ตำนานวัยรุ่นลองของสุสานร้างโสเภณี

ซึ่งหลังจากที่กลุ่มเด็กแว้นกลุ่มแรกได้ไปถึงที่เขื่อนโพธารามแล้วปรากฏว่ารอแล้วรออีกกลุ่มเด็กแว้นที่ได้แยกตัวออกไปสามคนเขาก็ไม่มาสักทีถึงขั้นที่ว่าต้องโทรไปถามกันเลยแต่ในขณะที่กำลังโทรไปสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเด็กแว้นสามคนนั้นไม่มีใครที่จะรับโทรศัพท์กันเลยแม้แต่คนเดียวเลย

นอกจากนี้ในตอนนั้นเองกลุ่มเด็กแว้นกลุ่มแรกเขาได้คิดว่าคงจะเปลี่ยนใจแล้วก็คงจะแยกย้ายพากันกลับบ้านไปแล้วคงจะไม่มีอะไรหรอกปรากฏว่ารุ่งเช้าอยู่ดีๆได้มีสายโทรศัพท์ได้โทรเข้ามาในกลุ่มเด็กแว้นคนหนึ่งได้โทรมาบอกว่าได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเด็กแว้นทั้งสามคนที่แยกตัวออกไป

เพราะฉะนั้นแล้วในข้อมูลตรงส่วนนี้ที่เราได้ไปหาข้อมูลมามันค่อนข้างน่าลุกลุกมาเพราะว่าสามคนนั้นที่เกิดอุบัติเหตุคนนี้คนแรกคือกลุ่มเด็กแว้นกลุ่มแรกที่ทักว่าเห็นผู้หญิงเสื้อสีเขียวส่วนคนที่สองคือเป็นคนที่มีระเบิดไว้ในมือตอนแรกและคนที่สามที่เขากำล้งอ้วกในขณะที่เขากำลังขับรถไปเที่ยวต่อ

โดยทั้งสามคนนี้ได้เกิดอุบัติเหตุค่อนข้างที่จะรุนแรงเลยคนแรกมีอาการกระทบทั่งอย่างรุนแรงถึงขนาดที่ว่ามีอาการสมองบวมและไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกของตัวเองได้ก็คือนอนเป็นเจ้าชายนิทราไปนั่นเองส่วนคนที่สองมีอาการแขนขาหักและมีการม้ามแตกและคนสุดท้ายมีอาการบาดเจ็บค่อนข้างที่จะน้อยที่สุดคือมีรอยบอบซ้ำทั่วร่างกายแต่สภาพร่างกายดีที่สุดในตอนนั้น

เมื่อกลุ่มเด็กแว้นได้เห็นเพื่อนทั้งสามคนมีอาการค่อนข้างที่น่าปลอดภัยแล้วแต่มีเพียงคนเดียที่สมองบวมค่อนข้างน่าเป็นห่วงเขาเลยคิดว่าน่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรที่มันจะแย่ไปกว่านี้อีกแล้วแต่อยู่ดีๆเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเด็กแว้นคนที่สามที่บอกไปว่าอาการดูสู้ดีที่สุดอยู่ดีๆเขาได้เสียชีวิไปอย่างกระทันหันโดยที่ไม่สามารถบอกสาเหตุได้เลย

ซึ่งตรงนี้เลยสร้างความแปลกใจให้พ่อแม่และกลุ่มเด็กแว้นมากแต่พอหาสาเหตุไม่ได้ก็ต้องส่งศพไปชันสูติที่โรงพยาบาลก้ได้ทำการตรวจศพปรากฏว่าก็ตอบได้เพียงคิดมันเกิดจากอะไรที่ร่างกายมันเกิดความบอบซ้ำอย่างรุนแรงทั้งภายในและภายนอกมันเลยทำให้เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ดังนั้นพอเวลากลับไปจัดงานศพจริงๆสัปเหร่อกับได้พุดอีกอย่างหนึ่งก็คือผู้ชายคนนี้จับดูก็รู้แล้วว่ากระดูกหักมากหลายส่วนในร่างกายแต่ทำไมผลชันสูติศพไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุเสียชีวิตของผู้ชายคนนี้มาจากกระดูกหักทั่วร่างกายไม่ใช่การบอบซ้ำ

 

สนับสนุนโดย.  gclub สมัครสมาชิก

การทำนายวันสิ้นโลกของ เซอร์ไอแซกนิวตัน

สำหรับคำทำนายในปี2060ซึ่งจะเป็นคำทำนายมาจากเซอร์ไอแซกนิวตันถ้าหากได้พูดถึงเซอร์ไอแซกนิวตันหลายๆคนก็คงจะนึกถึงชั่วโมงวิทยาศาสตร์กับเรื่องราวแอปเปิ้ลผลเดียวที่มันทำให้เราได้เข้าใจกฏเกณฑ์ต่างๆของแรงโน้มท้วงของโลกเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่วางรากฐานวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ให้กับโลกแล้วก็ยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุผู้ที่เคยพยายามเปลี่ยนแปลงโลหะให้กลายมาเป็นทอง

เราเป็นว่าหลายคนก็จะมองรวมๆแล้วว่าเซอร์ไอแซกนิวตันท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่เชื่อด้วยทุกอย่างด้วยเหตุการณ์เหตุผลต่างๆ

แต่ทว่าใครจะไปคิดว่าเซอร์ไอแซกนิวตันเองอาจจะมีมุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ก็ได้นั่นก็คือเขาเป็นคนที่มีความเชื่ออย่างล้ำลึกมากในศาสนาลึกพอกับที่คุณนั้นเชื่อในหลักการวิทยาศาสตร์เลยท่านได้เชื่อว่าในไบเบิ้ลนี้มันจะมีรหัสอะไรบางอย่าง

ซึ่งถ้าเราไขได้แล้วและเราก็สามารถบ่งบอกถึงวันสิ้นโลกได้นั่นเองมันก็เลยทำให้ท่านได้เริ่มโครงการหาวันสิ้นโลกจากหลักฐานที่มีอยู่ในพระคัมภีร์บวกกับหลักการทาวิทยาศาสตร์

โดยท่านก็ได้ตีความไปว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันจะเริ่มขึ้นมาจากการถดถอยต่างๆของศาสนจักรคาทอลิกที่ได้มีการโกงกินอะไรกันต่างๆนาๆในโบสถ์เขาได้ตีความว่ามันเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.800ในเอกสารก็ยังได้พูดถึงการช่วยชาวยิวให้ได้กลับไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิก่อนวันสิ้นโลกอีกด้วย

นอกจากนี้เหตุการณ์ทั้งหลายมันก็จะดำเนินมาเรื่อยๆจนกระทั่งได้ถึงการล้มสลายของมนุษยชาติและเขาก็ไม่ได้บอกด้วยว่ามันจะสิ้นสุดยังไงแต่ได้บอกว่ามันจะมาหลังปี2060คือเขาได้เขียนเป็นในๆว่าการสิ้นโลกมันจะไม่เกิดขึ้นก่อนปี2060อย่างแน่นอน เซอร์ไอแซกนิวตัน ก็ได้เขียนกำกับไว้ว่าการที่เขาได้ทำนายวันสิ้นสุดของโลกขึ้นมาก็เป็นเพราะว่าเขาต้องการที่จะหยุดบุคคลนอกรีดที่ชอบทำนายวันสิ้นโลกขึ้นมาอย่างมั่วๆ

ซึ่งเรื่องราวต่อมาต่อมาที่ได้มาพร้อมคู่กันกับศาสนาคริสต์ก็คือจะเป็นศาสนาอิสลามที่ได้กล่าวเอาไว้ถึงเรื่องการสิ้นโลกเอาไว้อยู่เหมือนกันและหนึ่งในนั้นเขายังได้กล่าวถึงการมาของพระเยซูหลายคนจะบอกว่าพระเยซูเป็นของศาสนาคริสต์ไม่ใช่เหรอใช่แต่ว่าพระเยซูก็ได้มีไปปรากฏตัวอยู่ในศาสนาอิสลามด้วย

โดยเรื่องนี้เราเชื่อว่าคนไทยหลายๆคนจะยังไม่รู้จริงๆแล้วคริสต์กับอิสลามก็จะมีที่มาจากศาสนาเดียวกันก็คือศาสนายิวและทั่วโลกก็จะเรียกกลุ่มศาสนานี้ว่าศาสนาของอับราฮัม

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    Gclub ฟรี 100

ตำนานของ อลิซาเบธ บาโธรี่ เคาน์เตสแวมไพร์

            สำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับหญิงงามชื่อว่า อลิซาเบธบาโธรี่  ในประวัติศาสตร์ของเธอนั้น ว่ากันว่าเธอเป็นหญิงสาวที่มีความงดงามแต่ก็มีความโหดร้ายเธอฆ่าคนเป็นผักปลาโดยในช่วงแรกนั้นเธอฆ่าสาวใช้ของเธอก่อนจากนั้นเมื่อข้าหมดประสาทแล้วเธอจะเริ่มรับคนงานจะเป็นลูกสาวชาวบ้านมาทำงานและก็เริ่มฆ่าสาวใช้เหล่านั้นจนหมด จนไม่มีใครกล้าที่จะมาสมัครทำงานกับเธอ   

ดังนั้นเป้าหมายของหญิงสาวที่เธอต้องการฆ่าฉันถูกเปลี่ยนเป็นลูกสาวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งทุกครั้งที่เธอต้องออกงานราตรีต่างๆและก็จะมีการพูดถึงปราสาทราชวังของเธอก็มีความสวยงามแบบไหนลูกสาวเราก็ราชการก็อยากที่จะมาอยู่ที่บริษัทราชวังกับเธอมาทำงานกับเธอและเมื่อใครก็ตามที่ตกหลุมพรางมาอยู่ที่ปราสาทของเธอและเธอถูกอลิซาเบธ บาโธรี่ฆ่าตาย  ด้วยวิธีการต่างๆนานา 

    และเรื่องราวเหล่านี้รู้ไปถึงถึงของพ่อแม่ของเด็กสาวเหล่านั้นพวกเขาต่างพากันขอมาเยี่ยมลูกสาวของพวกเขาที่ปราสาทของอลิซาเบธ บาโธรี่แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้งไปจนในที่สุดพวกพ่อแม่ของเด็กสาวจึงได้เข้าไปกราบทูลพระมหากษัตริย์ให้ช่วยส่งคนมาดู  ทางด้านพระมหากษัตริย์จึงได้มีการส่งชายคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตเพื่อนรักของสามีของเธอที่มาทำการตรวจสอบ

           แล้วด้วยความหวาดกลัว  อลิซาเบธ บาโธรี่ จึงได้เชิญเพื่อนรักของสามีของเธอมารับประทานอาหารที่ปราสาทของเธอพร้อมทั้งวางยาเขาแต่โชคยังดีที่เขาไม่เป็นอะไรเขาสามารถหนีออกจากปราสาทได้และเมื่อเขารักษาตัวจนหายแล้วก็กลับมาที่ปราสาทมาอีกครั้งพร้อมกับทหารเป็นจำนวนมากมาซุ่มอยู่บริเวณด้านหน้าของปราสาท

และเมื่อได้จังหวะเขาก็ให้เหล่าทหารทั้งร้ายบุกเข้าไปในประสาทซึ่งทำให้พวกเขานั้นได้เห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อพบศพของเด็กสาวจำนวนมากอยู่ในปราสาทของอลิซาเบธ บาโธรี่ จึงเป็นที่มาของการจับตัว อลิซาเบธ บาโธรี่ มาลงโทษ 

              โดยมีสาวใช้ของเธอที่รอดชีวิตออกมาให้การว่าเธอได้มีขั้นตอนการฆ่าสาวใช้แต่ละคนยังไงและยังบอกอีกด้วยว่าเพื่อนำเลือดของหญิงสาวเหล่านั้นมากินและมาอ่านซึ่งเป็นที่มาที่หลายคนคิดว่า  อลิซาเบธ บาโธรี่ ไม่ใช่มนุษย์แต่เธอคือแวมไพร์วิธีฆ่าคนเพื่อหวังกินเลือด

และในที่สุดเธอก็ถูกพิพากษาโทษ และเธอถูกจับขังในปราสาทของตัวเอง และมีการโบกปูนห้องขังนั้น ให้เป็นห้องปิดตาย เหลือเพียงช่องเล็กๆเอาไว้เพื่อยื่นอาหารไปให้เธอกิน และในทุกอาทิตย์จะมีบาตรหลวงก็มาเทศนาให้เธอฟัง และในปี ค.ศ. 1614  อลิซาเบธ บาโธรี่ ก็เสียชีวิตลง 

ศพของเธอถูกนำมาฝังไว้อยู่ในบริเวณพื้นที่ของปราสาทของเธอนั่นเองและเมื่อระยะเวลาผ่านไปปลายปีได้มีคนมาขุดสุสานของเธอขึ้นมาเมื่อเปิดลองออกดูก็ไม่พบว่ามีร่างกายของ อลิซาเบธ บาโธรี่ อยู่ด้านในทำให้เสียงร่ำลือเกี่ยวกับอลิซาเบธ บาโธรี่ว่าเป็นแวมไพร์นั้นเป็นเรื่องจริง

 

สนับสนุนโดย.    เวปยูฟ่าเบท

ตำนานสี่หูห้าตา 

        ตำนานที่จะพูดในวันนี้มีชื่อว่า ตำนานสี่หูห้าตา  ซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของคนจังหวัดเชียงราย  โดยตำนานนี้มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับสาเหตุของการสร้างพระธาตุดอยเขาควายเอาไว้ด้วย

        สำหรับตำนานนี้เรื่องมีอยู่ว่า มีเด็กชายคนหนึ่งมีฐานะยากจน พ่อแม่ เสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ ก่อนที่พ่อจะตายได้สั่งเสียลูกชายเอาไว้ว่า หากว่าพ่อตายไปแล้วให้นำร่างกายของพ่อไปฝังดินเอาไว้ และรอให้ร่างกายของพ่อนั้นเน่าเปื่อยจนเห็นแต่กะโหลก หลังจากนั้นให้ขุดเอาหัวกะโหลกของพ่อขึ้นมาแล้ว

นำไปกราบไหว้บูชา ซึ่งเด็กชายจะต้องกราบไหว้หัวกระโหลกของพ่อจนกว่าจะอายุครบ 17 ปี และเมื่ออายุครบ 17 เมื่อไหร่ก็ให้นำหัวกระโหลกของพ่อไปวางไว้ตรงบริเวณทางขึ้นของดอยเขาควาย โดยเด็กชายจะต้องเอาไปวางไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เท่านั้น

ซึ่งลักษณะของการเอากระโกลกไปวางไว้นั้นจะต้องเอาเชือกผูกแล้วลากหัวกระโหลกเท่านั้นซึ่งหากกระโหลกไปหยุดตรงไหน เขาจะต้องเอาบ่วงดักสัตว์ไปวางไว้ตรงนั้น 

   แน่นอนว่าเด็กหนุ่มทำตามที่พ่อสั่งเสียไว้ก่อนตาย และเขาก็สามารถจับสัตว์ได้ตัวหนึ่ง ซึ่งสัตว์ตัวดังกล่าวมีลักษณะแปลกประหลาด มีสีหูห้าตา  เขาได้นำสัตว์ตัวนั้นกลับไปเลี้ยง แต่เอาอะไรให้กินมันก็ไม่ยอมกิน เขาสังเกตุเห็นว่าสัตว์ตัวนั้นกินถ่านแทนอาหารนับตั้งแต่นั้น เขาก็มักจะเตรียมถ่านเอาไว้ให้สัตว์เลี้ยงกิน

และสิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากก็คือทุกครั้งที่สัตว์ของเขากินถ่านมันจะอึออกมาเป็นทองคำ ดังนั้นตั้งแต่มีสัตว์ตัวนี้มาเขาก็ร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีนั่นเอง ต่อมาเจ้าผู้ครองเมืองได้ประกาศหาคู่ให้กับลูกสาวของตัวเอง และมีการกำหนดเอาไว้ด้วยว่าหากใครที่จะมาเป็นลูกเขยของตนเองนั้นจะต้องสร้างรางน้ำฝนซึ่งเป็นทองคำโดยความยาวให้ยึดจากบ้านของคนที่สร้างเองมาจนถึงห้องนอนของเจ้าหญิง

ซึ่งชายหนุ่มทำได้สำเร็จหลังจากนั้นก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง แต่ด้วยความสงสัยว่าชายหนุ่มทำได้อย่างไรพระราชา จึงได้ถามและเมื่อชายหนุ่มเล่าให้ฟัง พระราชาก็คิดอยากจะครอบครองสัตว์ตัวดังกล่าวเอง ระหว่างที่แอบจับสัตว์ประหลาดที่มีสี่หูห้าตานั้น เกิดพลัดหลงเข้าไปในถ้ำแล้วถ้ำเกิดพังลงมาโชคดีที่หนีออกมาได้ทัน ทำให้พระราชาคิดได้ว่าไม่ควร

และด้วยความที่สำนักกับสิ่งทีทำทำให้พระราชาได้ยกเมืองให้ชายหนุ่มได้ปกครองแทน และเมื่อได้ขึ้นครองเมืองเขาก็ทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญพร้อมกับสร้างวัดพระธาตุดอยเขาควายขึ้นมา และตั้งแต่ชายหนุ่มได้ขึ้นปกครองเมืองสัตว์สี่หูห้าตาก็ไม่มาปรากฏให้เห็นอีกเลย 

 

สนับสนุนโดย    บาคาร่าออนไลน์ ได้เงินจริง

ตำนานบ้านขังวิญญาณ

    เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงโดยมีครอบครัวหนึ่งเป็นผู้ประสบพบเจอซึ่งครอบครัวนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวว่าพวกเขาได้ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านมือสองโดยบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีอาณาเขตกว้างขวางและสวยงามตัวบ้านมีสภาพสมบูรณ์และขายในราคาที่ไม่แพงมากนัก

และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาพากันย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวในช่วงแรกๆนั้นพวกเขารู้สึกว่ามีคนอยู่ภายในบ้านโดยที่พวกเขานั้นไม่เห็นซึ่งส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักจะได้ยินเสียงเดินหรือเสียงหัวเราะหรือเป็นเงาของคนสูงใหญ่เดินอยู่ภายในบ้าน ทำให้คนในครอบครัวนี้อยู่กันแบบไม่เป็นสุขแล้

หวาดผวาเป็นอย่างมากจนในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจทำบุญบ้านครั้งยิ่งใหญ่เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวแต่ในขณะที่พวกเขากำลังกรวดน้ำให้นั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงผู้ชายตอบกลับมาว่าเขาไม่เอาซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ไปหาสาเหตุของเสียงที่มาของวิญญาณที่อยู่ภายในบ้านหลังนั้น

โดยทราบมาว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ ซึ่งอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้แล้วโดยครอบครัวนี้มีพ่อแม่แล้วก็ลูกสาวซึ่งคุณเป็นพ่อนั้นมักจะดื่มสุราเมามายอยู่เป็นประจำอยู่มาวันหนึ่งคนเป็นพ่อได้ก่อคดีฆาตกรรมฆ่าภรรยาและลูกสาวของตนเองเสียชีวิตหลังจากนั้นก็ฆ่าตัวตายตาม

และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหากใครมาอยู่บ้านหลังดังกล่าวนั้นก็มักจะเจอกับวิญญาณของครอบครัวนี้มาคอยหลอกหลอนที่สำคัญหลังจากที่ครอบครัวของชายหนุ่มคนนี้ได้ย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวก็มีอีกหลายครอบครัวที่ย้ายเข้ามาอยู่แทนซึ่งทุกครอบครัวที่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้

ก็จะต้องพบเจอกับเรื่องราวสยองขวัญซึ่งบางครอบครัวนั้นก็ได้รับอันตรายจนถึงกับบาดเจ็บสาหัสหรือบางครอบครัวก็ทำให้มีคนตายเกิดขึ้นด้วยนั่นเองทำให้บ้านหลังดังกล่าวนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านได้มีการบอกกล่าวถึงความสยองขวัญของบ้านขังวิญญาณนั้น

และไม่มีใครที่จะกล้ามาซื้อบ้านหลังดังกล่าวต่ออีกเลยทำให้ปัจจุบันนี้บ้านหลังนี้ยังคงถูกปล่อยรกร้างเอาไว้และมีมีใครกล้าที่จะมาเข้าใกล้บ้านหลังนี้เพราะต่างก็เกรงกลัววิญญาณที่อยู่ในบ้านหลังนี้จะเกิดความอาฆาตและทำร้ายนั่นเอง 

ซึ่งเรื่องเล่าความน่ากลัวนี้ได้มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ให้ผู้คนได้ชมกัน จนถึงปัจจุบันนี้ตำนานเรื่องเล่าของบ้านสยองขวัญนี้ก็ยังคงมีการเล่ากันมารุ่นต่อรุ่น และยังมีรายการผี บางรายการเข้าไปถ่ายทำเผื่อหวังจะเจอกับวิญญาณเหล่านั้นอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนสด

ตำนานปราสาทแห่งกู๊ดโฮป 

หากพูดถึงปราสาทที่มีผีสิงส่วนใหญ่เราก็จะนึกถึงประสาทในเขตทวีปอเมริกาแต่เชื่อหรือไม่ว่าที่ประเทศแอฟริกาใต้เองนั้นก็มีปราสาทผีสิงเช่นเดียวกันซึ่งบริษัทดังกล่าวนั้นอยู่ตรงบริเวณแหลมกู๊ดโฮปและปราสาทนี้ถูกสร้างมานานแล้วหลายปี   

ตำนานเรื่องเล่านี้เล่ากันถึงผู้ว่า คุณเคยเป็นผู้ว่าเมื่อในอดีตมาแล้วเขาคือปีเตอร์  กรีทเบิด แวนนู๊ด  ผู้ว่าคนนี้เขามีนิสัยดุร้ายเป็นอย่างมากเขามักจะใช้ความรุนแรงในการปกครองบ้านเมืองและเขาเคยลงโทษทหารหลายนายด้วยการใช้วิธีแขวนคอ ซึี่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในช่วงประมาณปี 1720

โดยเขาเคยสั่งแขวนคอทหารโดยยังคงใช้ผ้าคลุมหน้าของเราทหารนั้นด้วย มีตำนานเล่าเกี่ยวกับการประหารชีวิตมีครั้งนั้นด้วยว่ามีฐานจำนวนหลายคนที่ถูกประหารชีวิตซึ่งก่อนที่ทหารคนสุดท้ายจะถูกแขวนคอนั้นท่านผู้ว่าและเกิดอาการป่วยขึ้นมาอย่างฉับพลัน

และเมื่อมีการประหารทหารเสร็จเป็นที่เรียบร้อยเพชฌฆาตก็เลยเดินมาบอกกับผู้ว่าว่าการประหารดำเนินการให้เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เพชฌฆาตเดินทางมาถึงเพื่อบอกเล่าเรื่องของการประหารชีวิตกลับพบว่าท่านผู้ว่านั้นได้เสียชีวิตลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ชาวบ้านและทหารที่อยู่ในประสาทหรืออยู่ใกล้กับบริเวณประสาทก็มักจะเห็นท่านผู้ว่าเดินเล่นอยู่บริเวณรอบๆปราสาทอยู่ทุกวันเป็นประจำ และอย่างเราหรือต่อๆกันมาด้วยว่าจนทุกวันนี้ก็ยังมีคนพบเห็นวิญญาณของท่านผู้ว่ายังคงวนเวียนอยู่แถวบริเวณประสาทอยู่และยังมีการเล่าลือกันอีกแต่ว่าสาเหตุที่ท่านผู้ว่าต้องจบชีวิตลงแบบนี้ก็เพราะว่าท่านผู้ว่ามีการสั่งฆ่านักโทษ

โดยที่ไม่ยอมให้ถอดผ้าคลุมหน้าออกนั่นเอง ส่วนสาเหตุที่ท่านผู้ว่าเสียชีวิตนั้นก็เกิดมาจากว่านักโทษประหารคนสุดท้ายที่ถูกท่านผู้ว่าสั่งให้ประหารชีวิตนั้นเขาได้มีการสาปแช่งท่านผู้ว่าทำให้ท่านต้องเสียชีวิตจากการสาปแช่งของทหารคนดังกล่าว

ซึ่งถ้าหากท่านผู้ว่าปล่อยให้มีการถอดผ้าคลุมหน้าออกก็จะทำให้ท่านรู้ว่าทหารคนดังกล่าวกำลังสาปแช่งท่านอยู่นั่นเอง และอีกความน่ากลัวหนึ่งก็คือชาวบ้านบอกว่าในช่วงเวลาค่ำคืนมักจะเห็นวิญญาณของหญิงสาวชุดสีเทาออกมายืนร้องไห้แถวบริเวณข้างกำแพงตรงประสาทและเมื่อเวลาผ่านไปได้มีการขุดพบเจอโครงกระดูกตรงบริเวณกำแพง

ซึ่งชาวบ้านมักจะเห็นมีสาวมายืนร้องไห้อยู่นั่นเอง และเมื่อมีการนำกระดูกของเธอออกไปจากจุดนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านก็ไม่เคยพบเห็นวิญญาณของสาวชุดสีเทากันอีกเลย ซึ่งปัจจุบันนี้ตำนานเรื่องผีผู้ว่ากับผีสาวชุดเทายังคงมีการเล่าสืบต่อกันมาให้ลูกหลานได้ฟังนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  sexybaccarat  ที่ให้การสนับสนุน

ผีย่าม่อย

         สำหรับตำนานผีม่อยนั้นเป็นตำนานที่เกิดขึ้นในประเทศลาวเช่นเดียวกันซึ่งตามตำนานบอกว่ายายมอยนั้นเป็นหญิงชราที่อาศัยอยู่ในป่าทึบแล้วหญิงชราคนดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับคนแคระและที่สำคัญเธออาศัยอยู่ในป่าคนเดียว

ซึ่งถ้าหากใครหลงเข้าไปในป่าที่เธออาศัยอยู่เธอจะฆ่าคนผู้นั้นทันที ตำนานเล่าว่าอยู่มาวันหนึ่งมีเด็กหญิง 2 คนเกิดพลัดหลงเข้าไปในป่าที่เป็นป่าของผีย่าม่อย ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเด็กทั้งสองคนนั้นอาจจะไม่เคยรู้ประวัติของผีย่าม่อยมาก่อนนั่นเองเราว่าเด็กทั้งสองคนนั้นได้เดินไปถึงกระท่อมที่ย่าม่อยไม่อาศัยอยู่

และยังไปเคาะประตูบ้านของย่าม่อยอีกด้วย อย่างไรก็ตามมีการเล่ากันว่าเมื่อผีย่าม่อยได้รับการทักทายจากเด็กๆหญิงชราก็เปิดประตูออกมาพร้อมกับบอกเด็กๆว่า พวกเธอเป็นใครมาทำอะไรกันที่นี่แล้วมาอยู่ในป่าของฉันได้อย่างไร เธอไม่รู้หรือว่าถ้าเข้ามาในนี้แล้วจะต้องมาเป็นอาหารของฉันหลังจากนั้น

หญิงชราก็กลายร่างเป็นผีเพื่อหลอกเด็กๆทันทีแต่เด็กๆกลับไม่วิ่งหนีและยังบอกย่าม่อยอีกด้วยว่าพวกเขานั้นถูกทิ้งเข้ามาในป่าแห่งนี้ และพวกเขาไม่รู้จะไปไหนพวกเขาจึงจำเป็นที่จะมาขออาหารกับย่าม่อยนั่นเอง เด็กน้อยทั้ง 2 คนร้องขออาหารจากผีย่าม่อยพร้อมทั้งบอกว่าถ้าได้อ่านแล้วทั้งสองคนก็จะออกจากป่าของหญิงชราทันที

และจะไม่กลับมากวนหญิงชราอีก เมื่อหญิงชราได้ยินดังนั้นก็ได้มีการมอบท่อนอ้อยให้กับเด็กน้อยทั้งสองคนเลยบอกให้เด็กทั้งสองคนนั้นเดินกินอ้อยกลับไปยังบ้านของตนเองแล้วให้ข้าวเปลือกอ้อยทิ้งระหว่างทางด้วยเพราะอ้อยนั้นกินได้

เฉพาะแค่น้ำอ้อยเท่านั้นส่วนเปลือกจะไม่สามารถกลืนลงท้องได้เด็กน้อยทั้งสองคนได้ทำตามที่หญิงชราบอกพวกเธอนั้นเดินกินอ้อยไปตลอดทางและเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านของตนเอง และเมื่อตกดึกผีย่าม่อยก็เดินตามรอยกากอ้อยที่พวกเด็กๆนั้นทายทิ้งเป็นทางเอาไว้จนหญิงชราไปเจอกับหมู่บ้านที่เด็กๆอาศัยอยู่

เครื่องเด็กทั้งสองคนนั้นได้บังเอิญเห็นยาวๆตามเข้ามาเด็กๆจึงรู้ได้ทันทีว่ายาไม่น่าจะตามมากินพวกเขาเสียแล้วดังนั้นพวกเขาจึงได้มีการขึ้นไปแอบซ่อนบนหลังคาซึ่งยาวๆก็เห็นหมดทุกขั้นตอนที่เด็กๆปีนขึ้นไปแต่ก็ไม่สามารถตามเด็กๆขึ้นไปบนหลังคาได้ด้วยความชราภาพของตนเองทำได้แค่เพียงการตะโกนคุยกับเด็กๆเท่านั้นเมื่อตะโกนคุยกันไปนานๆหญิงชราเกิดปวดฉี่ขึ้นมาจึงได้เดินไปที่ห้องข้างๆที่เป็นห้องน้ำแล้ว

เข้าไปทำการฉี่แต่ระหว่างนั้นก็ตะโกนคุยกับเด็กๆไปด้วยโดยพยายามเกลี้ยกล่อมให้เด็กๆนั้นปีนลงมาจากหลังคา แต่เด็กสาวตะโกนตอบกับหญิงชราว่าเธอลงไปไม่ได้เพราะต้องรอพี่สาวอยู่ข้างบนนี้พี่สาวของเธอกลับไปที่บ้านของหญิงชราเพื่อไปขออาหารเมื่อหญิงชราได้ยินดังนั้นก็กลัวว่าอาหารที่เธอเก็บตุนไว้จะหายไปหมดเธอจึงได้รีบกลับไปที่บ้านของตนเอง

พร้อมกับกำชับให้เด็กที่อยู่บนหลังคารอเธอก่อนเดี๋ยวเธอจะกลับมาคุยด้วยเมื่อเธอกลับไปได้สักพักเด็กน้อยทั้งสองคนก็ไปหาที่ซ่อนแห่งใหม่ซึ่งขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ที่สูงกว่าเดิมยิ่งชรากลับมาก็เรียกร้องให้เด็กน้อยทั้งสองคนลงมาข้างล่างแต่เด็กทั้งสองคนก็ปฏิเสธพร้อมกับบอกว่าพวกเขาต้องรอให้พี่อีกคนนึงที่ไปบ้านของหญิงชราอีกรอบกลับมาก่อนเมื่อได้ยิน

ดังนั้นหญิงชราก็ไม่พอใจก็เก่งว่าอาหารที่ตนเองเก็บเอาไว้นั้นจะหมดไปจึงได้กลับไปที่บ้านของตนเองอีกรอบหนึ่ง เด็กๆพากันปีนต้นไม้ให้ส่งไปอีกจนในที่สุดเด็กๆก็มากันมองเห็นวิญญาณของพ่อกับแม่ที่อยู่บนสวรรค์เด็กๆร้องขอให้พ่อกับแม่ช่วยเหลือพวกเขา

ซึ่งพ่อกับแม่ก็ได้ช่วยเหลือด้วยการหย่อนเชือกลงมาเมื่อหญิงชรามองเห็นก็ได้มีการร้องขอพ่อแม่ของเด็กว่าเธอนั้นรักเด็ก 2 คนนี้มากเพราะไม่มีใครพูดคุยกับเธอเลยนอกจากเด็กทั้งสองคนนี้หญิงชราอ้อนวอนไม่ให้พ่อกับแม่ของเด็กนั้นพาเด็กไป

ซึ่งพ่อกับแม่ของเด็กก็ได้หลงเชื่อใจว่าหญิงชรานั้นจะรักเด็กจริงได้อย่างเชือกที่มีเด็กเกาะอยู่ลงมาได้ขณะที่หญิงชรากำลังจะไปเชื่อเพื่อที่จะปีนขึ้นไปดึงตัวเด็กลงมานั่นเองเด็กน้อยเห็นท่าไม่ดีกลัวว่าหญิงชราจะจับตนเองไปกินจึงได้กัดเชือกที่หญิงชราเกาะอยู่ค่ะทำให้ร่างของหญิงชรานั้น

ร่วงลงมาจากท้องฟ้าตกลงไปในบ่อน้ำแห่งหนึ่งซึ่งบ่อน้ำนั้นเป็นบ่อน้ำที่เป็นปล่องภูเขาไฟซึ่งมีความลึกมากตั้งแต่หญิงชราตกลงไปนั้นก็ไม่เคยโผล่ขึ้นมาอีกเลยทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านของประเทศลาวต่างก็เรียกบ่อน้ำนี้ว่าบ่อน้ำวนย่าม่อยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  หรือวังน้ำวนยายม่อม

 

สนับสนุนโดย  ufabet บาคาร่าออนไลน์

ตำนานเกม kindred spirit 

       หากพูดถึงเรื่องของการเล่นเกมแล้วเราก็ปกติแล้วคนที่เล่นเกมนั้นจะมีการเล่นกันแทบทุกจะช่วงอายุคนไม่ว่าจะเป็นเด็ก  วัยรุ่น  คนไปทำงานหรือแม้แต่คนที่สูงอายุแล้วก็ยังเล่นเกมแต่การเล่นเกมส่วนใหญ่ผู้คนมักจะไม่ค่อยสนใจกันหรอกว่าเกมนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรซึ่งบางเกมนั้นก็มีเรื่องเล่าและตำนานที่จะบอกถึงที่มาของเกมนี้ด้วยว่าเกมนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานของเกมซึ่งเกมที่เราจะพูดถึงกันนี้ก็คือเกมที่ชื่อว่า  kindred spirit  ด้วยเกมนี้ผู้เล่นส่วนใหญ่ก็จะมีอายุอยู่ในช่วง 8 ถึง 12 ปีเท่านั้นซึ่งเป็นเกมสำหรับเด็กแต่ก็เป็นเกมที่น่าสนใจและน่าลองเล่นเป็นอย่างมากเรามาดูกันว่าเกมนี้จะมีตำนานที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

      เกมนี้นั้นอาจจะยังไม่ค่อยอยากจะเท่าไหร่แต่ก็มีความสนุกมากซึ่งเราอาจจะรู้กันดีว่าเกมหลายๆเกมนะจะมีตำนานของเกมเป็นของตัวเองทุกวันนี้เราก็จะมาพูดถึงตำนานของเกมนี้กันตั้งนานมีอยู่ว่า ณ สรวงสวรรค์แห่งหนึ่งมีผู้สาวซึ่งเธอนั้นเป็นคนที่สวยเป็นอย่างมากนี่หลายๆคนเลยที่หลงรักเธอมีอยู่วันหนึ่งที่องค์รัชทายาทของสวรรค์เดินทางออกไปตามหาคู่รักในใจของตัวเองหวังจะหา รักคู่รักในอนาคต

ซึ่งพระองค์ก็ได้ไปเจอกับผู้สาวคนนั้นและพระองค์ก็ได้หลงรักผู้สาวซึ่ง นางฟ้าสาวคนนั้นก็หลงรักพระองค์เช่นเดียวกันทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะแต่งงานกันแต่ไม่ทันที่ทั้งสองนั้นจะสามารถที่จะได้แต่งงานกันพระราชาและราชินีแห่งความมืดและความชั่วร้ายก็ได้อิจฉาริษยาคิดทั้งสองคนนั้นจะได้มีชีวิตอย่างมีความสุข

พระราชาและพระราชินี แห่งความมืดซึ่งได้เสกให้มีพายุทรายพัดโหมกระหน่ำทำให้ทั้งสองต้องแยกจากกันองค์ชายรัชทายาทได้ถูกจับตัวไปให้ไปอยู่ที่วังต้องคำสาปส่วนนางฟ้าสาวไม่ได้ถูกจับไปถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพังรักชายมากถึงกับยอมเสี่ยงตายออกไปตามหาเจ้าชาย

แต่ก็มีหลายครั้งที่นางต้อง สู้กับอุปสรรคมากมายจนปากเจ็บไปหลายแผลแต่นางนั้นก็พักรักษาตัวให้หายไม่ย่อท้อและยังคงตามหาเจ้าชายต่อไปโดยสิ่งที่เราต้องทำนั่นก็คือการช่วยเหลือนางฟ้า ให้สามารถตามหาเจ้าชายเจอได้ และนี่คือตำนานของเกมนี้ค่ะใครสนใจลองไปเล่นกันดูได้นะคะในต้นของเกมจะมีการเล่าเรื่องของตำนานแบบฉบับย่อให้ดูค่ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทดลองเล่นบาคาร่า

หลอนวัดปทุมคงคาที่เขตสัมพันธวงศ์

         ในกรุงเทพฯซึ่งอยู่ในเขตสัมพันธวงศ์นั้นมีวัดที่โด่งดังมากอยู่วัดหนึ่งในปัจจุบันนี้นั่นก็คือวัดปทุมคงคาซึ่งเมื่อก่อนในอดีตนั้นวัดปทุมคงคาถือได้ว่าเป็นวัดที่มีความเก่าแก่มากที่สุดวัดหนึ่งเพราะมีความเชื่อกันว่าประวัติการสร้างวัดปทุมคงคานั้นมีการสร้างมานานแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ซึ่งตามตำนานและมีประวัติที่สามารถเชื่อถือได้มีการระบุเอาไว้ว่าแต่เดิมนั้นวัดปทุมคงคาเป็นวัดเล็กๆซึ่งภายหลังก็ได้มีการถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ไม่มีใครที่จะเดินทางมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ไม่มีพระสงฆ์คอยดูแลวัดจนกลายเป็นวัดร้างในที่สุดแต่ต่อมาภายหลังวัดแห่งนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นลานประหารชีวิต

โดยผู้คนที่ถูกนำมาประหารชีวิตที่วัดปทุมคงคาแห่งนี้นั้นจะเป็นกลุ่มคนที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ค่อนข้างสูงเป็นกลุ่มพวกเชื้อพระวงศ์ต่างๆโดยเฉพาะในสมัยของพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งในสมัยนั้นที่พระเจ้าตากสินถูกสำเร็จโทษด้วยการประหารชีวิต

และไม่ใช่แค่พระเจ้าตากเท่านั้นที่ถูกนำมาสำเร็จโทษที่นี่ทายาทของพระเจ้าตากอีกหลายพระองค์ด้วยกันก็ถูกนำมาสำเร็จโทษที่นี้ด้วยเหมือนกัน แต่ว่ามีหนึ่งคนที่สามารถรอดพ้นการสำเร็จโทษในครั้งนี้ไปได้นั่นก็คือพระเจ้าเหม็น ซึ่งในขณะนั้นว่ากันว่าที่พระเจ้าเหม็นไม่ถูกสำเร็จโทษตามพระเจ้าตากสินไปด้วยนั้น

ก็เนื่องมาจากว่าพระเจ้าเหม็นนั้นเป็นหลานคนโปรดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 นั่นเองแต่อย่างไรก็ตามเพียงไปไม่กี่วันเท่านั้นพระเจ้าเหม็นก็ถูกใส่ความว่าต้องการที่จะยึดอำนาจ และกำลังกรอกการใหญ่ตั้งตัวเป็นกบฏดังนั้นเมื่อรัชกาลที่ 2 ทราบเรื่องจึงได้สั่งประหารพระเจ้าเหม็นในที่สุดนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีการสั่งประหารชีวิตข้าราชบริพารที่ดูแลพระเจ้าเหม็นรวมถึงพระมเหสีเอกซึ่งเป็นน้องสาวของพระเจ้าเหม็นอีกด้วยโดยมีการนำทุกคนมาประหารที่วัดปทุมคงคาแห่งนี้นี่เอง ส่วนพระโอรสของพระเจ้าเหม็นที่มีด้วยกันทั้งสิ้น 6 พระองค์ทุกพระองค์นั้นถูกทหารนำจับไปถ่วงน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา

ซึ่งในช่วงที่รัชกาลที่ 3 ทรงขึ้นครองราชย์ก็ยังคงใช้พื้นที่ของวัดปทุมคงคานั้นในการสำเร็จโทษกล่องควบคุมเจ้าฟ้าและข้าราชการชั้นสูงอยู่เหมือนเดิมและบุคคลที่ถูกประหารชีวิตที่วัดปทุมคงคาเป็นคนสุดท้ายก็คือ กรมหลวงลักษณ์รณเรศในโทษฐานที่คิดก่อการกบฏ หลังจากนั้นวัดปทุมคงคาก็ถูกบูรณะซ่อมแซมใหม่

แต่เรื่องเล่าหลอนก็ยังคงไม่หมดไปเมื่อที่วัดแห่งนี้มีต้นอโศกต้นหนึ่งซึ่งเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่มีอายุหลายร้อยปีว่ากันว่าชาวบ้านมักจะเห็นคนแต่งชุดในสมัยโบราณเดินเข้าไปในต้นอโศกแล้วหายไปกับตาซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมากจนในที่สุดก็มีการตัดสินใจตัดต้นอโศกต้นนั้นทิ้งไปและปัจจุบันก็ไม่มีใครเห็นวิญญาณเดินภายในวัดอีกเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet เว็บตรง

ตำนานลึกลับของแมงสี่หูห้าตา

        สำหรับตำนานลึกลับของแมงสี่หูห้าตานั้นเกี่ยวพันกันกับการสร้างพระธาตุดอยเขาควายแก้วที่จังหวัดเชียงรายโดยตำนานแมงสี่หูห้าตานั้นเป็นตำนานที่เล่าขานมาจากชาวเมืองเชียงรายโดยตรงซึ่งรายละเอียดของตำนานนั้นมีการพูดถึงครอบครัวหนึ่ง

ที่มีฐานะยากจนอยู่มาวันหนึ่งภรรยาได้เสียชีวิตลงจึงทำให้ครอบครัวนี้เหลือกันเพียงแค่สองคนเท่านั้นคือพ่อและลูกชายแต่ต่อมาไม่นานคนเป็นพ่อด้วยการทำงานหนักตรากตรำและอายุมากแล้วจึงทำให้เสียชีวิตตายตามภรรยาไปอีกคนเหลือเพียงแค่ลูกชายคนเดียวเท่านั้นก่อนที่ชายชราจะเสียชีวิตนั้นได้มีการสั่งเสียลูกชายเอาไว้เลยบอกให้ลูกชายนั้นนำร่างของตนเองไปฝังศพเอาไว้จนกว่าลูกชายจะอายุครบ 17 ปี

ซึ่งเพราะอายุครบ 17 ปีแล้วให้ลูกชายนั้นไปขุดเอาหัวกระโหลกของพ่อขึ้นมาหลังจากนั้นให้นำเชือกผูกหัวกระโหลกของพ่อแล้วเดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้โดยลากหัวกระโหลกไปด้วยและถ้าหัวกระโหลกของพ่อนั้นไปติดตรงที่พื้นที่ไหนก็ให้ลูกชายทำบ่วงไว้จับสัตว์ชนิดหนึ่งเอาไว้ตรงที่หัวกระโหลกพ่อนั้นติดอยู่

ซึ่งลูกชายก็รับกรรมและปฏิบัติตามคำสั่งเสียของพ่อหลังจากที่ รักพ่อมาไว้และทำบ่วงเอาไว้ดักสัตว์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในขณะที่เขารอว่าสัตว์ชนิดไหนจะมาติดหมวกของเขานั้นก็ปรากฏว่ามีสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งตัวสีดำมีลักษณะคล้ายกับลิงแต่ที่น่าแปลกประหลาดก็คือมันมีตา 5 ตาและมีหูทั้งหมด 4 หูมาติดบ่วงที่ชายหนุ่มได้ดักเอาไว้เมื่อชายหนุ่มจับสัตว์ตัวนั้นได้ก็นำมาเลี้ยง

โดยพยายามหาอาหารให้มันกินแต่ไม่ว่าจะเอาอะไรให้มันกินนั้นสัตว์ชนิดนี้ก็ไม่ยอมกินอะไรเลยจนเขานะรู้สึกอ่อนใจในที่สุดอยู่มาวันหนึ่งซึ่งวันนั้นเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วเขารู้สึกว่าอากาศนั้นค่อนข้างหนาวเย็นจึงได้ก่อกองไฟแต่บังเอิญว่าประกายไฟนั้นได้กระเด็นออกมาตกตรงบริเวณหน้าของสัตว์ป่าตัวนั้นและมีก้อนไฟตกลงมาด้วยทำให้สัตว์ตัวดังกล่าวนั้นกินก่อนไฟเข้าไปใต้หนูเห็น

ดังนั้นจึงรู้ได้ทันทีว่าสัตว์ชนิดนี้กินก้อนไฟเป็นอาหารดังนั้นในทุกๆวันเขาจึงได้นำก้อนไฟให้สัตว์ชนิดนี้กินและที่น่าประหลาดใจสำหรับเขาอีกเรื่องก็คือเมื่อสัตว์ชนิดนี้กินก้อนไฟเข้าไปแล้วมันก็จะถ่ายออกมาเป็นทองคำโดยในทุกวันนั้นชายหนุ่มจะได้ทองคำกลอนขณะถือมาแนะนำก้นทองคำทั้งหมดไปฝังเอาไว้หลังบ้านอยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้มีการประกาศว่าหากใครที่จะสามารถสร้างสะพานจากบ้านของชายคนนั้นไปที่ห้องของเจ้าหญิงได้

โดยสะพานนั้นจะต้องทำมาจากทองคำพระเจ้าแผ่นดินจะยกพระธิดาให้แต่งงานด้วยชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงมีความคิดที่จะเอาทองคำที่ตนเองมีอยู่มาทำสะพานแต่ก็ติดตรงที่ว่าไม่มีช่างที่จะช่วยทำสะพานนั่นเองอย่างไรก็ตามเขาได้อธิษฐานขอให้มีช่างมาช่วยเขาทำสะพานทันใดนั้นเทวดาก็แปลงกายลงมาและมาช่วยเป็นช่างสร้างสะพานให้เขาจะแล้วเสร็จหลังจากนั้นเขาก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

ซึ่งหลังจากที่แต่งงานไปแล้วพ่อของเจ้าหญิงก็ได้ถามชายหนุ่มว่าใช่หนุ่มนั้นเอาทองคำมาจากไหนมากมายโดยเขาก็เล่าให้พระราชาฟังโดยที่ไม่ปิดบังเลยพระราชาด้วยความโลภอยากได้ทองคำจึงได้พยายามวิ่งไล่จับแมงสี่หูห้าตาที่เป็นของชายหนุ่มแต่อย่างไรก็ตามนั้นได้วิ่งหนีพระราชาเข้าไปในถ้ำซึ่งพระราชาก็ได้วิ่งตามเข้าไปอยู่ดีๆธรรมที่พระราชาและสัตว์ตัวดังกล่าวเข้าไปในถ้ำก็พังถล่มลงมาทำให้พระราชานั้นเกิดความกลัวที่จะเสียชีวิตจึงได้อธิษฐานว่าหากได้ออกไปเขาจะประพฤติตัวเป็นคนดี

และไม่เป็นคนละโมบโลภมากอย่างไรก็ตามในที่สุดนั้นเขาสามารถออกมาจากถ้ำได้และนับตั้งแต่นั้นมาเขาก็บ่นแค่เพียงทำแต่ความดีและยกเมืองให้กับชายหนุ่มและพระธิดาของตนเองนั้นปกครองซึ่งหลังจากนั้นชายหนุ่มก็ได้มีการนำเงินทองส่วนตัวมาสร้างวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้วตรงบริเวณที่เขาเคยกับสัตว์แมงสี่หูห้าตาได้ และบริเวณทางขึ้นพระธาตุดอยเขาควายแก้วก็มีการสร้างศาลาเอาไว้โดยมีการสร้างรูปปั้นแมงสี่หูห้าตาเอาไว้ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีชาวบ้านพากันเดินทางมากราบไหว้ขอพรกันอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  Sexy Gaming