่ำรวยอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาแต่อยู่ๆวันหนึ่งแม่ที่เป็นที่รักก็เสียชีวิตไปทำให้สาวน้อยต้องอยู่กับพ่อเพียงลำพัง

      หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็มีภรรยาใหม่ซึ่งภรรยาใหม่ของพ่อนั้นมีลูกติดมาด้วย 2 คนเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่และเนื่องจากว่าพ่อของซินเดอเรลล่านั้นไม่ได้อยู่ที่บ้านเพราะต้องออกไปค้าขายนอกเมืองทำให้ซินเดอเรลล่า นั้นต้องอยู่กับแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงทั้ง 2 คน   แน่นอนว่าทั้งแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงทั้งสองคนต่างก็พากันแกล้งซินเดอเรลล่าและใช้งานอยู่เสมอ

       อยู่มาวันหนึ่งกษัตริย์ที่ครองเมืองที่ครอบครัวของซินเดอเรลล่าอาศัยอยู่ได้มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นเพราะอยากจะให้เจ้าชายนั้นได้ดูตัวสาวๆในเมืองเพื่อมาอภิเษกสมรสดังนั้นจึงได้มีการประกาศเชิญชวนให้หญิงสาวทุกคนที่ยังไม่แต่งงานไปร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้แน่นอนว่าพี่สาวทั้งสองคนของซินเดอเรลล่านั้นต่างก็พากันแต่งตัวอย่างสวยงามไปร่วมงานแต่ตัวซินเดอเรลล่าเองนั้นถูกแม่เลี้ยงกีดกันไม่ให้ไปอีกทั้งนางซินเดอเรลล่านั้นก็ไม่มีชุดที่จะใส่ไปงานเลี้ยงอีกด้วย 

      ซึ่งตามตำนานระบุว่าด้วยความดีของซินเดอเรลล่าทำให้นางฟ้าใจดีลงมาช่วยเหลือเสกชุดสวยงามให้และเสกรถม้าให้ศิลปะสามารถไปงานเลี้ยงได้ทันและเมื่อไปถึงงานเลี้ยงเจ้าชายก็เห็นความงามของซินเดอเรลล่าดังนั้นคืนนั้นทั้งคืนจึงได้มีการเต้นรำกับเธอรักเพียงคนเดียวเท่านั้น

แต่การเดินทางไปงานเลี้ยงในครั้งนี้นางฟ้าได้มีการตั้งเงื่อนไขกับ ซินเดอเรลล่าไว้ว่าเธอจะต้องกลับมาให้ทันก่อนเที่ยงคืนหากไม่เช่นนั้นแล้วมนตราที่เคยเสกให้ก็จะสลายหายไปทันที 

        ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนซินเดอเรลล่าจึงได้วิ่งหนีออกจากพระราชวังและทิ้งรองเท้าแก้วเอาไว้ให้ดูต่างหน้า 1 ข้างหลังจากนั้นเจ้าชายจึงให้ทหารออกตามหาจนในที่สุดก็มาพบซินเดอเรลล่าอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงนั่นเองและสุดท้ายแล้วเจ้าชายก็ขอ ซินเดอเรลล่าแต่งงานและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข  

         ซึ่งนี่ก็คือนิทานที่เป็นตำนานที่พ่อแม่มักจะเล่าให้ลูกฟังก่อนนอนเป็นประจำทุกค่ำคืนและถึงแม้ว่านิทานเรื่องนี้จะมีการผ่านมานานหลายสิบปีแล้วแต่ทุกวันนี้เด็กๆก็ยังคงชื่นชอบนิทานเรื่อง Cinderella กันอยู่ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    www.ufabet.com ช่องทางเข้าเว็ปพนัน

ประวัติวอลเลย์บอลในประเทศไทย 

        ประวัติวอลเลย์บอล สำหรับกีฬาวอลเลย์บอลนั้นเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ประเทศไทยให้ความสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียวปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีนักกีฬาวอลเลย์บอลที่ส่งไปแข่งขันกับต่างประเทศเนื่องจากว่ากีฬาวอลเลย์บอลนั้นถูกบรรจุให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่จะมีการแข่งขันในซีเกมส์และในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งมีหลายประเทศมาร่วมการแข่งขัน

        กีฬาวอลเลย์บอลนั้นจะต้องมีผู้เล่นอยู่ทั้งหมด 2 ฝ่ายด้วยกัน

ซึ่งทั้งสองฝ่ายนั้นจะต้องมีสมาชิกในการเล่นไม่เกิน 12 คนด้วยกันและจะมีผู้ฝึกสอน 1 คนแต่เวลาที่จะให้นักกีฬาลงเล่นนั้นจะให้ลงเล่นได้เพียงแค่ครั้งละไม่เกิน 6 คนเพียงเท่านั้นโดยการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลนั้นจะต้องมีสนาม

       ซึ่งสนามนั้นสามารถที่จะเป็นสนามบินหรือจะเป็นสนามปูนก็ได้โดยลักษณะของสนามนั้นจะต้องเป็นพื้นเรียบไม่มีสิ่งกีดขวางและตัวสนามจะต้องเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยมีตาข่ายกั้นกลางเป็นตัวแบ่งเขตนอกจากนี้จะมีเส้นรอบสนามซึ่งจะถูกกำหนดเอาไว้ถ้าหากผู้เล่นคนไหนทำลูกบอลออกนอกสนามก็จะถือว่าฟาวน์ทันที

     อย่างไรก็ตามในการเล่นนอกจากจะมีการเตรียมสนามแล้วอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเล่นวอลเลย์บอลนั้นก็คือลูกบอลนั่นเองโดยจะเป็นลูกวอลเลย์บอลโดยเฉพาะซึ่งลูกวอลเลย์บอลนั้นจะทำมาจากหนังสังเคราะห์ทำให้เวลาที่มือไปสัมผัสลูกวอลเลย์บอลนั้นไม่รู้สึกถึงความแข็งมากจนเกินไปและลูกสามารถยืดหยุ่นกระเด้งได้

         เมื่อมีการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลจะมีการกำหนดการแข่งขันครั้งละไม่เกิน 30 นาที

ซึ่งการแข่งขัน 1 ครั้งที่มีการคิดการแพ้ชนะกันนั้นจะต้องมีการชนะ 2 ใน 3 เซตสำหรับประเทศไทยนั้นไม่ได้มีการระบุออกมาว่ากีฬาวอลเลย์บอลเข้ามาสู่ประเทศไทยครั้งแรกในช่วง ปีไหน แต่กีฬาชนิดนี้ไม่ได้เกิดจากประเทศไทย แต่มีการนำมาจากต่างประเทศ 

        ซึ่งในช่วงแรกนั้นจะเห็นว่ากลุ่มคนที่เล่นกีฬาชนิดนี้นั้น จะเป็นคน ญวณกับคนจีน ซะส่วนใหญ่  หลังจากนั้นก็ได้รับความสนใจจากคนไทย และเริ่มมีการเล่นกันมากขึ้น ในตอนแรกนั้น จะมีการจัดการแข่งขันกันเฉพาะกลุ่มคนในชุมชน หรือในสโมสร  รวมถึงสมาคมเพียงเท่านั้น ต่อมาการแข่งขันก็มีการขยายมากขึ้น โดยมีการขยายไปภาคอื่นอื่นของประเทศ จนในปัจจุบันทุกภาคของประเทศไทยก็เล่นกีฬาชนิดนี้กัน 

          ซึ่งกีฬาวอลเล่ย์บอล ถูกจัดให้เป็นกีฬาที่นำมาสอนในโรงเรียนให้กับเด็กนักเรียน

โดยถูกบรรจุให้สอนเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้ครั้งแรก ประมาณ ปี พ.ศ. 2477  ซึ่งในครั้งแรกนั้นได้มีการจัดทำเป็นหนังสือเพื่อทำการสอนเกี่ยวกับกฎกติกาเงื่อนไขการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลและมีการไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆสำหรับคนที่สนใจเกี่ยวกับกีฬาวอลเลย์บอลนอกจากนี้ยังถูกบรรจุในกรมพลศึกษาให้มีการสอนวิชากีฬาวอลเลย์บอลให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วยซึ่งปัจจุบันกีฬาชนิดนี้ก็ยังเป็นกีฬาที่ต้องถูกบรรจุให้สอนให้กับเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet ฝาก-ถอน เอง

คนกรุงเทพเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

ที่มาของคนกรุงเทพ โดยคนอยุธยาในยุคนั้นจะเรียกคนพื้นเองดั่งเดิมเหล่านี้ว่าแขกขอมลาวพม่ามอญคือจะมีชื่อยาวไปไหนพวกเขาจะเรียกกันรวมๆว่าเป็นชาวสยามแต่คำว่าแขกขอมลาวพม่ามอญอะไรพวกนี้มันจะไม่เหมือนกับที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันนี้

ซึ่งเราจะมาเริ่มจากคำว่า แขก กันก่อน แขก ในสมัยนั้นเขาไม่ได้ใช้เอาไว้เรียกเพียงแค่คนอาหรับหรือว่าคนอินเดียเท่านั้นยังรวมไปถึงชาวมาเลชาวมลายูอีกด้วยโดยเขาจะใช้คำจำกัดความว่าจะเป็นกลุ่มชาติที่มาจากชาติที่นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูบวกกับอิสลาม

สำหรับคำว่า ขอม มันก็จะเป็นคำที่เอาไว้ใช้เรียกกันรวมๆ

ที่มาของคนกรุงเทพ ที่หมายถึงชาติพันธุ์อะไรก็ได้ที่ได้นับถือพราหมณ์ฮินดูแต่ว่าบวกกับศาสนาพุทธนิกายมหายานโดยคำว่า ขอม แต่ก่อนมักจะใช้เรียกคนที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาต่อมาเลยมีการใช้เรียกพวกเขมรลาว

เนื่องจากนี้ลาวก็จะแบ่งได้ย่อยๆอีกสองพวกก็คือล้านนาโยนกที่ได้มีเมืองเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางพวกหนึ่งกับพวกทางตะวันออกเฉียงเหนือจากสองฝากฝั่งแม่น้ำโขงนั่นก็คือชาวลาวในปัจจุบันแล้วก็ชาวอีสานนั่นเอง มอญ หมายถึงพวกลามันจากเมืองหงสาวดี

ในขณะที่พม่าก็จะใช้เรียกคนตระกลูธิเบตหรือว่าจีนธิเบต

ที่มีชื่อเก่าว่าผยู โดยพวก จีน ง่ายๆเลยก็คือคนที่มาจากเมืองจีนนั่นแหละส่วนใหญ่แล้วจะใช้เรียกคนที่มาจากเมืองจีนทางตอนใต้เช่นเดียวกับชาวชวาที่ได้มาจากเกาะชวาในอินโดนีเซียและสุดท้ายแล้วมันก็น่าจะเป็นชื่อที่ไม่น่าคุ้นหูที่สุดคือพวกชาวจามได้เป็นคนพวกตระกลูมาเลจามที่อาศัยอยู่ในแทบเวียดนามเขมร

นอกจากนี้ตั้งแต่เดิมได้นับถือศาสนาพุทธก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามคนพวกนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่ชำนานในการดำเนินเรือเรียบชายฝั่งทางทะเลก่อนชาติพันธุ์อื่นเลยเป็นยังไงกันบ้างคุณอาจจะคิดว่ามันไม่ตรงกับที่เข้าในกันในปัจจุบันนี้กันเลยใช่ไหม

สุดท้ายก็คือพวกคนนานาประเทศอันนี้เรียกง่ายๆเลยก็คือคนที่มาจากดินแดนห่างไกลแล้วก็มาปักหลักที่ประเทศไทยโดยสามารถตีความได้ตั้งแต่ชาวญี่ปุ่นจนถึงชาวยุโรปโดยคนพวกนี้จะต่างจากข้อที่แล้วก็คือจะไม่มีอะไรคล้ายๆใครเลยอย่างเช่นวัฒนธรรมที่คล้ายๆกันเหมือนกับไทยลาวที่พอจะคุยกันรู้เรื่องบ้างหรือว่ากับเขมรที่เราพอจะมีประเพณีอะไรที่คล้ายๆกันอยู่

ดังนั้นคนพงกนี้จะเป็นคนที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลยจากที่เราได้เล่ามาก็พอจะสรุปได้ก็คือจริงๆแล้วคนกรุงเทพอาจจะไม่มีที่มาจากกรุงเทพโดยแท้ทั้งหมดแต่ก็เป็นการผสมผสานปนกันจากหลายๆที่ที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานกันตั้งแต่กรุงธนบุรี

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    Ufabet เข้าสู่ระบบ

ตำนานปลาแก้มช้ำ  

       ปลาแก้มซ้ำเป็นป่าชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะตรงบริเวณแก้มของปลานั้นจะมีร่องรอยช้ำเหมือนกับถูกตบตีมาโดยมีการเล่าถึงประมาณปลาชนิดนี้ว่าในสมัยก่อนนั้น  ตำนานปลาแก้มช้ำ    มีตายายคู่หนึ่งได้เลี้ยงหมากับแมวเอาไว้โดยยายนั้นมีแหวนวงหนึ่งซึ่งเป็นแหวนที่ยายรักมากและมันก็สวยมากและเมื่อหมาที่ยายเลี้ยงไว้เห็นแหวนของยายก็เกิดความรู้สึกอยากได้จึงได้มาแอบขโมยแหวนของยายไป

            ซึ่งยายเองก็หาแหวนวงนั้นไม่เจอแล้วมารู้ภายหลังว่ามาได้ขโมยแหวนของตนเองไปยายจึงไปบอกให้แมวที่เลี้ยงไว้นั้นช่วยไปตามเอาแหวนกลับคืนมาซึ่งแมวก็ได้วิ่งตามหมาไปพร้อมกับตะโกนขอแหวนคืนจากหมาตัวดังกล่าวโดยระหว่างที่พวกมันกำลังวิ่งไปอยู่ตรงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำอยู่นั้นเจ้าแมวก็ได้มีการถามถึงแหวนกับหมา

             ซึ่งในขณะที่หมากำลังจะอาบอาบตอบแมวนั่นเองแหวนของคุณยายก็ได้ร่วมลงแม่น้ำไป  และเมื่อมากับแม่เห็นดังนั้นก็ตกใจจึงได้ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้แหวนวงนั้นกลับคืนมาให้กับยายซึ่งมาเองก็รู้สึกผิดมากที่มาขโมยแหวนของคุณยายไปดังนั้นมันจึงได้อาสาที่จะลงไปงมหาแหวนในน้ำและเมื่อมันงมอยู่นานมันก็ไม่สามารถหาแหวนเจอสักทีมันจึงตัดสินใจว่ามันจะวิดน้ำออกจากคลองนี้ให้หมดเพื่อที่จะได้เจอแหวนได้นั่นเอง

       หลังจากนั้น หมาก็ลงไปในคอหลังจากนั้นก็จุ่มตัวลงไปแล้วขึ้นมาสะบัดเอาน้ำออกด้านบนทำอย่างนี้จนน้ำยุบลงไปเกือบครึ่งคลองทำให้ปลาที่อาศัยอยู่ในคลองดังกล่าวนั้นเกิดความหวาดกลัวว่าหมาจะวิดน้ำจนแห้งหมดแหละพวกมันจะไม่มีที่อยู่อาศัยดังนั้นพวกมันจึงได้ว่ายน้ำมาคุยกับหมาว่ามันจะช่วยหมาหา แหวนให้เองเพียงแต่หมาต้องรับปากมันว่าจะไม่วิดน้ำออกอีกต่อไป

            ซึ่งมาก็รับปากหลังจากนั้นปลาฝูงดังกล่าวก็พากันสืบหาข้อมูลจะรู้ว่าแหวนนั้นถูกปลาตัวหนึ่งได้คาบเอาไปแล้วมันจึงพยายามพากันตามหาปลาตัวดังกล่าวนั้นและเมื่อเจอก็ได้ขอแหวนคืนแต่ปลาตัวนั้นกลับปฏิเสธที่จะให้แหวนพวกมันจึงได้มีการลงทำร้ายปลาตัวนั้นด้วยการใช้หางต่อไปที่ใบหน้าของปลาตัวดังกล่าวอยู่หลายครั้ง

         จนปลาตัวดังกล่าวนั้นคายแหวนออกมาพวกมันจึงได้มีการเอาแหวนไปคืนหมาและหมาก็เอาไปคืนยายนั่นเองในขณะเดียวกันป้าที่ตัวโดนตบนั้นก็มีแก้มที่ถูกตบจนช้ำไปหมดซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อมันขยายพันธุ์ปลาทุกตัวก็มีอาการแก้มช้ำเหมือนกับตัวแรกนั่นเองจนกลายเป็นที่มาของตำนานปลาแก้มช้ำในปัจจุบัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  sa gaming สมัครยังไง

ประวัติไซอิ๋ว เรื่องราวเกี่ยวกับไซอิ๋วที่คุณยังไม่รู้

    ประวัติไซอิ๋ว หรือที่ผู้คนมักจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเห้งเจีย และบางคนก็เรียกว่าซุนหงอคง  ถึงแม้ว่าเราจะเรียกชื่อว่าอะไรแท้ที่จริงแล้วทั้ง 3 ชื่อนี้ก็คือตัวละครตัวเดียวกันนั่นเอง  โดยตามตำนานมีการกล่าวเอาไว้ว่าตัวละครตัวนี้คือลิงที่เกิดมานานหลายพันปีแล้วด้วยแหล่งกำเนิดของลิงตัวนี้เกิดขึ้นบนยอดภูเขา

และมีชาติกำเนิดมาจากหินมีการบำเพ็ญตบะอย่างยาวนานและแกร่งกล้าจนทำให้กลายมาเป็นลิงที่มีอิทธิฤทธิ์มีอาวุธวิเศษที่สำคัญอาวุธของลิงหงอคงนี้ก็คือกระบองวิเศษซึ่งกระบองชนิดนี้สามารถที่จะยืดได้หดได้และที่สำคัญหงอคงมีพาหนะในการใช้ในการเดินทางก็คือก้อนเมฆ  

          ว่ากันว่าหงอคงเห็นว่าตนเองนั้นมีอิทธิฤทธิ์เก่งกาจมากมายและไม่มีใครสามารถที่จะสู้ตนเองได้จึงกลายเป็นลิงที่มีนิสัยเกเรชอบรังแกบุคคลอื่นไปทั่ว  ประวัติไซอิ๋ว ทางด้านนี้เซียนฮ่องเต้จึงได้หางานให้หงอคงทำเพราะจะได้ไม่ไปยุ่งไปก่อกวนคนอื่น  โดยครั้งแรกนั้นสั่งให้หงอคงไปเฝ้าม้าบนสวรรค์แต่หงอคงไม่พอใจที่เห็นว่างานที่ตัวเองทำนั้นเป็นงานที่ต่ำต้อยจึงได้อาระวาดและฆ่าหมาตายหมด

        และหงอคงยังมีเวลากันอื่นๆอีกมากมายที่สร้างความปั่นป่วนให้บนสวรรค์  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่ เง็กเซียน ฮ่องเต้ให้ไปเฝ้าสวนผลไม้สวรรค์แต่งหงอคงก็ไปกินผลไม้บนสรวงสวรรค์จนหมด ซึ่งไม่ว่าเซียนฮ่องเต้จะให้หมอคงไปทำอะไรหงอคงก็จะสร้างความวุ่นวายจนในที่สุดในเซียนฮ่องเต้

จึงได้มีการ ไปขอร้องให้พระพุทธเจ้าช่วยทำการกำราบหงอคงให้ด้วยซึ่งในที่สุดหงอคงก็พ่ายแพ้ให้กับพระพุทธเจ้าและต้องไปเฝ้าภูเขาไฟ หลังจากนั้นเมื่อถึงระยะเวลา 500 ปีพระพุทธเจ้าก็บอกกับหงอคงว่าถ้าหากหงอคงต้องการที่จะหลุดพ้นจากการเฝ้าภูเขาไฟหงอคงจะต้องมีการไปคอยอารักขาพระสงฆ์องค์หนึ่งซึ่งจะเดินผ่านภูเขาไฟแห่งนี้เพื่อไปยังชมพูทวีป ซึ่งพระสงฆ์องค์นั้นก็คือพระถังซัมจั๋งนั่นเอง 

        โดยถ้าหากหงอคงสามารถอารักขาพระถังซัมจั๋งจนสามารถบรรลุการเดินทางไปถึงที่หมายได้คงก็จะหลุดพ้นจากความผิดและไม่ต้องมาเฝ้าภูเขาไฟอีกหลังจากนั้นหมอคงจึงได้มีการติดตามพระถังซัมจั๋งเพื่อรักขาจนในที่สุดพระถังซัมจั๋งก็สามารถไปยังชมพูทวีปเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้ และด้วยคุณความดีนี้เองในท้ายที่สุดแล้วหงอคงก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นเทพเซียน  และคอยมีหน้าที่เฝ้าตรงประตูบริเวณด่านสวรรค์  จนกลายมาเป็นที่เคารพนับถือของคนจีนจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ออโต้

ตำนานหมออีกาฆ่าคน

      เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ดูเกี่ยวกับภาพยนตร์ต่างประเทศที่จะมีคนกลุ่มหนึ่งใส่ชุดสีดำและมีเสื้อคลุมยาวสีดำใส่หมวกปิดบริเวณศีรษะและบริเวณใบหน้านั้น ตำนานหมออีกาฆ่าคน จะมีหน้ากากที่มีลักษณะขายกับนกเพราะบริเวณปากจะแหลม  ซึ่งตัวละครตัวนี้จะมีลักษณะนิสัยที่โหดร้ายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง  และตัวละครตัวนี้ก็มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสมัยอดีตกาล

       ในสมัยโบราณนั้นว่ากันว่าประเทศในแถบยุโรปในช่วงก่อนการเกิดสงครามโลกได้มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอาชีพเป็นหมอมีลักษณะการแต่งกายด้วยการใช้ชุดดำและผ้าคลุมสีดำและมีหน้ากากปิดบังใบหน้าสีขาวคอยตะเวนตามเมืองต่างๆเพื่อรักษาอาการของคนที่เป็นโรคระบาด   อย่างไรก็ตาม หลังจากสู้สงครามโลกหมดสิ้นไปหมอที่มีการแต่งกายแบบนี้ก็ไม่ปรากฏให้เห็นอีกเลย

      แต่กลับมีตำนานเล่าขานที่พูดถึงหมออีกาฆ่าคนซึ่งระบุว่าเป็นชายที่แต่งกายคล้ายกับหมอในสมัยอดีตที่เคยรักษาคนเป็นโรคระบาดแต่หมออีกาฆ่าคนนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตรงบริเวณที่ใบหน้านั้นจะมีการใส่หน้ากากสีขาวแต่บริเวณปากนั้นจะเป็นปากแหลมคล้ายกับปากนกขนาดใหญ่และที่มือของหมอนั้นจะมีเล็บยาวและถ้าหากหมอคนนี้ใช้เล็บไปกรีดที่ใครคนนั้นก็จะเสียชีวิตทันที

        ตามตำนานเล่ากันว่าหมออีกาฆ่าคนนี้เกิดขึ้นในสมัยยุคกลางในทวีปยุโรปข้อแตกต่างในการแต่งกายของหมออีกาค่าคนกับหมอรักษาโรคระบาดนั้นจะต่างกันตรงที่ผ้าคลุมของหมออีกาฆ่าคนนั้น มันจะไม่สามารถถอดออกจากร่างกายได้ และบริเวณหน้ากากนั้นก็ไม่ใช่เป็นหน้ากากแต่จริงๆแล้วคือใบหน้าของหมออีกาฆ่าคนนั้นเอง และหมออีกาฆ่าคนจะฆ่าด้วยการใช้นิ้วมือแตะไปที่บริเวณผิวหนังของคนคนนั้นหลังจากนั้นคนๆนั้นก็จะหมดลมหายใจทันที

 

 

        แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อคนๆนั้นหมดลมหายใจแล้วพวกเขาจะกลับฟื้นคืนชีพมาใหม่อีกครั้งแต่การฟื้นคืนชีพในครั้งนี้เป็นลักษณะคล้ายเหมือนกับซอมบี้เพราะพวกเขาจะไม่มีความรู้สึกนึกคิดและจำอะไรไม่ได้เป็นเพียงแค่ร่างกายที่เดินได้เพียงเท่านั้น โดยวิธีการฟื้นคืนชีพให้กับคนที่ตายไปนั้น หมออีกา จะมีการนำอุปกรณ์ในกระเป๋าของเขามาทำการผ่าตัด หลังจากนั้นคนที่ตายก็จะฟื้นคืนชีพ  และคนที่ฟื้นคืนชีพนั้นจะก่อเหตุการฆ่าคนในหมู่บ้าน 

          สำหรับตำนานที่พูดถึงกันนี้ เกิดขึ้นที่ เมืองมองโตบอง ตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส  และเรื่องราวนี้ก็จบลงด้วยที่มีองค์กรหนึ่งที่ชื่อว่าองค์กร scp ได้เข้ามาตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นและทำการจัดการกับเหล่าผีดิบคืนชีพเหล่านั้นจนในที่สุดก็สามารถกำจัดหมออีกาฆ่าคนได้และไม่มีผีดิบคืนชีพอีกเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  ufabetฝ่ายบริการ