ตำนานรักอมตะของเจ้าหญิงไม้ไผ่ภูเขาไฟฟูจิ

    ตำนานรักอมตะของเจ้าหญิงไม้ไผ่ภูเขาไฟฟูจิถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเพื่อชมความงดงามของภูเขาไฟฟูจิที่จะเปลี่ยนไปตามแต่ละฤดูกาลหลายๆคนยังมีความเชื่อว่าภูเขาไฟแห่งแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้เป็นหนึ่งในภูเขาศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นที่สถิตของเหล่าเทพเจ้าและมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิมากมาย

        หนึ่งในนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นตำนานที่สุดของญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งเราถึงชายชราคนตัดไม้เข้าป่าไปตัดไม้ไผ่และเห็นไม้ไผ่ปล้องหนึ่งมีแสงสว่างสีทองว่าขึ้นมาเมื่อเข้าไปดูใกล้ๆก็พบทารกน้อยหน้าตาน่ารักเขาจึงพาทารกน้อยกลับบ้านแล้วตั้งชื่อว่า คางุยะฮิเมะหลังจากนั้นไม่กี่เดือนทารกน้อยก็เติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วประเทศชายหนุ่มต่างพากันมาขอเธอแต่งงานแต่ก็ต้องผิดหวัง

        กระทั่งจักรพรรดิมิคาโดะได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับคางูยะจึงขอเธออภิเษกแต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นกันเพราะเธอไม่ใช่คนธรรมดาและวันนึงเธอจะต้องกลับไปยังดวงจันทร์ดินแดนบ้านเกิดของเธอ ในคืนวันเพ็ญคางุยะฮิเมะต้องกลับไปยังดวงจันทร์เธอมอบจดหมายและยาอายุวัฒนะให้องครักษ์ของจักรพรรดิมิคาโดะ

เมื่อจักรพรรดิได้อ่านจดหมายของเธอแล้วส่งโศกเศร้ายิ่งนักและสั่งให้ทหารองครักษ์นำจดหมายตอบของพระองค์ไปเผาบนภูเขาที่อยู่ใกล้ท้องฟ้ามากที่สุดโดยหวังว่าข้อความของพระองค์จะส่งไปถึงพระพุทธคุณพร้อมกระเป๋ายาอายุวัฒนะทิ้งไปเพราะไม่ปรารถนาจะมีอายุยืนยาวโดยไม่ได้พบเจอหญิงผู้เป็นที่รักอีก

       จึงเป็นที่มาของชื่อภูเขาไฟฟูจิที่คำออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นนั้นหมายถึงเป็นอมตะและอักษรคันจิแปลตรงตัวว่าภูเขาที่เต็มไปด้วยนักรบหมายถึงเหล่าองครักษ์ที่จักรพรรดิส่งไปเผาจดหมายและควันที่เกิดจากการเผาจดหมายกับยาอายุวัฒนะก็ยังปะทุอยู่ถึงทุกวันนี้  

       ปัจจุบันภูเขาไฟฟูจิกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาวผู้คนมักจะเดินทางไปเที่ยวที่ภูเขาไฟฟูจิซึ่งจะมีการไปเล่นสกีหรือบางคนนั้นก็ใช้วิธีการนั่งรถไฟวิ่งผ่านภูเขาไฟฟูจิแล้วถ่ายภาพสวยๆ 

และในปัจจุบันนี้ภูเขาไฟฟูจิเองนั้นก็ยังคงไม่ดับรอวันมอดไหม้อยู่เช่นเดิม  สำหรับใครที่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ควรพลาดที่จะไปแวะเยี่ยมชมความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิ  ภูเขาไฟที่มีตำนานมาอย่างยาวนาน และเป็นตำนานและเรื่องราวของความรักที่น่าจดจำ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

จีน โชว์ระเบิดท่าเรือ เตรียมรบกับสหรัฐ

ซึ่งหากจะไปดูการทดสอบของขีปนาวุธAgni-5ของอินเดียในช่วงนี้ตามรายงานก็คือถูกยิงมาจากฐานยิงที่อยู่บนเกาะในรัฐโอริสสาก่อนที่เป้าหมายจะตกสู่อ่างเบงกอลในทิศทาง จีน โชว์ระเบิดท่าเรือ และพิสัยทุกอย่างตามกำหนดตามแผนที่ได้วางเอาไว้ทุกประการเลยตรงนี้ทางอินเดียยังได้บอกว่า

เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันล่วงหน้าว่าอย่างน้อยๆอินเดียก็ได้มีอาวุธไว้ในครอบครัวที่มีประสิทธิภาก็จะทำให้ศัตรูหรือว่าฝ่ายตรงกันข้ามจะได้เกิดความวิตกและหวั่นเกรงไม่กระทำการใดๆที่คุกคามประเทศอินเดียและแน่นอนว่าก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับหากสถานการณ์ลุกรามปานปลายกลายเป็นสงครามขึ้นมา

ซึ่งทางด้านนักวิเคราะห์ทางทหารมองว่าขีปนาวุธAgni-5ของอินเดียในครั้งนี้สามารถโจมตีจีนได้เกือบทั้งประเทศและยังสามารถโจมตีปากีสถานที่เป็นปประเทศเพื่อบ้านกับอินเดียได้ด้วยที่ผ่านมาอินเดียกับปากีสถาน แม้ว่าจะมีพรมแดนติดกันดูเหมือนว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านแต่ความสัมพันธ์ไม่ดีเลยที่ผ่านมาระหว่างอนเดียกับปากีสถานนั้นเคยทำสงครามกันมาแล้ว3รอบ

นับตั้งแต่ที่อินเดียได้รับเอกราชจาก อังกฤษ ตั้งแต่ปี2490 ส่วน จีน เองก็มีปัญหากับอินเดียทางตอนเหนือของประเทศแน่นอนว่าขีปนาวุธรุ่นใหม่อย่างที่รายงานไปก็สามารถที่จะโจมตีได้ทันทีถ้าหากว่าได้รับคำสั่ง เพราะว่าถ้าเทียบดูจากภูมิประเทศแล้วอินเดียกับจีนอยู่ไม่ไกลกัน

โดยเฉพาะจากกรุงปักกิ่งห่างจากอินเดียแค่ไม่ถึง5,000กิโลเมตรเท่านั้น ล่าสุดการเจรจาระหว่างผู้บัญชาการกองทัพอินเดียกับจีนเพื่อที่จะหาทางยุติเพื่อที่จะปลดกองกำลังออกจากพื้นที่แนวชายแดนเทือกเขาหิมาลัยจากเส้นแบ่งเขตควบคุมตามความเป็นจริง

ปรากฎว่าคุยกันมาหลายต่อหลายรอบยังไม่สามารถหาข้อยุติลงได้และบางครั้งการหาลือกันยังนำไปสู่การเป็นกระเด็นที่สร้างการปะทะกันการโจมตีกันอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ความสูญเสียทั้งสองฝ่ายตามแนวชายแดนมาอีกและล่าสุดมีรายงานว่าทางฝั่งอินเดียก็ได้มีการเสริมอาวุธหนักเข้าไปในพื้นที่ชายแดนมากขึ้น

ส่วนจีนก็มีการเสริมกำลังทหารเข้าไป ติดต่อ ufabetโดยประกาสรบสมัครชาวทิเบตให้เข้ามาร่วมกับกองทัพปลดแอกประชาชนเสริมพื้นที่ทางชายแดนให้เข้มแข็งมากขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีรายงานจากฝั่งสื่อของจีนตามรายงานบอกว่ากองทัพจีนกำลังเดินหน้าโชว์เรื่องของแสนยานุภาพทางการทหารด้วยเช่นเดียวกัน

เพิ่งจะมีการทดสอบระเบิดใต้น้ำเพื่อโจมตีทำลายท่าเรือเป็นครั้งแรกเลยก็ระบุว่าศักยภาพของระเบิดใต้น้ำนี้เป็นระเบิดที่ทรงพลังเป็นอย่างมากแล้วก็จะถูกนำมาใช้ตอบโต้สหรัฐถ้าหากว่าวันนึงเกิดการสู้รบขึ้นจริงระหว่างสหรัฐกับจีนโดยแผนการก็คือมุ่งเน้นทำลายเป้าหมายเมืองท่าต่างๆในสหรัฐนั่นเอง

เทคโนโลยีเครื่องแรกสร้างในปี1957

เครื่องแรกสร้างในปี1957 ถ้าจะเล่าประวัติศาสตร์Internetโลกก็ตองย้อนกลับไป50ปีหรือก่อนนปี1957ในสมัยที่คอมพิวเตอร์ยังมีขนาดใหญ่เท่าห้องอยู่แล้วก็สามารถทำงานได้เพียงทีละอย่างเดียวคือไม่สามารถดูวีดีโอไปด้วย

เล่นfacebookไปด้วยคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นสร้างขึ้นเพื่อให้นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ใช้คิดคำนวณอะไรบางอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถคิดและคำนวณได้เองในเวลาอันสั้น

ซึ่งตอนนั้นมีปัญหาว่านอกจากจะเก็บไว้เครื่องนึงเต็มห้องเพราะเครื่องใหญ่มากแล้วต้องใช้ผู้เชียวชาญมากๆในการเข้าไปคีย์คำสั่งข้าวในดังนั้นในเวลาที่ทำงนกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรงจะต้องเขียนใส่กระดาษเสร็จแล้วให้ผู้เชียวชาญเอาไปคีย์ใส่คอมพิวเตอร์วัดผลออกมาผิดหรือถูกใส่กระดาษเขียนๆและเอากลับมารายงานอีกทีนึง

ดังนั้นจะเห็นได้เลยว่ามันไม่สะดวกสบายซึ่งมนุษย์ก็จะมีความรู้สึกว่ามันไม่สะดวกสะบายมนุษย์จะพัฒนาจากเหตุการณ์นี้เลยเกิดการพัฒนาคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นขึ้นโดยเริ่มมีการต่อสายออกมานอกห้องและให้เหล่าdeveloperสามารถทำงานกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

แต่ว่ามันเป็นการสั่งงานระยะไกลและการสั่งงานระยะไกลแบบนี้ก็เลยทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์เริ่มจิตนาการว่าหรือว่าจริงๆแล้วคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องไม่จำเป็นจะต้องอะไรเพียงแค่อย่างเดียวเราสามารถต่อหลายๆสายได้ไหมต่อเอาไว้สี่ทางเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ไปพร้อมๆกัน

นอกจากนี้จึงทำให้เกิดสิ่งของมาอย่างหนึ่งเรียกว่าTime Sharingดังนั้นแล้วเรื่องทั้งหมดเกิดจากความพยายามประหยัดเวลาประหยัดทรัพยากรหลังจากนั้นก็เกิดแรงกระตุ้นขึ้นมาและทั้งหมดนี้มันได้เกิดขึ้นมาเพราะการทหารในช่วงเวลาที่เราพูดถึงกันอยู่ช่วงปี1947-1991มันเป็นช่วงเวลาของสงครามเย็น

ซึ่งมันเป็นการปะทะกันระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตยกับโลกคอมมิวนิสต์โดยแกนนำก็คือสหรัฐอเมริกากับสหภาพโวเวียตหรอที่ปัจจุบันกลายมาเป็นรัสเซียนั่นเองทีนี้ทั้งสองฝ่ายเขาไม่ปะทะกันตรงๆเขาจะต้องรบกันด้วยการชิงไหวอะไรต่างๆส่งสงครามตัวแทนบ้างอะไรบ้างและที่สำคัญที่ปะทะกันบ่อยๆก็คือเรื่องเทคโนโลยีนั่นเอง

เขาพยายามจะดูว่าเขามีเทคโนโลยีที่ดีกว่าอีกฝั่งมีเทคโนดลยีที่แย่กว่าจะต้องกลัวฉันเอาไว้และตอนนี้ก็เกิดเหตุการร์ที่ทำให้อเมริกามีความรู้สึกว่ามันไม่ได้แล้วนั่นก็คือในปี1957สหภาพโซเวียตประดิษฐิ์ดาวเทียมขึ้นมาสำเร็จชื่อว่าดาวเทียมสปุตนิก1ไม่ได้ประดิษฐิ์ขึ้นมาเฉยๆจากนั้นก็ยิงออกไปนอกโลกไปโคจรอยู่รอบโลก

นอกจากนี้คุณลองนึกถึงคนในสหรัฐอเมริกาตกตลึงมากว่าเขาได้ไปอวกาศกันแล้วเราจะต้องรีบพัฒนาอะไรบางอย่างแล้วทำให้อเมริกาหันไปพัฒนาดเทคโนโลยีของตัวเองหนักขึ้นมาเพื่อที่จะไปแข่งกับสหภาพโวเวียตนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ทางเข้า Ufabet มือถือ

นาค มาจากไหน?

นาค มาจากไหน? ในคัมภีร์ศาสนาของอินเดียต่างเต็มไปด้วยเรื่องราวความสัมผัสระหว่างลัทธิพราหมณ์พุทธกับความเชื่อ “ เรื่องนาค “ มันได้กลายมาเป็นแรงบันดานให้ศิลปินมากมายสรรค์สร้างผลงานอันงดงามตามศาสนสถานต่างๆทั่วทั้งอุษาขเณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย “ นาค “ คือสิ่งที่ผู้คนในดินแดนแห่งนี้เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ทรงพลังอำนาจและมีอิฐฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นคนได้นาคยังได้รับความเคารพในฐานะเทพเจ้าแห่งน้ำและยังสามารถดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้แก่โลกแท้จริงแล้วความเชื่อเรื่อง พญานาคปรากฏขึ้นใน อินเดีย ก่อนการกำเนิดพระพุทธศาสนา

ซึ่งมีการกล่าวถึงนาคในคัมภีร์อาถรรพ์พระเวทอันเก่าแก่แน่นอนแล้วว่าพุทธศาสนาตั้งแต่ยุคต้นได้หลอมรวมเอาความเชื่อเรื่องพวกนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอีกด้วย คำว่า นาค มีรากรากศัพท์มาจากภาษาอินโดยูโรเปียน แปลว่า เปลือย หรือว่า แก้ผ้า คำนี้มีการใช้กันมามายในหมู่ชาวชมพูทวีปหรืออินเดียมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์

จิตรภูมิศักดิ์ นักปราชญ์คำสำคัญของไทยเคยเขียนคำอธิบายความหมายของคำว่า นาค เอาไว้ว่า ชาวอารยัน ยุคสมัยเก่าถ้ามองย้อนไปที่ยังไม่เกิดเป็นรัฐนั้นมีการถากถางดูถูกพวก นาค เพราะถือว่าเป็นพวกพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่ล้าหลัง จิตรเชื่อมานาคมาจากภาษาฮัดสันเขียนว่านากาแต่อ่านออกเสียงเป็น NAGA แปลว่าเปลือยหรือแก้ผ้า

นอกจากนี้คำว่า นาค อาจจะมาจากภาษาฮินดูว่า NAG แปลว่า คนชาวเขา และคำว่า นาค นี่เองในที่สุดได้กลายมาเป็นภาษาอังกฤษคำว่า NAKED ที่แปลว่าเปลือย นาค จึงได้มีความหมายที่พวกชาวอารยันในชมพูทวีปใช้เรียกกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมต่ำกว่าในดินแดนทางตะวันออกดั่งปรากฏชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ใน นากาแลนด์ ของอินเดียจนถึงปัจจุบัน

เมื่อราว2,500ปีมาแล้วเมื่อชาวชมพูทวีปเดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับกลุ่มคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังล้าหลังพวกเขาพบว่าชาวพื้นเมืองยังนุ่งห่มเพียงใบไม้หรือผ้าผืนเล็กๆจตึงเป็นที่มาของคำเรียกอย่างดูแคลนว่า นาค ซึ่งหมายถึงคนพื้นเมืองที่เปลือยเปล่านั่นเอง

เนื่องจากนี้ยังได้มีตำนานอันเก่าแก่เกี่ยวกับการกำเนิดอาณาจักรฟูนันในกัมพูชาว่า ในราวพุทธศตวรรษที่10พรามพระโกทันยะจากอินเดียได้เดินทางมายังฟูนันโดยได้แต่งงานกับ “ นางนนาค “ ซึ่งเป็นพระธิดาของ  “พญานาค “ และได้ครองอาณาจักรแห่งนี้

ตำนานนี้ยังได้ถูกเล่าต่อมาเป็นนิทาน “นางนาคกับพระทอง” โดยเป็นดินแดนนิทานอุษาขเณที่แพร่หลายอย่างมากนาอกจากนี้ยังมีบันทึกนิทานกำเนิดลัทฟูนันโดยนักภสจีนที่เล่าเรื่องนางนาคที่ชื่อหลิวเย่หมายถึงนางที่นุ่งห่มด้วยใบมะพร้าวซึ่งได้แต่งงานกับพรามที่มาทางทะเลด้วยเช่นกัน

 

สนับสนุนโดย.  gclub ฝากออโต้

ตำนานคำสาปลาว

โดยเรื่องนี้เราได้ไปหาข้อมูลมาจากเหล่าภาษไทยเราพยายามที่จะอ่านให้มันเป็นภาษาลาวแล้ว ตำนานคำสาปลาว แต่มันอ่านไม่ออกในบทความนี้อาจจะมีความผิดพลาดทางข้อมูลไปบ้างหากมีเนื้อหาผิดพลาดไปอย่างไรที่ผิดไปจากเนื้อหาจริงที่ทาฝังนั้นเขามีความคิดเห็นกันอย่างไรดังนั้นเราก็ต้องขออภัยหากมีอะไรผิดพลาดไป

จุดเริ่มต้นของคำสาปต้องท้าวความไปไกลมากสาเหตุที่เกิดเพราะช้างล้วนๆเลยในสมัยนั้นนครเวียนจันทร์ของประเทศลาวได้เป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองแต่ทว่ามันก็ได้ประสบเข้ากับภัยช้างป่าที่อยู่ช้างมันก็ได้วิ่งตกมันมาเหยียบไร่นาของชาวบ้านแค่นั้นยังไม่พอยังวิ่งไล่ขับชาวนาทำให้เหล่าชาวบ้านไม่เป็นอันทำอะไรเลย

ซึ่งเรื่องนี้เองมันก็เลยเดือดร้อนไปถึงทางเจ้าเมืองของ เวียงจันทร์เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนทางเจ้าเมืองเวียงจันทร์ก็จะต้องหาผู้คนที่จะเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์นี้

โดยได้บอกว่าหากใครที่ทำสำเร็จแล้วก็จะมีของรางวัลมอบให้และสิ่งนั้นก็คือจะมอบเมืองให้เลยครึ่งหนึ่งพร้อมกับลูกสาวสุดสวยให้ไปเป็นคู่ครองเลยและถ้าเป็นแบบนี้เพื่อนๆก็คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าจะต้องมีบุคคลมากู้สถานการณ์

ปรากฏว่ามันก็เป็นจริงได้มีบุคคลผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวมาเพื่อจะทำการสงบช้างตัวนี้จะเป็นชายที่มีรูปร่างใหญ่โตอีกทั้งยังมีกระบองที่เป็นอาวุธคู่กายแต่ทว่าเรื่องมันได้หักมุมอยู่อย่างหนึ่งเพราะบุคคลนี้มีหน้าตาที่ไม่ผ่านเกณฑ์คือมีรูปร่างผิวดำไม่ค่อยถูกใจสาวๆในสมัยนั้นกัน

เนื่องด้วยที่ว่าบ้านเมืองมันได้ปั่นป่วนขนาดนี้เจ้าเมืองก็บอกไหนๆก็มาแล้วจัดการเลยมันไม่ได้เสียหายอะไรชายหนุ่มผู้นี้เขาได้มีชื่อว่าท้าวสีโคดตะบองตามอาวุธที่เขานั้นได้ถือขึ้นมาว่ากันว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนที่มีกำลังมากมายมหาศาลเลยและที่สำคัญเขาก็มีวิชาไสยเวทที่แกร่งกล้ามากๆดาบยังไม่สามารถทำอะไรผิวร่างกายเขาได้เลย

ดังนั้นแล้วชายคนนี้ได้เป็นผู้มีวิชาอาคมวิเศษจากนั้นชายหนุ่มก็ไม่รอช้าได้วิ่งหายเข้าไปในป่าหาช้างป่าวิ่งสู้กับช้างจนไปถึงช้างตัวใหญ่หลังจากนั้นท้าวสีโคดตะบองท่านก็ได้ใช้วิชาที่ท่านนั้นได้ไปเรียนมาใส่ไปในตัวช้างป่าที่เป็นจ่าฝูงจึงได้ทำให้ช้างป่าที่ได้อยู่ในฝูงนั้นก็เกิดอาการเชื่องขึ้นมา

โดยช้างที่มันโดนเวทนั้นแทนที่มันจะวิ่งไล่เข้ามาชนมาทำร้ายก็เปลี่ยนเป็นคานเข้ามาทำหัวคำนับท้าวสีโคดตะบองหลังจากนั้นมันก็ได้หันหัวกลับไปจากนั้นไม่ทันไรช้างตัวนั้นมันก็ได้ล้มตายลงไป

 

สนับสนุนโดย.  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100

ความรักแห่งภูพระบาทอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทจังหวัดอุดรธานี

ความรักแห่งภูพระบาทอุทยาน ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท  มีลักษณะภูมิประเทศเป็นขนหินและเพิงผาที่เกิดจากการผุพังและการสลายตัวของหินทรายจนกลายเป็นเสาหินโขดหินเพิงผารูปร่างแปลกๆ

และจัดการค้นพบภาพเขียนรูปสัตว์และลายเส้นต่างๆตามผนังเพิงผาทำให้สันนิษฐานได้ว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่บริเวณนี้เมื่อประมาณ 20 ถึง 30 ปีมาแล้วส่วนที่มาของชื่อภูพระบาท

         เนื่องจากมีการค้นพบรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ที่นี่โทษทีนะเพิ่งผ่ารูปร่างประหลาดบนภูพระบาทถูกเรียงร้อยผูกเรื่องเล่าเป็นตำนานเกี่ยวกับนางผู้มีกลิ่นกายหอมนามว่านางอุษาพูดถึงกำเนิดจากดอกบัวฤาษีจันทรารับเลี้ยงนางไว้กระทั่งข้าวกงพานแห่งเมืองพาน

ลูกศิษย์ของฤาษีจันทราขอรับนางมาเป็นลูกบุญธรรมเมื่อเข้าสู่วัยสาวความงามของนางเป็นที่เลื่องลือมีเจ้าชายจากเมืองน้อยใหญ่มาสู่ขอและท้าวกงพานห่วงลูกสาวไม่ยอมยกหนักให้ใคร แถมยังสร้างหอสูงให้นางอยู่อาศัย

           วันหนึ่งนางอุสาร้อยมาลัยเป็นรูปโค้งและปล่อยลอยตามน้ำเพื่อเสี่ยงทายหาคู่ มาลัยของนางอุษาลอยไปถึงเมืองปะโควัวของท้าวบารสพระองค์จึงเก็บมาลัยและออกเดินทางตามหานางอุสาจนได้พบรักกันเมื่อเช้าคงผ่านทราบเรื่องก็เพียงแต่จะประหารท้าวบารสก็ไม่ได้

เพราะเสียงอำนาจของบิดาของท้าวบารสจึงคิดอุบายให้มาแข่งขันสร้างวัดมีกำหนดเวลาตั้งแต่เช้าจนดาวประกายพรึกภูมิแพ้ต้องถูกตัดศีรษะฝ่ายท้าวบารสมีกำลังพลน้อย

แต่พี่เลี้ยงนางอุสาออกอุบายให้นำโคมไฟไปแขวนบนเสาไม้หลวงให้เท้าของผ่านเข้าใจว่าหมดเวลาแล้วก็หยุดสร้างวัดและให้ท้าวบารสใช้โอกาสนี้สร้างวัดจุดเสร็จเมื่อท้าวกงพานแพ้จึงถูกตัดศีรษะ

           และท้าวบารสก็พระนางอุสากลับเมืองและท้าวบารสมีพระชายาอยู่แล้วนางอุสาจึงถูกพระชายากลั่นแกล้งครั้งหนึ่งพระชายาหลอกให้ท้าวบารสไปแก้เคราะห์กรรม เดินป่าคนเดียวนานถึง 1 ปีทิ้งนางอุสาให้ถูกกลั่นแกล้งอยู่เพียงลำพังจนนางทนไม่ไหวต้องหนีกลับเมืองของนาง

และตรอมใจตายเมื่อทราบว่านางอุสาหนีไปแล้วก็ออกตามหาแต่ได้พบเพียงแค่หลุมศพของนางทำให้ท้าวบารสตรอมใจตายตาม ท้าวบารสถูกฝังไว้เคียงข้างนางอุสาปิดฉากโศกนาฏกรรมรักแสนเศร้าบนภูพระบาทจึงเต็มไปด้วยโคตรหินเพิงผาที่มาจากตำนานลับของนางอุสาท้าวบารสเช่น แท่นหินวัดพ่อตาลูกเขย  แท่นหินห*บศพนางอุสาท้าวบารสหอนางอุสาที่ท้าวกงพานสร้างให้นางอุสาอยู่เป็นตน 

 

สนับสนุนโดย.  ufabet บาคาร่า

มังกรเคยมีอยู่จริงๆบนโลกเราหรือไม่?

มังกรเคยมีอยู่จริงๆ ซึ่งมังกรเป็นสัตว์ในตำนานที่ทุกคนคงจะรู้กันหมดเพราะว่าพบกันในทุกตำนานไม่ว่าจะเป็นของทางยุโรปเอเซียก็ตามมังกรนั้นถือว่าได้เป็นสัญลักษณ์พลังอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ความแกร่งกล้า

โดยในแต่ภูมิภาคทั่วโลกก็จะมีหลากหลายชนิดที่แตกต่างกันออกไปแต่ที่มังกรต่างๆจะมีเหมือนกันก็คือมันจะเป็นสัตว์เลื้อยคานที่มีขนาดใหญ่มีเขาและก็เคี้ยวที่แหลมยาวตาโตออกไปทางลักษณะของงู

ดังนั้นเกล็ดของมันก็จะมีต่างสีกันออกไปมีร่างกายที่กำยำและมีพลังที่มหาศาลในบางตำนานมันอาจจะมีเวทมนต์ประกอบด้วยอย่างเช่นเรียกสายฟ้ามีมนต์ดำพ่อไฟหรือจะพ่อน้ำต่างๆนานาก็ตามและจุดเด่นอีกอย่างที่มักจะมีหลายๆมังกรชนชาติก็คือมันจะมีปีกที่ดูคล้ายๆกับค้างคาวสามารถทำให้มันบินได้สูงและเร็วมาก

นอกจากนี้หากเราจะแบ่งมังกรเป็นสองพวกใหญ่ๆก็จะแบ่งเป็นมังกรทางตะวันตกกับตะวันออกและในมังกรตะวันตกนั้นจะมีลำตัวที่ออกไปทางใหญ่อ้วนกลมมีหางแหลมคอยาวและเขาก็จะแบ่งได้ย่อยๆอีกอย่างเช่นมังกรเทพที่จะมีสีทองหรือมังกรชั่วร้ายที่มีสีดำไปถึงมังกร5หัว9หัวทั้งหลาย

ส่วนมังกรทางด้านตะวันออกเราก็คงจะคุ้นเคยกับมังกรจีนที่จะมีลักษณะตัวยาวเรียวหัวโตราวกับสิงโตและก็มีเขากวางกับหนวดสองเส้นที่เป็นเอกลักษณ์

ซึ่งมันก็จะมีหลากหลายสีเลยตั้งแต่สีเขียวขาวแดงทองส่วนของไทยนั้นจะเรียกว่าเป็นมังกรดีหรือเปล่าถ้าเป็นพญานาคก็จะเรียกว่าเป็นงูน้ำมากกว่าแต่เอาง่ายๆว่าชนชาติไหนมีอารยธรรมที่นั่นก็ต้องมีสัตว์ประหลาดเหล่านี้อยู่ด้วยเสมอโดยทฤษฎีของมังกรเราอาจจะสรุปได้สามแบบก็คือ

ทฤษฎีแรกก็คือมันเป็นมโนล้วนๆเลยและมันอาจจะเป็นอะไรที่คนเราเห็นตาไม่ดีหรือว่าได้รับแรงบันดานใจจากสัตว์ที่มีอยู่แล้วหรือว่ามันอาจจะเคยมีอยู่จริงๆบนโลกใบนี้แต่มันได้สูญพันธุ์ไปแล้วถ้าหากจะให้เลือกหนึ่งกับสองจบเลยไม่ต้องพูดต่อกันแล้วแต่เราจะเลือกข้อสามที่บอกว่ามังกรนั้นมันได้มีอยู่จริง

นอกจากนี้มันก็ได้มีคนไม่น้อยที่เชื่อในทฤษฎีนี้ถึงแม้ว่าหลักฐานตอนนี้ที่เรามีเกี่ยวกับเจ้ามังกรมันได้มีอยู่น้อยมากอย่างเช่นพวกเรื่องเล่าจะพวกคนโบราณต่างๆซากกระดูกฟอสซิลของใดโนเสาร์ที่ค่อนข้างดูคล้ายกับว่ามันนั้นเป็นมังกร

เพราะฉะนั้นแล้วในหลักฐานอื่นๆเราแทบจะไม่ได้เห็นกันอีกเลยมันก็เป็นเรื่องที่อยากลำบากที่จะพอหาทฤษฎีที่จะอธฺบายได้ว่าอะไรมันคือปัจจัยที่ทำให้มังกรเหล่านี้มันบินได้พพ่นไฟได้

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า sbobet ใหม่ล่าสุด

อาถรรพ์เลข13

อาถรรพ์เลข13 สำหรับเรื่องของศุกร์13ก็ไม่มีที่ไหนที่จะมายืนยันได้อย่างชัดเจนว่ามันได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อแต่ว่าเราก็ได้ไปค้นหามาหลายๆเรื่อง

ซึ่งในแต่ละเรื่องมันก็ยังได้มีเหตุผลเป็นของตัวมันเองโดยเราจะขอเมจากเรื่องหลักๆที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยินมาก่อนแล้วกันก็จะเป็นมื้ออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูก่อนที่พระเยซูจะทำการแยกห่างว่ากันว่าในวันนั้นก็ได้มีหนึ่งได้เข้ามาทรยศพระเยซูยูดาสนั่นเอง

นอกจากนี้ในวันกินอาหารมื้อสุดท้ายดังกล่าวก็ว่ากันว่ายูดาสได้ครองเก้าอี้13ของโต๊ะหรือไม่เขาก็ได้เชื่อกันว่าเก้าอี้ตัว13มันไม่ใช่ยูดาสนั่งหรอกแต่ว่าเป็นองค์พระเยซูเองที่ได้ไปนั่งบนตัวนี้แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นใครก็ตามเอาเป็นว่าทั้งสองก็ได้ประสบกับเรื่องคือพระเยซูได้โดนประหารจับตรึงกางเขน 

เนื่องจากนี้ยูดาสที่ทรยศว่ากันว่าต่อมาเขาก็สำนึกบาปแล้วก็ไปแขวนคอตายแต่มันก็ยังได้มีตำนานที่ออกไปในทางที่เล่ามาจากนักบุญเขาได้บอกว่ายูดาสนั้นได้ตัวบวมขึ้นถึงขั้นที่ว่าไม่สามารถเดินทางที่รถจะผ่านไปได้เลยและด้วยความที่ตัวใหญ่แบบนี้นี่เองก็เลยทำให้เขาโดนรถม้าชนไส้แตกออกมาเลยทีเดียว

ดังนั้นเองมันก็เลยได้ทำให้เลข13นั้นเลยมาเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวของฝรั่งคือเขากลัวว่าอาจจะจบไม่สวยอย่างสองคนนี้แต่จริงๆแล้วเรื่องเลข13บนโต๊ะอาหารมันไม่ได้เกิดขึ้นมาในยุคของพระเยซูลากไปไกลกว่านั้นมากมันก้มีตำนานของเทพนอร์ส

โดยเขาได้มีการจัดงานเลี้ยงอยู่บนสวรรค์แต่ทันใดนั้นเองได้มีองค์เทพองค์หนึ่งชื่อว่าโลกิได้เข้ามาปรากฏตัวด้วยแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็เลยได้มาเป้นแขกคนที่13

ซึ่งเทพโลกิก็เป็นเทพแห่งเกรียนเลยก็ว่าได้โดยเทพทั้งหลายก็ไม่อยากจะให้เทพโลกิเข้ามาร่วมด้วยในงานหรอกเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องที่ไม่ดีเข้าและมันก็ได้เป็นจริงแบบนั้นเทพโลกิก็ได้ป่วนงานทุกคนที่มางานในวันนั้นกันเลย

นอกจากนี้ในการป่วนในครั้งนั้นของเทพโลกิก็ถึงกับทำให้องค์เทพองค์หนึ่งต้องตายไปเลยทีเดียวและก็นำไปสู่ของสงครามที่เหล่าเทพจะออกมาต่อสู้กันจนกระทั่งทำให้สวรรค์ดับสิ้นกันไปเลยทีเดียวหรือว่าจะเป้นตามความเชื่อของชาวสุเมเรียนที่เขาเชื่อว่าเลข12จะเป้นเลขแห่งความสมบูรณ์และอะไรที่มันได้เกินไปหนึ่งตัวมันก็จะกลายมาเป็นความโชคร้ายนั่งก็คือเลข13นั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    แจ้งฝาก-ถอน ufabet

ตำนานปลาแก้มช้ำ  

       ปลาแก้มซ้ำเป็นป่าชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะตรงบริเวณแก้มของปลานั้นจะมีร่องรอยช้ำเหมือนกับถูกตบตีมาโดยมีการเล่าถึงประมาณปลาชนิดนี้ว่าในสมัยก่อนนั้น  ตำนานปลาแก้มช้ำ    มีตายายคู่หนึ่งได้เลี้ยงหมากับแมวเอาไว้โดยยายนั้นมีแหวนวงหนึ่งซึ่งเป็นแหวนที่ยายรักมากและมันก็สวยมากและเมื่อหมาที่ยายเลี้ยงไว้เห็นแหวนของยายก็เกิดความรู้สึกอยากได้จึงได้มาแอบขโมยแหวนของยายไป

            ซึ่งยายเองก็หาแหวนวงนั้นไม่เจอแล้วมารู้ภายหลังว่ามาได้ขโมยแหวนของตนเองไปยายจึงไปบอกให้แมวที่เลี้ยงไว้นั้นช่วยไปตามเอาแหวนกลับคืนมาซึ่งแมวก็ได้วิ่งตามหมาไปพร้อมกับตะโกนขอแหวนคืนจากหมาตัวดังกล่าวโดยระหว่างที่พวกมันกำลังวิ่งไปอยู่ตรงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำอยู่นั้นเจ้าแมวก็ได้มีการถามถึงแหวนกับหมา

             ซึ่งในขณะที่หมากำลังจะอาบอาบตอบแมวนั่นเองแหวนของคุณยายก็ได้ร่วมลงแม่น้ำไป  และเมื่อมากับแม่เห็นดังนั้นก็ตกใจจึงได้ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้แหวนวงนั้นกลับคืนมาให้กับยายซึ่งมาเองก็รู้สึกผิดมากที่มาขโมยแหวนของคุณยายไปดังนั้นมันจึงได้อาสาที่จะลงไปงมหาแหวนในน้ำและเมื่อมันงมอยู่นานมันก็ไม่สามารถหาแหวนเจอสักทีมันจึงตัดสินใจว่ามันจะวิดน้ำออกจากคลองนี้ให้หมดเพื่อที่จะได้เจอแหวนได้นั่นเอง

       หลังจากนั้น หมาก็ลงไปในคอหลังจากนั้นก็จุ่มตัวลงไปแล้วขึ้นมาสะบัดเอาน้ำออกด้านบนทำอย่างนี้จนน้ำยุบลงไปเกือบครึ่งคลองทำให้ปลาที่อาศัยอยู่ในคลองดังกล่าวนั้นเกิดความหวาดกลัวว่าหมาจะวิดน้ำจนแห้งหมดแหละพวกมันจะไม่มีที่อยู่อาศัยดังนั้นพวกมันจึงได้ว่ายน้ำมาคุยกับหมาว่ามันจะช่วยหมาหา แหวนให้เองเพียงแต่หมาต้องรับปากมันว่าจะไม่วิดน้ำออกอีกต่อไป

            ซึ่งมาก็รับปากหลังจากนั้นปลาฝูงดังกล่าวก็พากันสืบหาข้อมูลจะรู้ว่าแหวนนั้นถูกปลาตัวหนึ่งได้คาบเอาไปแล้วมันจึงพยายามพากันตามหาปลาตัวดังกล่าวนั้นและเมื่อเจอก็ได้ขอแหวนคืนแต่ปลาตัวนั้นกลับปฏิเสธที่จะให้แหวนพวกมันจึงได้มีการลงทำร้ายปลาตัวนั้นด้วยการใช้หางต่อไปที่ใบหน้าของปลาตัวดังกล่าวอยู่หลายครั้ง

         จนปลาตัวดังกล่าวนั้นคายแหวนออกมาพวกมันจึงได้มีการเอาแหวนไปคืนหมาและหมาก็เอาไปคืนยายนั่นเองในขณะเดียวกันป้าที่ตัวโดนตบนั้นก็มีแก้มที่ถูกตบจนช้ำไปหมดซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อมันขยายพันธุ์ปลาทุกตัวก็มีอาการแก้มช้ำเหมือนกับตัวแรกนั่นเองจนกลายเป็นที่มาของตำนานปลาแก้มช้ำในปัจจุบัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  sa gaming สมัครยังไง

ตำนานหมออีกาฆ่าคน

      เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ดูเกี่ยวกับภาพยนตร์ต่างประเทศที่จะมีคนกลุ่มหนึ่งใส่ชุดสีดำและมีเสื้อคลุมยาวสีดำใส่หมวกปิดบริเวณศีรษะและบริเวณใบหน้านั้น ตำนานหมออีกาฆ่าคน จะมีหน้ากากที่มีลักษณะขายกับนกเพราะบริเวณปากจะแหลม  ซึ่งตัวละครตัวนี้จะมีลักษณะนิสัยที่โหดร้ายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง  และตัวละครตัวนี้ก็มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสมัยอดีตกาล

       ในสมัยโบราณนั้นว่ากันว่าประเทศในแถบยุโรปในช่วงก่อนการเกิดสงครามโลกได้มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอาชีพเป็นหมอมีลักษณะการแต่งกายด้วยการใช้ชุดดำและผ้าคลุมสีดำและมีหน้ากากปิดบังใบหน้าสีขาวคอยตะเวนตามเมืองต่างๆเพื่อรักษาอาการของคนที่เป็นโรคระบาด   อย่างไรก็ตาม หลังจากสู้สงครามโลกหมดสิ้นไปหมอที่มีการแต่งกายแบบนี้ก็ไม่ปรากฏให้เห็นอีกเลย

      แต่กลับมีตำนานเล่าขานที่พูดถึงหมออีกาฆ่าคนซึ่งระบุว่าเป็นชายที่แต่งกายคล้ายกับหมอในสมัยอดีตที่เคยรักษาคนเป็นโรคระบาดแต่หมออีกาฆ่าคนนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตรงบริเวณที่ใบหน้านั้นจะมีการใส่หน้ากากสีขาวแต่บริเวณปากนั้นจะเป็นปากแหลมคล้ายกับปากนกขนาดใหญ่และที่มือของหมอนั้นจะมีเล็บยาวและถ้าหากหมอคนนี้ใช้เล็บไปกรีดที่ใครคนนั้นก็จะเสียชีวิตทันที

        ตามตำนานเล่ากันว่าหมออีกาฆ่าคนนี้เกิดขึ้นในสมัยยุคกลางในทวีปยุโรปข้อแตกต่างในการแต่งกายของหมออีกาค่าคนกับหมอรักษาโรคระบาดนั้นจะต่างกันตรงที่ผ้าคลุมของหมออีกาฆ่าคนนั้น มันจะไม่สามารถถอดออกจากร่างกายได้ และบริเวณหน้ากากนั้นก็ไม่ใช่เป็นหน้ากากแต่จริงๆแล้วคือใบหน้าของหมออีกาฆ่าคนนั้นเอง และหมออีกาฆ่าคนจะฆ่าด้วยการใช้นิ้วมือแตะไปที่บริเวณผิวหนังของคนคนนั้นหลังจากนั้นคนๆนั้นก็จะหมดลมหายใจทันที

 

 

        แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อคนๆนั้นหมดลมหายใจแล้วพวกเขาจะกลับฟื้นคืนชีพมาใหม่อีกครั้งแต่การฟื้นคืนชีพในครั้งนี้เป็นลักษณะคล้ายเหมือนกับซอมบี้เพราะพวกเขาจะไม่มีความรู้สึกนึกคิดและจำอะไรไม่ได้เป็นเพียงแค่ร่างกายที่เดินได้เพียงเท่านั้น โดยวิธีการฟื้นคืนชีพให้กับคนที่ตายไปนั้น หมออีกา จะมีการนำอุปกรณ์ในกระเป๋าของเขามาทำการผ่าตัด หลังจากนั้นคนที่ตายก็จะฟื้นคืนชีพ  และคนที่ฟื้นคืนชีพนั้นจะก่อเหตุการฆ่าคนในหมู่บ้าน 

          สำหรับตำนานที่พูดถึงกันนี้ เกิดขึ้นที่ เมืองมองโตบอง ตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส  และเรื่องราวนี้ก็จบลงด้วยที่มีองค์กรหนึ่งที่ชื่อว่าองค์กร scp ได้เข้ามาตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นและทำการจัดการกับเหล่าผีดิบคืนชีพเหล่านั้นจนในที่สุดก็สามารถกำจัดหมออีกาฆ่าคนได้และไม่มีผีดิบคืนชีพอีกเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  ufabetฝ่ายบริการ