วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ 

วัดเจดีย์หลวง  สำหรับความประวัติความเป็นมาของวัดที่เราจะพาไปรู้จักกันนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่และวัดแห่งนี้สร้างขึ้นมาแล้วหลายร้อยปีในวัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงประมาณปี  พ.ศ. 2471 ซึ่งชื่อวัดอย่างเป็นทางการนั้นหลายคนเรียกกันว่าวัดโชติการามหรือวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

ซึ่งวัดแห่งนี้นั้นถือว่าเป็นวัดอารามหลวงแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีอายุเก่าแก่เป็นโบราณสถานที่ยังคงความสวยงามและคุณค่าถือว่าเป็นมรดกของไทยอีกแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้สำหรับวัดแห่งนี้นั้นมีบริเวณพื้นที่กว้างขวางเป็นอย่างมาก

และถูกสร้างขึ้นใจกลางเมืองของจังหวัดเชียงใหม่นักท่องเที่ยวคนไหนสนใจที่จะไปชมความสวยงามของศิลปะการก่อสร้างของวัดวาอารามแห่งนี้นั้นก็สามารถเดินทางไปได้โดยว่าจะถูกสร้างอยู่แถวบริเวณถนนพระปกเกล้านั่นเอง 

          สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นเป็นอันดับแรกเมื่อเดินทางมาที่วัดเจดีย์หลวงแห่งนี้นั่นก็คือวิหารขนาดใหญ่ที่มีการถูกสร้างเอาไว้โดยพระอาจารย์และเจ้าแก้วนวรัฐ  รวมถึงเจ้าคุณอุบาลีด้วย ซึ่งความต้องการในการสร้างพระวิหารแห่งนี้นั้นก็เพราะต้องการที่จะใช้สำหรับเป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน  ซึ่งพระประธานที่อยู่ด้านในก็คือพระประธานพระอัษฎารถ 

โดยพระประธานองค์นี้นั้นได้มีการสร้างแบบศิลปะในรูปแบบของเชียงใหม่ตอนต้นเป็นพระประธานปางประทานอภัย ซึ่งลักษณะของการออกแบบพระประธานองค์นี้นั้นได้รับอิทธิพลในการสร้างมาจากศิลปะของอินเดียซึ่งก็คือศิลปะปลาร้านั่นเอง

             สำหรับวิหารหลวงแห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นมาอยู่แถวบริเวณกลางวัด  เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงก็จะเจอกับวิหารแห่งนี้เป็นอันดับแรก  โดยบริเวณด้านหน้าทางเข้าวิหารนั้นจะเห็นได้ว่าได้มีการสร้างวิหารขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามเอาไว้ด้วยบริเวณทางขึ้นเข้าไปภายในวิหารนั้นทางช่างที่เป็นผู้ชำนาญการก็ได้มีการสร้างบันได

โดยจะเห็นได้จากโดยจะเห็นได้จากการสร้างนาคเอาไว้ตรงบริเวณด้านข้างทั้งสองฝั่งของบันได และหางของนาค จะยาวขึ้นไปด้านบนวิหาร หางของนาคจะเกี่ยวกระหวัดกลายเป็นซุ้มประตูทางเข้าวิหารนั่นเอง 

       สำหรับหน้าที่บริเวณบันไดทางขึ้นวิหารแห่งนี้นั้นเป็นหน้าที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่มีการสร้างวิหารแห่งนี้ถือว่าเป็นหน้าคู่ที่มีความเก่าแก่เป็นอย่างมากและนับได้ว่าในวัดของเขตภาคเหนือทุกวัดนั้นหน้าคู่นี้คือหน้าที่มีความงดงามมากที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาเลยก็ว่าได้ 

     นอกจากนี้เจดีย์ที่ถูกสร้างภายในวัดเจดีย์หลวงแห่งนี้ยังถือได้ว่าเป็นเจดีย์ที่มีความใหญ่โตมโหฬารมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ พร้อมกันนี้เจดีย์แห่งนี้ยังมีการสร้างเอาไว้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายหรือสมัยของรัชกาลพระเจ้าแสนเมืองซึ่งสมัยนั้นพระองค์นั้นถือว่าเป็นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองเชียงใหม่วันที่ 7 แห่งราชวงศ์นั่นเอง 

        อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงยุคสมัยของพระยาติโลกราชจึงได้โปรดให้ช่างเข้ามาทำการขยายพื้นที่ของเจดีย์ให้มีความกว้างและใหญ่โตมากยิ่งขึ้นและขยายเจดีย์ให้มีความสูงมากขึ้นกว่าเดิมนอกจากนี้พระองค์ยังได้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานเอาไว้ที่เจดีย์แห่งนี้นานกว่า 80 ปีเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามในช่วงประมาณปีพศ. 2088 เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเกิดขึ้นทำให้ยอดของเจดีย์หักโค่นลงมาซึ่งตรงกับสมัยของพระนางเจ้าจิรประภานั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    สล็อต เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

วัดพระสิงห์วรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ 

        วัดพระสิงห์วรวิหาร  สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและชื่นชอบการศึกษาสถานที่เชิงประวัติศาสตร์อีกหนึ่งสถานที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย  และเป็นสถานที่ที่มีการสร้างมาตั้งแต่ในสมัยอดีตบูรณาการนั้นแนะนำว่าที่จังหวัดเชียงใหม่มีวัดเก่าแก่ที่มีความสวยงามและเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานเยอะแยะมากมาย

สำหรับในบทความนี้เราจะแนะนำไม่รู้จักวัดพระสิงห์วรมหาวิหารซึ่งวัดแห่งนี้นั้นก็เป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่เชียงใหม่ยังเป็นผืนแผ่นดินล้านนาเลยทีเดียวเลือกได้ว่าวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่มาแล้วหลายร้อยปีเลยก็ว่าได้

        สำหรับใครที่จะไปชมความสวยงามของศิลปะและประวัติศาสตร์ศาสนสถานที่มีความงดงามอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ หรือวัดพระสิงห์วรวิหารนั้นวัดแห่งนี้จะอยู่ที่ถนนสามล้านตำบลพระสิงห์ซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณคูเมืองของจังหวัดเลยก็ว่าได้ดังนั้นหากใครเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่จะสามารถเห็นวัดพระสิงห์วรวิหารได้อย่างชัดเจน

            สำหรับวัดแห่งนี้ในอดีตนั้นเคยเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นเอก   เป็นวัดที่มีความสำคัญในสมัยอดีตโบราณซึ่งปัจจุบันนั้นยังคงคุณค่าแก่การอนุรักษ์เอาไว้ลักษณะของศิลปะที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นจะเน้นเป็นแบบล้านนาโบราณที่สำคัญวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ไม่แตกต่างจากวัดพระธาตุดอยสุเทพเลยทีเดียว

เพราะวัดแห่งนี้นั้นเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณเป็นพระพุทธรูปที่สร้างในลักษณะของศิลปะเชียงแสนโบราณโดยพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนั้นก็คือพระพุทธสิหิงค์หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าพระสิงห์นั่นเอง

โดยพระพุทธรูปองค์นี้นั้นมีการสร้างลักษณะของปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชรว่ากันว่าความเก่าแก่ของพระพุทธสิหิงค์นั้นถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงประมาณ ปีพ.ศ. 700   

         สำหรับพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่อยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานอายุเป็นพันปีควบคู่กับพระพุทธชินราชและพระแก้วมรกตเลยทีเดียวซึ่งชาวบ้านให้ความเคารพนับถือพระพุทธสิหิงค์เป็นอย่างมากเรียกได้ว่าเป็นพระพุทธรูปที่ควบคู่มากับผืนแผ่นดินล้านนามาอย่างยาวนานเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ของจังหวัดเชียงใหม่และเป็นที่รู้จักกันดีของชาวเชียงใหม่ว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มากซึ่งชาวจังหวัดเชียงใหม่นั้นให้ความเคารพนับถือและเรียกกันว่าเชียงแสนสิงห์หนึ่งนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet auto

ประวัติความเป็นมาของกีฬากระบี่กระบอง 

       กีฬากระบี่กระบอง เมื่อพูดถึงกีฬากระบี่กระบองเชื่อว่าทุกคนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากว่ามันเป็นกีฬาชนิดหนึ่งครึ่งถูกบรรจุไว้ในหลักการเรียนการสอนเป็นวิชาที่นักเรียนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของศิลปะการต่อสู้ของคนไทยและเป็นกีฬาที่ถูกบรรจุให้อนุรักษ์เอาไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ซึ่งเราจะเรียนกันในวิชาพลศึกษาซะเป็นส่วนใหญ่

      อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีการบรรจุกีฬาชนิดนี้ให้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนแต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไม่รู้จักกีฬาชนิดนี้ดียังไม่รู้ว่ากีฬาชนิดนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไรและเป็นกีฬาของไทยจริงหรือไม่ซึ่งในวันนี้เราจะมีการแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของประวัติความเป็นมาของกีฬากระบี่กระบองให้ทราบกัน 

         สำหรับกีฬากระบี่กระบองนั้นเชื่อว่าผู้คนที่ยังไม่ได้เรียนหลักสูตรนี้ในวิชาพลศึกษาอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกันมากนักเนื่องจากว่ากีฬาชนิดนี้เราจะไม่เห็นมีการจัดการแข่งขันภายนอกจะเปิดเฉพาะให้เป็นการเรียนการสอนเท่านั้นและกีฬาชนิดนั้นก็เป็นกีฬาศิลปะการต่อสู้ซึ่งเป็นศิลปะของไทยมาตั้งแต่ในสมัยโบราณโดยกีฬาชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ชายในการเรียนรู้อาวุธที่ใช้ในการต่อสู้นั้นก็เป็นเพียงแค่กระบี่แล้วก็กระบองไม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

          สำหรับจุดกำเนิดหรือจุดเริ่มต้นของวิชากีฬากระบี่กระบองนั้นมาจากช่วงเวลาไหนนั้นไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนแต่ว่าจุดกำเนิดมาจากประเทศไทยอย่างแน่นอนเนื่องจากว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศนักรบซึ่งมีการลบมาตั้งแต่ในสมัยโบราณอดีตกาลหลายร้อยปีมาแล้ว

ดังนั้นกีฬากระบี่กระบองก็จึงเป็นวิธีการลบของนักรบของคนไทยมาตั้งแต่ในสมัยโบราณนั่นเองไม่ว่าจะเป็นกรุงรัตนโกสินทร์กรุงศรีอยุธยาหรือกรุงสุโขทัยก็มีการใช้กระบี่กระบองในการออกไปรบเช่นเดียวกัน

           นอกจากนี้ถ้าเกิดใครศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของวรรณกรรมต่างๆก็จะเห็นว่าในพระราชนิพนธ์ต่างๆนั้นก็มีการพูดถึงกระบี่กระบองด้วยเช่นเดียวกันรวมถึงกีฬากระบี่กระบองนี้เป็นกีฬาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 นั้นโปรดปรานมากเป็นพิเศษอีกด้วย

          นอกจากนี้ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 กีฬากระบี่กระบองก็ยังคงมีการละเล่นกันอย่างต่อเนื่องโดยเคยถูกนำมาจัดแสดงในงานสมโภชต่อหน้าพระที่นั่งของรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 โดยเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมากีฬากระบี่กระบองก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไหร่เนื่องจากว่าวิวัฒนาการนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปเทคโนโลยีใหม่ๆมีเข้ามากยิ่งขึ้นทำให้สังคมนั้นไม่ค่อยให้ความสนใจเกี่ยวกับการเล่นกีฬากระบี่กระบองเหมือนเมื่อก่อนนั่นเอง 

     

สนับสนุนโดย.    ufabet ทางเข้าเล่น

ประวัติของ พระเจ้าอักบาร์มหาราช

       สำหรับประวัติความเป็นมาของ พระเจ้าอักบาร์มหาราช นั้น พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์มาแล้ว หลาร้อยปี และตอนที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ นั้นพระองค์ เป็นกษัติย์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดพระองค์หนึ่ง    พระสมัยของพระองค์ถือได้ว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองมากที่สุดของจักรวรรดิโมกุลในประเทศอินเดียเลยทีเดียว 

    นอกจากความสามารถอันเก่งกาจที่ พระเจ้าอักบาร์มหาราช ที่ทรงสามารถแผ่ขยายดินแดนอินเดียได้อย่างกว้างขวางแล้วความยิ่งใหญ่ของพระองค์ยังอยู่ที่การให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาของประชาชนอีกด้วย  โดยพระเจ้าอักบาร์มหาราช นั้นพระองค์มมีวิธีการต่างต่างมากมายในการปกครองประชาชน และการปกครองของพระองค์นั้นก็มีความต่างจากกษัตริย์มุสลิมองค์อื่นอื่นที่ผ่านมามากเลยทีเดียว 

       เนื่องจากว่าหากเป็นกษัตริย์องค์อื่นอื่นนั้น มักจะกีดกันคนนอกศาสนาอยู่เสมอ แต่สำหรับ พระเจ้าอักบาร์มหาราช นั้นพระองค์ทรงมอบเสรียภาพให้กับประชาชน ที่จะเลือกนับถือศาสนาอะไรก็ได้ สำหรับเสรีภาพที่ว่าก็อย่างเช่นทรงแต่งตั้งขุนนางและข้าราชการต่างๆสมัยโมกุลโดยปราศจากอคติทางศาสนา  

     พระองค์ทรงริเริ่มศานาใหม่ในรัชสมัยของตัวเอง โดยมีการตั้งชื่อว่าศาสนา ดินอิอิลาฮี หรือแปลว่าชนะแห่งพระเจ้าซึ่งเป็นความพยายามที่จะรวบรวมศาสนาอิสลามเท่ากับคริสต์อินดู เชนและศาสนาอื่นเพื่อป้องกันความขัดแย้งทางศาสนาที่จะเกิดขึ้นระหว่างประชาชน

  และไม่เพียงเท่านั้น  พระเจ้าอักบาร์มหาราชยังกระทำการที่แตกต่างจากกษัตริย์มุสลิมยุคก่อนอย่างสิ้นเชิงเช่นพระองค์ให้การสนับสนุนให้ผู้ที่นับถือศาสนาต่างกันมีกิจกรรมทางศาสนาที่สามารถทำร่วมกันได้

     พระเจ้าอักบาร์มหาราช ทรงเปิดรับวิทยาการจากทุกศาสนาดังจะเห็นได้จากการที่มีที่ปรึกษาเป็นนักปราชญ์หลายศานาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธ   คริสต์   อิสลามและฮินดู   ทรงสั่งให้ยกเลิกการจ่ายภาษี ซีซียา จากบุคคลผู้นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่มุสลิมและอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยพระอัจฉริยภาพและทัศนคติที่ล้ำสมัยเปิดกว้างดังนี้จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ครั้ง 49 ปีถือเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์โมกุลเจริญรุ่งเรืองถึงจุดสูงสุดแข็งแกร่งที่สุดและมีราชอาณาเขตกว้างไกลที่สุด 

     อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ผู้คนในแต่ละประเทศนั้นจะมีการนับถือศาสนาที่มีความแตกต่างกันออกไปแต่ทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและไม่มีปัญหาทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งคนต่างศาสนาปัจจุบันก็สามารถแต่งงานกันได้และใช้ชีวิตด้วยกันได้ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกันดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าพระเจ้าอักบาร์มหาราชนั้นคือต้นแบบของการให้คนที่นับถือต่างศาสนากันสามารถอยู่ร่วมกันของทุกศาสนาได้อย่างมีความสุขนั่นเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    gclub

ประวัติการปลูกพืชเป็นแบบแถวและเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์

 

      เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าต้นกำเนิดของมนุษย์นั้นมีจุดกําเนิดอย่างไรในช่วงยุคแรกๆนั้นผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างไร เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์   ซึ่งส่วนใหญ่ที่มีการพูดคุยกันอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นลักษณะของข้อสันนิษฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่สิ่งที่หนึ่งที่เราสามารถรู้ได้เลย

ก็คือในสมัยโบราณนั้นมนุษย์ในยุคก่อนก่อนนั้นมักจะมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกันและกันเลี้ยงชีพของพวกเขาเหล่านั้นก็คือการเพาะปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้สำหรับในการเป็นอาหารนั้นเอง  

       อย่างที่เรารู้กันดีว่าในสมัยก่อนนั้นผู้คนไม่ได้มีการนำอาหารออกมาเพื่อทำการค้าขายแต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเลี้ยงเอาไว้กินกันเองดังนั้นจึงต้องหาวิธีการที่จะสามารถเลี้ยงสัตว์หรือว่าปลูกผักได้ให้ได้ผลประโยชน์มากที่สุดซึ่งเชื่อกันว่าในระยะแรกนั้นต่างก็จะใช้วิธีการนำเมล็ดพืชพันธุ์ไปหว่านลงดิน

เพื่อที่จะได้ทำการปลูกพืชแต่แน่นอนว่ากรณีที่เราเอามาได้ไปหว่านตามดินต่างๆอย่างเดียวนั้นบางทีมันก็เสี่ยงที่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอาจจะไม่เจริญงอกงามซึ่งทำให้สูญเสียเมล็ดพันธุ์ไปฟรีๆได้

       อย่างไรก็ตามมีการเปิดเผยออกมาเกี่ยวกับเรื่องของการหว่านเมล็ดพันธุ์ของคนจีนว่าในสมัยโบราณนั้นชนชาติจีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักกันฝังกลบเมล็ดพันธุ์และการปลูกพืชให้เป็นแถวเป็นแนวซึ่งว่ากันว่าขั้นตอนต่างๆเหล่านี้นั้นชาวจีนรู้จักมานานมากกว่า 2600 ปีมาแล้วที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่การนำมาใช้ประโยชน์ลงดินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

        แต่คนจีนในสมัยโบราณยังมีการวัดระยะห่างของเมล็ดพันธุ์แต่ละหลุมเพื่อให้เกิดความเหมาะสมซึ่งถ้าหากว่ามีการเว้นช่วงให้ดีจะทำให้เมล็ดพันธุ์หรือพืชผลที่มีการปลูกเอาไว้นั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็วและแข็งแรงและจะได้ผลิตผลที่ดีกว่าเดิม   นอกจากนี้เทคนิคการปลูกพืชพันธุ์ต่างๆเหล่านี้ก็ถูกมีการเผยแพร่ออกไปในชาติตะวันตกอีกด้วย

          อย่างไรก็ตามจากการค้นพบพบว่าชาติตะวันตกนั้นเพิ่งทำการปลูกเมล็ดพันธุ์แบบเว้นระยะห่างเมื่อประมาณพันปีมาแล้วนั่นหมายถึงว่าชาติจีนเป็นชาติแรกของการคิดค้นการปลูกพืชพรรณแบบเว้นระยะห่างและที่สำคัญจีนเป็นชนชาติที่คิดค้นเครื่องหยอดเมล็ดพันขึ้นมาใช้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจวหรือราว 200 ปีก่อน

คริสตกาลโดยใช้เครื่องมือขุดดินตามแนวที่เกษตรกรไทยผ่านมาพร้อมกับหยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปในตัวและปิดหน้าดินได้อย่างรวดเร็วประหยัดเวลาลดการสูญเสียและมีประสิทธิภาพในการงอกมากกว่าเดิม 

         ปัจจุบันการหยอดเมล็ดในหลายประเทศจะใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนแล้ว เพราะรวดเร็วและไม่เหนื่อยอีกด้วย 

 

สนับสนุนโดย.  Ufabet เข้าสู่ระบบ

วัฒนธรรมการสักของชาวแอฟริกา

      การสักของชาวแอฟริกา   ชื่อว่าหลายคนคงเคยมีโอกาสเห็นการสักบนผิวหนังกันมาบ้างแล้วเพราะคนไทยส่วนใหญ่นั้นก็นิยมมีการสักมาตั้งแต่ในยุคสมัยโบราณแต่ในเรื่องของการสักนั้นแต่ละสถานที่หรือแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นก็จะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการสักนั้นแตกต่างกันออกไป

ลักษณะของลวดลายของการสักนั้นก็จะมีความแตกต่างกันไม่คล้ายคลึงกันส่วนจุดประสงค์ของการสักนั้นแต่ละสถานที่นั้นก็มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกัน

อย่างเช่นในสมัยโบราณของชาติแอฟริกาหรือแม้แต่ชาติตะวันตกนั้นก็จะเป็นการสักเพื่อบันทึกถึงเรื่องราวประวัติความเป็นมาในอดีตหรือแม้แต่มีการเข้าไปในฝ่ายของศัตรูแล้วสัตว์บอกเรื่องราวบนร่างกายเอาไว้เพื่อนำเรื่องราวของข้าศึกศัตรูนั้นกลับมาให้ฝ่ายของตนเองได้รับทราบหรือเป็นการสัก

เพื่อบอกถึงพัฒนาการของอายุและประวัติความเป็นมาของบุคคลนั้นๆเป็นต้นซึ่งแน่นอนว่าแต่ละสถานที่แต่ละยุคแต่สมัยนั้นลักษณะของลวดลายนั้นก็ไม่มีความคล้ายคลึงกันเลยแต่ปัจจุบันนั้นการสักนั้นกลายมาเป็นศิลปะอย่างหนึ่งและกลายมาเป็น แฟชั่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเกี่ยวกับการสักของชาวแอฟริกาว่ามีความเป็นมาหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการสักครั้งนี้อย่างไรได้บ้าง 

      สำหรับในดินแดนแอฟริกาทางตอนเหนือที่เคยเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุคโบราณอย่างอียิปต์ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับการสักที่ว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่างไปแล้วในวันข้างหน้าดวงวิญญาณนั้นจะกลับมาอีกครั้งการที่บันทึกเครื่องหมายเอาไว้บนร่างกายจึงเป็นดั่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าครั้งหนึ่งวิญญาณของคนผู้นั้นเคยอาศัยอยู่ในร่างนี้

         ดังนั้นเรามักจะเห็นว่าเมื่อมีการขุดค้นพบซากศพของคนในสมัยโบราณก็จะมีพบว่าตามร่างกายของคนในสมัยโบราณนั้นมีการสกัดเอาไว้ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นอารยธรรมนับพันปีที่ผ่านมานั้นเอง   นอกจากนี้นับเป็นเวลานับพันปีมาแล้วเช่นกันที่การสักของชนเผ่าในแอฟริกากลางเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นยารักษาโรค  หมอผีและการเข้าร่วมชนเผ่า

         นอกจากนี้เรายังสามารถสังเกตเห็นได้จากผิวหนังของหัวหน้าชนเผ่าแอฟริกามักจะทำหน้าที่เสมือนผ้าใบที่เก็บสัญลักษณ์รายละเอียดเรื่องราวของเราเอาไว้บริการทำให้เป็นแผลเป็นของชาวแอฟริกาโดยการทำให้เป็นรอยนูนขึ้นบนผิวหนังแทนการลงสีมีการให้ความหมายแสดงออกถึงการพัฒนาของชีวิตในแต่ละช่วงวัยถือว่าเป็นการสักและเป็นรูปแบบของศิลปะบนผิวหนังอีกประเภทหนึ่งที่นิยมของชาวแอฟริกา  

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ออโต้

ตำนานหอในในมหาลัยเชียงใหม่

สำหรับ ตำนานหอในในมหาลัยเชียงใหม่ นี้จะเป็นตำนานที่โด่งดังมากที่สุดในเชียงใหม่นั่นเองกับตำนานห้องสีชมพูต้องขอบอกก่อนเลยว่าตำนานห้องสีชมพูที่ มช. หรือ มหาลัยเชียงใหม่เรื่องนี้จะต้องใช้การวิเคราะห์กันให้ดีๆ

โดยตำนานเรื่องเล่าในมหาลัยเชียงใหม่ถือว่าเป็นเรื่องเล่าที่สยองขวัญประจำ มช. เลยก็ว่าได้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นที่หอพักนักศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เป็นตำนานที่เด็กนักศึกษาหน้าใหม่จะต้องรู้จักกันดีสำหรับเรื่องราวนี้เขาว่ากันว่าเด็กนักษาน่าใหม่ทุกคนจะต้องรู้จักกันดี

โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงที่จะต้องพักอยู่ที่หอ8 ซึ่งรุ่นพี่ที่พักอยู่ในหอนี้ก็มักจะพูดต่อๆกันว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหอ8มันมีความสยองที่แบบว่าจะต้องเตือนกันทุกๆรุ่นอยู่เรื่อยมาเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นราวๆปีพ.ศ.2532ย้อนกลับไปหลายปีพอสมควรตอนนั้นมีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งเธอได้พักอยู่ที่หอใน

ซึ่งตามประเพณีของ มช. เด็กนักเรียนจะต้องมาอยู่ที่หอใน

เพื่อเวลาที่พี่เรียกมาทำกิจกรรมรับน้องก็จะสามารถมาด้วยกันพร้อมเพียงแล้วก็รวดเร็วบางคนที่บ้านใกล้ก็ไม่ได้อยู่หอในแต่ถ้าใครอยู่ไกลส่วนใหญ่แล้วปี1ก็จะได้อยู่หอในกันเรื่องเล่าตำนานสุดหลอนห้องสีชมพูนี้มันได้เกิดขึ้นเมื่อในอดีต

จะมีรุ่นพี่ต่างคณะแอบชอบนักศึกษาใหม่ที่เป็นนักศึกษาหญิงที่เพิ่งเข้ามาปี1ที่เข้ามาเป็นสาวสวยเลยความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับวันยิ่งรักกันมากขึ้นจนมาถึงกลางเทอมรุ่นพี่ก็ได้ชวนนักศึกษาคนนั้นให้ได้อยู่ด้วยกันที่หอหลัง มช. ทุกๆเย็นวันศุกร์ที่หน้าหอ8รุ่นพี่ก็จะมารอรับนักศึกษาคนนี้ทุกครั้งเลย

นอกจากนี้รุ่นพี่ที่มารับน้องก็จะขับรถมาส่งในวันอาทิตย์ทุกครั้งเป็นแบบนี้เป็นเวาลานานอยู่พอสมควรที่ทั้งสองได้ชอบกันอยู่ครบกันมาได้5ปีในระห่างนั้นทั้งคู่ก็เป็นที่น่าอิจฉาของเหล่านักศึกษาหญิงคนอื่นๆเป็นอย่างมากเพราะว่ารุ่นพี่คนนี้ค่อนข้างที่จะดูแลผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างดีใครเห็นก็มักจะแซวอยู่ตลอดเวลาและทำให้เธอนั้นรู้สึกรักรุ่นพี่คนนี้มากขึ้นทุกวัน

ซึ่งมันก็ต่างไปจากรุ่นพี่ที่เริ่มอยากจะตีตัวออกห่างจากแฟนสาวคนนี้ไปเรื่อนพอเริ่มรู้สึกว่าน้องนักศึกษารุ่นน้องคนนี้เริ่มที่จะจริงจังกับตัวเองมากเกินไปทำให้รุ่นพี่คนนี้รู้สึกเบื่อตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ที่เริ่มจะเต็มอิ่มกับความรักแล้วอาจจะได้บางสิ่งบางอย่างที่ต้องการแล้วก็พยายามที่จะตีตัวออกห่าง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  gclub สล็อตฟรี

ตำนานซินเดอเรลล่า

     ตำนานซินเดอเรลล่า   สำหรับเรื่องของซินเดอเรลล่านั้นแท้ที่จริงแล้วก็คือนิทานที่ถูกแต่งขึ้นมาแต่เนื่องจากว่านิทานเรื่องนี้มีการแต่งขึ้นมาเป็นระยะเวลานานจนกลายมาเป็นตำนานของนิทานนั่นเองซึ่งในเรื่องของซินเดอเรลล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งที่มีฐานะร่ำรวยอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาแต่อยู่ๆวันหนึ่งแม่ที่เป็นที่รักก็เสียชีวิตไปทำให้สาวน้อยต้องอยู่กับพ่อเพียงลำพัง

      หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็มีภรรยาใหม่ซึ่งภรรยาใหม่ของพ่อนั้นมีลูกติดมาด้วย 2 คนเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่และเนื่องจากว่าพ่อของซินเดอเรลล่านั้นไม่ได้อยู่ที่บ้านเพราะต้องออกไปค้าขายนอกเมืองทำให้ซินเดอเรลล่า นั้นต้องอยู่กับแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงทั้ง 2 คน   แน่นอนว่าทั้งแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงทั้งสองคนต่างก็พากันแกล้งซินเดอเรลล่าและใช้งานอยู่เสมอ

       อยู่มาวันหนึ่งกษัตริย์ที่ครองเมืองที่ครอบครัวของซินเดอเรลล่าอาศัยอยู่ได้มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นเพราะอยากจะให้เจ้าชายนั้นได้ดูตัวสาวๆในเมืองเพื่อมาอภิเษกสมรสดังนั้นจึงได้มีการประกาศเชิญชวนให้หญิงสาวทุกคนที่ยังไม่แต่งงานไปร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้แน่นอนว่าพี่สาวทั้งสองคนของซินเดอเรลล่านั้นต่างก็พากันแต่งตัวอย่างสวยงามไปร่วมงานแต่ตัวซินเดอเรลล่าเองนั้นถูกแม่เลี้ยงกีดกันไม่ให้ไปอีกทั้งนางซินเดอเรลล่านั้นก็ไม่มีชุดที่จะใส่ไปงานเลี้ยงอีกด้วย 

      ซึ่งตามตำนานระบุว่าด้วยความดีของซินเดอเรลล่าทำให้นางฟ้าใจดีลงมาช่วยเหลือเสกชุดสวยงามให้และเสกรถม้าให้ศิลปะสามารถไปงานเลี้ยงได้ทันและเมื่อไปถึงงานเลี้ยงเจ้าชายก็เห็นความงามของซินเดอเรลล่าดังนั้นคืนนั้นทั้งคืนจึงได้มีการเต้นรำกับเธอรักเพียงคนเดียวเท่านั้น

แต่การเดินทางไปงานเลี้ยงในครั้งนี้นางฟ้าได้มีการตั้งเงื่อนไขกับ ซินเดอเรลล่าไว้ว่าเธอจะต้องกลับมาให้ทันก่อนเที่ยงคืนหากไม่เช่นนั้นแล้วมนตราที่เคยเสกให้ก็จะสลายหายไปทันที 

        ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนซินเดอเรลล่าจึงได้วิ่งหนีออกจากพระราชวังและทิ้งรองเท้าแก้วเอาไว้ให้ดูต่างหน้า 1 ข้างหลังจากนั้นเจ้าชายจึงให้ทหารออกตามหาจนในที่สุดก็มาพบซินเดอเรลล่าอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงนั่นเองและสุดท้ายแล้วเจ้าชายก็ขอ ซินเดอเรลล่าแต่งงานและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข  

         ซึ่งนี่ก็คือนิทานที่เป็นตำนานที่พ่อแม่มักจะเล่าให้ลูกฟังก่อนนอนเป็นประจำทุกค่ำคืนและถึงแม้ว่านิทานเรื่องนี้จะมีการผ่านมานานหลายสิบปีแล้วแต่ทุกวันนี้เด็กๆก็ยังคงชื่นชอบนิทานเรื่อง Cinderella กันอยู่ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    www.ufabet.com ช่องทางเข้าเว็ปพนัน

ประวัติวอลเลย์บอลในประเทศไทย 

        ประวัติวอลเลย์บอล สำหรับกีฬาวอลเลย์บอลนั้นเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ประเทศไทยให้ความสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียวปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีนักกีฬาวอลเลย์บอลที่ส่งไปแข่งขันกับต่างประเทศเนื่องจากว่ากีฬาวอลเลย์บอลนั้นถูกบรรจุให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่จะมีการแข่งขันในซีเกมส์และในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งมีหลายประเทศมาร่วมการแข่งขัน

        กีฬาวอลเลย์บอลนั้นจะต้องมีผู้เล่นอยู่ทั้งหมด 2 ฝ่ายด้วยกัน

ซึ่งทั้งสองฝ่ายนั้นจะต้องมีสมาชิกในการเล่นไม่เกิน 12 คนด้วยกันและจะมีผู้ฝึกสอน 1 คนแต่เวลาที่จะให้นักกีฬาลงเล่นนั้นจะให้ลงเล่นได้เพียงแค่ครั้งละไม่เกิน 6 คนเพียงเท่านั้นโดยการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลนั้นจะต้องมีสนาม

       ซึ่งสนามนั้นสามารถที่จะเป็นสนามบินหรือจะเป็นสนามปูนก็ได้โดยลักษณะของสนามนั้นจะต้องเป็นพื้นเรียบไม่มีสิ่งกีดขวางและตัวสนามจะต้องเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยมีตาข่ายกั้นกลางเป็นตัวแบ่งเขตนอกจากนี้จะมีเส้นรอบสนามซึ่งจะถูกกำหนดเอาไว้ถ้าหากผู้เล่นคนไหนทำลูกบอลออกนอกสนามก็จะถือว่าฟาวน์ทันที

     อย่างไรก็ตามในการเล่นนอกจากจะมีการเตรียมสนามแล้วอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเล่นวอลเลย์บอลนั้นก็คือลูกบอลนั่นเองโดยจะเป็นลูกวอลเลย์บอลโดยเฉพาะซึ่งลูกวอลเลย์บอลนั้นจะทำมาจากหนังสังเคราะห์ทำให้เวลาที่มือไปสัมผัสลูกวอลเลย์บอลนั้นไม่รู้สึกถึงความแข็งมากจนเกินไปและลูกสามารถยืดหยุ่นกระเด้งได้

         เมื่อมีการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลจะมีการกำหนดการแข่งขันครั้งละไม่เกิน 30 นาที

ซึ่งการแข่งขัน 1 ครั้งที่มีการคิดการแพ้ชนะกันนั้นจะต้องมีการชนะ 2 ใน 3 เซตสำหรับประเทศไทยนั้นไม่ได้มีการระบุออกมาว่ากีฬาวอลเลย์บอลเข้ามาสู่ประเทศไทยครั้งแรกในช่วง ปีไหน แต่กีฬาชนิดนี้ไม่ได้เกิดจากประเทศไทย แต่มีการนำมาจากต่างประเทศ 

        ซึ่งในช่วงแรกนั้นจะเห็นว่ากลุ่มคนที่เล่นกีฬาชนิดนี้นั้น จะเป็นคน ญวณกับคนจีน ซะส่วนใหญ่  หลังจากนั้นก็ได้รับความสนใจจากคนไทย และเริ่มมีการเล่นกันมากขึ้น ในตอนแรกนั้น จะมีการจัดการแข่งขันกันเฉพาะกลุ่มคนในชุมชน หรือในสโมสร  รวมถึงสมาคมเพียงเท่านั้น ต่อมาการแข่งขันก็มีการขยายมากขึ้น โดยมีการขยายไปภาคอื่นอื่นของประเทศ จนในปัจจุบันทุกภาคของประเทศไทยก็เล่นกีฬาชนิดนี้กัน 

          ซึ่งกีฬาวอลเล่ย์บอล ถูกจัดให้เป็นกีฬาที่นำมาสอนในโรงเรียนให้กับเด็กนักเรียน

โดยถูกบรรจุให้สอนเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้ครั้งแรก ประมาณ ปี พ.ศ. 2477  ซึ่งในครั้งแรกนั้นได้มีการจัดทำเป็นหนังสือเพื่อทำการสอนเกี่ยวกับกฎกติกาเงื่อนไขการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลและมีการไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆสำหรับคนที่สนใจเกี่ยวกับกีฬาวอลเลย์บอลนอกจากนี้ยังถูกบรรจุในกรมพลศึกษาให้มีการสอนวิชากีฬาวอลเลย์บอลให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วยซึ่งปัจจุบันกีฬาชนิดนี้ก็ยังเป็นกีฬาที่ต้องถูกบรรจุให้สอนให้กับเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet ฝาก-ถอน เอง

คนกรุงเทพเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

ที่มาของคนกรุงเทพ โดยคนอยุธยาในยุคนั้นจะเรียกคนพื้นเองดั่งเดิมเหล่านี้ว่าแขกขอมลาวพม่ามอญคือจะมีชื่อยาวไปไหนพวกเขาจะเรียกกันรวมๆว่าเป็นชาวสยามแต่คำว่าแขกขอมลาวพม่ามอญอะไรพวกนี้มันจะไม่เหมือนกับที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันนี้

ซึ่งเราจะมาเริ่มจากคำว่า แขก กันก่อน แขก ในสมัยนั้นเขาไม่ได้ใช้เอาไว้เรียกเพียงแค่คนอาหรับหรือว่าคนอินเดียเท่านั้นยังรวมไปถึงชาวมาเลชาวมลายูอีกด้วยโดยเขาจะใช้คำจำกัดความว่าจะเป็นกลุ่มชาติที่มาจากชาติที่นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูบวกกับอิสลาม

สำหรับคำว่า ขอม มันก็จะเป็นคำที่เอาไว้ใช้เรียกกันรวมๆ

ที่มาของคนกรุงเทพ ที่หมายถึงชาติพันธุ์อะไรก็ได้ที่ได้นับถือพราหมณ์ฮินดูแต่ว่าบวกกับศาสนาพุทธนิกายมหายานโดยคำว่า ขอม แต่ก่อนมักจะใช้เรียกคนที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาต่อมาเลยมีการใช้เรียกพวกเขมรลาว

เนื่องจากนี้ลาวก็จะแบ่งได้ย่อยๆอีกสองพวกก็คือล้านนาโยนกที่ได้มีเมืองเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางพวกหนึ่งกับพวกทางตะวันออกเฉียงเหนือจากสองฝากฝั่งแม่น้ำโขงนั่นก็คือชาวลาวในปัจจุบันแล้วก็ชาวอีสานนั่นเอง มอญ หมายถึงพวกลามันจากเมืองหงสาวดี

ในขณะที่พม่าก็จะใช้เรียกคนตระกลูธิเบตหรือว่าจีนธิเบต

ที่มีชื่อเก่าว่าผยู โดยพวก จีน ง่ายๆเลยก็คือคนที่มาจากเมืองจีนนั่นแหละส่วนใหญ่แล้วจะใช้เรียกคนที่มาจากเมืองจีนทางตอนใต้เช่นเดียวกับชาวชวาที่ได้มาจากเกาะชวาในอินโดนีเซียและสุดท้ายแล้วมันก็น่าจะเป็นชื่อที่ไม่น่าคุ้นหูที่สุดคือพวกชาวจามได้เป็นคนพวกตระกลูมาเลจามที่อาศัยอยู่ในแทบเวียดนามเขมร

นอกจากนี้ตั้งแต่เดิมได้นับถือศาสนาพุทธก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามคนพวกนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่ชำนานในการดำเนินเรือเรียบชายฝั่งทางทะเลก่อนชาติพันธุ์อื่นเลยเป็นยังไงกันบ้างคุณอาจจะคิดว่ามันไม่ตรงกับที่เข้าในกันในปัจจุบันนี้กันเลยใช่ไหม

สุดท้ายก็คือพวกคนนานาประเทศอันนี้เรียกง่ายๆเลยก็คือคนที่มาจากดินแดนห่างไกลแล้วก็มาปักหลักที่ประเทศไทยโดยสามารถตีความได้ตั้งแต่ชาวญี่ปุ่นจนถึงชาวยุโรปโดยคนพวกนี้จะต่างจากข้อที่แล้วก็คือจะไม่มีอะไรคล้ายๆใครเลยอย่างเช่นวัฒนธรรมที่คล้ายๆกันเหมือนกับไทยลาวที่พอจะคุยกันรู้เรื่องบ้างหรือว่ากับเขมรที่เราพอจะมีประเพณีอะไรที่คล้ายๆกันอยู่

ดังนั้นคนพงกนี้จะเป็นคนที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลยจากที่เราได้เล่ามาก็พอจะสรุปได้ก็คือจริงๆแล้วคนกรุงเทพอาจจะไม่มีที่มาจากกรุงเทพโดยแท้ทั้งหมดแต่ก็เป็นการผสมผสานปนกันจากหลายๆที่ที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานกันตั้งแต่กรุงธนบุรี

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    Ufabet เข้าสู่ระบบ