ตำนานหอในในมหาลัยเชียงใหม่

สำหรับ ตำนานหอในในมหาลัยเชียงใหม่ นี้จะเป็นตำนานที่โด่งดังมากที่สุดในเชียงใหม่นั่นเองกับตำนานห้องสีชมพูต้องขอบอกก่อนเลยว่าตำนานห้องสีชมพูที่ มช. หรือ มหาลัยเชียงใหม่เรื่องนี้จะต้องใช้การวิเคราะห์กันให้ดีๆ

โดยตำนานเรื่องเล่าในมหาลัยเชียงใหม่ถือว่าเป็นเรื่องเล่าที่สยองขวัญประจำ มช. เลยก็ว่าได้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นที่หอพักนักศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เป็นตำนานที่เด็กนักศึกษาหน้าใหม่จะต้องรู้จักกันดีสำหรับเรื่องราวนี้เขาว่ากันว่าเด็กนักษาน่าใหม่ทุกคนจะต้องรู้จักกันดี

โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงที่จะต้องพักอยู่ที่หอ8 ซึ่งรุ่นพี่ที่พักอยู่ในหอนี้ก็มักจะพูดต่อๆกันว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหอ8มันมีความสยองที่แบบว่าจะต้องเตือนกันทุกๆรุ่นอยู่เรื่อยมาเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นราวๆปีพ.ศ.2532ย้อนกลับไปหลายปีพอสมควรตอนนั้นมีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งเธอได้พักอยู่ที่หอใน

ซึ่งตามประเพณีของ มช. เด็กนักเรียนจะต้องมาอยู่ที่หอใน

เพื่อเวลาที่พี่เรียกมาทำกิจกรรมรับน้องก็จะสามารถมาด้วยกันพร้อมเพียงแล้วก็รวดเร็วบางคนที่บ้านใกล้ก็ไม่ได้อยู่หอในแต่ถ้าใครอยู่ไกลส่วนใหญ่แล้วปี1ก็จะได้อยู่หอในกันเรื่องเล่าตำนานสุดหลอนห้องสีชมพูนี้มันได้เกิดขึ้นเมื่อในอดีต

จะมีรุ่นพี่ต่างคณะแอบชอบนักศึกษาใหม่ที่เป็นนักศึกษาหญิงที่เพิ่งเข้ามาปี1ที่เข้ามาเป็นสาวสวยเลยความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับวันยิ่งรักกันมากขึ้นจนมาถึงกลางเทอมรุ่นพี่ก็ได้ชวนนักศึกษาคนนั้นให้ได้อยู่ด้วยกันที่หอหลัง มช. ทุกๆเย็นวันศุกร์ที่หน้าหอ8รุ่นพี่ก็จะมารอรับนักศึกษาคนนี้ทุกครั้งเลย

นอกจากนี้รุ่นพี่ที่มารับน้องก็จะขับรถมาส่งในวันอาทิตย์ทุกครั้งเป็นแบบนี้เป็นเวาลานานอยู่พอสมควรที่ทั้งสองได้ชอบกันอยู่ครบกันมาได้5ปีในระห่างนั้นทั้งคู่ก็เป็นที่น่าอิจฉาของเหล่านักศึกษาหญิงคนอื่นๆเป็นอย่างมากเพราะว่ารุ่นพี่คนนี้ค่อนข้างที่จะดูแลผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างดีใครเห็นก็มักจะแซวอยู่ตลอดเวลาและทำให้เธอนั้นรู้สึกรักรุ่นพี่คนนี้มากขึ้นทุกวัน

ซึ่งมันก็ต่างไปจากรุ่นพี่ที่เริ่มอยากจะตีตัวออกห่างจากแฟนสาวคนนี้ไปเรื่อนพอเริ่มรู้สึกว่าน้องนักศึกษารุ่นน้องคนนี้เริ่มที่จะจริงจังกับตัวเองมากเกินไปทำให้รุ่นพี่คนนี้รู้สึกเบื่อตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ที่เริ่มจะเต็มอิ่มกับความรักแล้วอาจจะได้บางสิ่งบางอย่างที่ต้องการแล้วก็พยายามที่จะตีตัวออกห่าง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  gclub สล็อตฟรี

ตำนานซินเดอเรลล่า

     ตำนานซินเดอเรลล่า   สำหรับเรื่องของซินเดอเรลล่านั้นแท้ที่จริงแล้วก็คือนิทานที่ถูกแต่งขึ้นมาแต่เนื่องจากว่านิทานเรื่องนี้มีการแต่งขึ้นมาเป็นระยะเวลานานจนกลายมาเป็นตำนานของนิทานนั่นเองซึ่งในเรื่องของซินเดอเรลล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งที่มีฐานะร่ำรวยอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาแต่อยู่ๆวันหนึ่งแม่ที่เป็นที่รักก็เสียชีวิตไปทำให้สาวน้อยต้องอยู่กับพ่อเพียงลำพัง

      หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็มีภรรยาใหม่ซึ่งภรรยาใหม่ของพ่อนั้นมีลูกติดมาด้วย 2 คนเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่และเนื่องจากว่าพ่อของซินเดอเรลล่านั้นไม่ได้อยู่ที่บ้านเพราะต้องออกไปค้าขายนอกเมืองทำให้ซินเดอเรลล่า นั้นต้องอยู่กับแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงทั้ง 2 คน   แน่นอนว่าทั้งแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงทั้งสองคนต่างก็พากันแกล้งซินเดอเรลล่าและใช้งานอยู่เสมอ

       อยู่มาวันหนึ่งกษัตริย์ที่ครองเมืองที่ครอบครัวของซินเดอเรลล่าอาศัยอยู่ได้มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นเพราะอยากจะให้เจ้าชายนั้นได้ดูตัวสาวๆในเมืองเพื่อมาอภิเษกสมรสดังนั้นจึงได้มีการประกาศเชิญชวนให้หญิงสาวทุกคนที่ยังไม่แต่งงานไปร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้แน่นอนว่าพี่สาวทั้งสองคนของซินเดอเรลล่านั้นต่างก็พากันแต่งตัวอย่างสวยงามไปร่วมงานแต่ตัวซินเดอเรลล่าเองนั้นถูกแม่เลี้ยงกีดกันไม่ให้ไปอีกทั้งนางซินเดอเรลล่านั้นก็ไม่มีชุดที่จะใส่ไปงานเลี้ยงอีกด้วย 

      ซึ่งตามตำนานระบุว่าด้วยความดีของซินเดอเรลล่าทำให้นางฟ้าใจดีลงมาช่วยเหลือเสกชุดสวยงามให้และเสกรถม้าให้ศิลปะสามารถไปงานเลี้ยงได้ทันและเมื่อไปถึงงานเลี้ยงเจ้าชายก็เห็นความงามของซินเดอเรลล่าดังนั้นคืนนั้นทั้งคืนจึงได้มีการเต้นรำกับเธอรักเพียงคนเดียวเท่านั้น

แต่การเดินทางไปงานเลี้ยงในครั้งนี้นางฟ้าได้มีการตั้งเงื่อนไขกับ ซินเดอเรลล่าไว้ว่าเธอจะต้องกลับมาให้ทันก่อนเที่ยงคืนหากไม่เช่นนั้นแล้วมนตราที่เคยเสกให้ก็จะสลายหายไปทันที 

        ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนซินเดอเรลล่าจึงได้วิ่งหนีออกจากพระราชวังและทิ้งรองเท้าแก้วเอาไว้ให้ดูต่างหน้า 1 ข้างหลังจากนั้นเจ้าชายจึงให้ทหารออกตามหาจนในที่สุดก็มาพบซินเดอเรลล่าอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงนั่นเองและสุดท้ายแล้วเจ้าชายก็ขอ ซินเดอเรลล่าแต่งงานและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข  

         ซึ่งนี่ก็คือนิทานที่เป็นตำนานที่พ่อแม่มักจะเล่าให้ลูกฟังก่อนนอนเป็นประจำทุกค่ำคืนและถึงแม้ว่านิทานเรื่องนี้จะมีการผ่านมานานหลายสิบปีแล้วแต่ทุกวันนี้เด็กๆก็ยังคงชื่นชอบนิทานเรื่อง Cinderella กันอยู่ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    www.ufabet.com ช่องทางเข้าเว็ปพนัน

ประวัติวอลเลย์บอลในประเทศไทย 

        ประวัติวอลเลย์บอล สำหรับกีฬาวอลเลย์บอลนั้นเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ประเทศไทยให้ความสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียวปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีนักกีฬาวอลเลย์บอลที่ส่งไปแข่งขันกับต่างประเทศเนื่องจากว่ากีฬาวอลเลย์บอลนั้นถูกบรรจุให้เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่จะมีการแข่งขันในซีเกมส์และในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งมีหลายประเทศมาร่วมการแข่งขัน

        กีฬาวอลเลย์บอลนั้นจะต้องมีผู้เล่นอยู่ทั้งหมด 2 ฝ่ายด้วยกัน

ซึ่งทั้งสองฝ่ายนั้นจะต้องมีสมาชิกในการเล่นไม่เกิน 12 คนด้วยกันและจะมีผู้ฝึกสอน 1 คนแต่เวลาที่จะให้นักกีฬาลงเล่นนั้นจะให้ลงเล่นได้เพียงแค่ครั้งละไม่เกิน 6 คนเพียงเท่านั้นโดยการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลนั้นจะต้องมีสนาม

       ซึ่งสนามนั้นสามารถที่จะเป็นสนามบินหรือจะเป็นสนามปูนก็ได้โดยลักษณะของสนามนั้นจะต้องเป็นพื้นเรียบไม่มีสิ่งกีดขวางและตัวสนามจะต้องเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยมีตาข่ายกั้นกลางเป็นตัวแบ่งเขตนอกจากนี้จะมีเส้นรอบสนามซึ่งจะถูกกำหนดเอาไว้ถ้าหากผู้เล่นคนไหนทำลูกบอลออกนอกสนามก็จะถือว่าฟาวน์ทันที

     อย่างไรก็ตามในการเล่นนอกจากจะมีการเตรียมสนามแล้วอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเล่นวอลเลย์บอลนั้นก็คือลูกบอลนั่นเองโดยจะเป็นลูกวอลเลย์บอลโดยเฉพาะซึ่งลูกวอลเลย์บอลนั้นจะทำมาจากหนังสังเคราะห์ทำให้เวลาที่มือไปสัมผัสลูกวอลเลย์บอลนั้นไม่รู้สึกถึงความแข็งมากจนเกินไปและลูกสามารถยืดหยุ่นกระเด้งได้

         เมื่อมีการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลจะมีการกำหนดการแข่งขันครั้งละไม่เกิน 30 นาที

ซึ่งการแข่งขัน 1 ครั้งที่มีการคิดการแพ้ชนะกันนั้นจะต้องมีการชนะ 2 ใน 3 เซตสำหรับประเทศไทยนั้นไม่ได้มีการระบุออกมาว่ากีฬาวอลเลย์บอลเข้ามาสู่ประเทศไทยครั้งแรกในช่วง ปีไหน แต่กีฬาชนิดนี้ไม่ได้เกิดจากประเทศไทย แต่มีการนำมาจากต่างประเทศ 

        ซึ่งในช่วงแรกนั้นจะเห็นว่ากลุ่มคนที่เล่นกีฬาชนิดนี้นั้น จะเป็นคน ญวณกับคนจีน ซะส่วนใหญ่  หลังจากนั้นก็ได้รับความสนใจจากคนไทย และเริ่มมีการเล่นกันมากขึ้น ในตอนแรกนั้น จะมีการจัดการแข่งขันกันเฉพาะกลุ่มคนในชุมชน หรือในสโมสร  รวมถึงสมาคมเพียงเท่านั้น ต่อมาการแข่งขันก็มีการขยายมากขึ้น โดยมีการขยายไปภาคอื่นอื่นของประเทศ จนในปัจจุบันทุกภาคของประเทศไทยก็เล่นกีฬาชนิดนี้กัน 

          ซึ่งกีฬาวอลเล่ย์บอล ถูกจัดให้เป็นกีฬาที่นำมาสอนในโรงเรียนให้กับเด็กนักเรียน

โดยถูกบรรจุให้สอนเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้ครั้งแรก ประมาณ ปี พ.ศ. 2477  ซึ่งในครั้งแรกนั้นได้มีการจัดทำเป็นหนังสือเพื่อทำการสอนเกี่ยวกับกฎกติกาเงื่อนไขการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลและมีการไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆสำหรับคนที่สนใจเกี่ยวกับกีฬาวอลเลย์บอลนอกจากนี้ยังถูกบรรจุในกรมพลศึกษาให้มีการสอนวิชากีฬาวอลเลย์บอลให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วยซึ่งปัจจุบันกีฬาชนิดนี้ก็ยังเป็นกีฬาที่ต้องถูกบรรจุให้สอนให้กับเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet ฝาก-ถอน เอง

คนกรุงเทพเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

ที่มาของคนกรุงเทพ โดยคนอยุธยาในยุคนั้นจะเรียกคนพื้นเองดั่งเดิมเหล่านี้ว่าแขกขอมลาวพม่ามอญคือจะมีชื่อยาวไปไหนพวกเขาจะเรียกกันรวมๆว่าเป็นชาวสยามแต่คำว่าแขกขอมลาวพม่ามอญอะไรพวกนี้มันจะไม่เหมือนกับที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันนี้

ซึ่งเราจะมาเริ่มจากคำว่า แขก กันก่อน แขก ในสมัยนั้นเขาไม่ได้ใช้เอาไว้เรียกเพียงแค่คนอาหรับหรือว่าคนอินเดียเท่านั้นยังรวมไปถึงชาวมาเลชาวมลายูอีกด้วยโดยเขาจะใช้คำจำกัดความว่าจะเป็นกลุ่มชาติที่มาจากชาติที่นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูบวกกับอิสลาม

สำหรับคำว่า ขอม มันก็จะเป็นคำที่เอาไว้ใช้เรียกกันรวมๆ

ที่มาของคนกรุงเทพ ที่หมายถึงชาติพันธุ์อะไรก็ได้ที่ได้นับถือพราหมณ์ฮินดูแต่ว่าบวกกับศาสนาพุทธนิกายมหายานโดยคำว่า ขอม แต่ก่อนมักจะใช้เรียกคนที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาต่อมาเลยมีการใช้เรียกพวกเขมรลาว

เนื่องจากนี้ลาวก็จะแบ่งได้ย่อยๆอีกสองพวกก็คือล้านนาโยนกที่ได้มีเมืองเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางพวกหนึ่งกับพวกทางตะวันออกเฉียงเหนือจากสองฝากฝั่งแม่น้ำโขงนั่นก็คือชาวลาวในปัจจุบันแล้วก็ชาวอีสานนั่นเอง มอญ หมายถึงพวกลามันจากเมืองหงสาวดี

ในขณะที่พม่าก็จะใช้เรียกคนตระกลูธิเบตหรือว่าจีนธิเบต

ที่มีชื่อเก่าว่าผยู โดยพวก จีน ง่ายๆเลยก็คือคนที่มาจากเมืองจีนนั่นแหละส่วนใหญ่แล้วจะใช้เรียกคนที่มาจากเมืองจีนทางตอนใต้เช่นเดียวกับชาวชวาที่ได้มาจากเกาะชวาในอินโดนีเซียและสุดท้ายแล้วมันก็น่าจะเป็นชื่อที่ไม่น่าคุ้นหูที่สุดคือพวกชาวจามได้เป็นคนพวกตระกลูมาเลจามที่อาศัยอยู่ในแทบเวียดนามเขมร

นอกจากนี้ตั้งแต่เดิมได้นับถือศาสนาพุทธก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามคนพวกนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่ชำนานในการดำเนินเรือเรียบชายฝั่งทางทะเลก่อนชาติพันธุ์อื่นเลยเป็นยังไงกันบ้างคุณอาจจะคิดว่ามันไม่ตรงกับที่เข้าในกันในปัจจุบันนี้กันเลยใช่ไหม

สุดท้ายก็คือพวกคนนานาประเทศอันนี้เรียกง่ายๆเลยก็คือคนที่มาจากดินแดนห่างไกลแล้วก็มาปักหลักที่ประเทศไทยโดยสามารถตีความได้ตั้งแต่ชาวญี่ปุ่นจนถึงชาวยุโรปโดยคนพวกนี้จะต่างจากข้อที่แล้วก็คือจะไม่มีอะไรคล้ายๆใครเลยอย่างเช่นวัฒนธรรมที่คล้ายๆกันเหมือนกับไทยลาวที่พอจะคุยกันรู้เรื่องบ้างหรือว่ากับเขมรที่เราพอจะมีประเพณีอะไรที่คล้ายๆกันอยู่

ดังนั้นคนพงกนี้จะเป็นคนที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลยจากที่เราได้เล่ามาก็พอจะสรุปได้ก็คือจริงๆแล้วคนกรุงเทพอาจจะไม่มีที่มาจากกรุงเทพโดยแท้ทั้งหมดแต่ก็เป็นการผสมผสานปนกันจากหลายๆที่ที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานกันตั้งแต่กรุงธนบุรี

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    Ufabet เข้าสู่ระบบ

ประวัติไซอิ๋ว เรื่องราวเกี่ยวกับไซอิ๋วที่คุณยังไม่รู้

    ประวัติไซอิ๋ว หรือที่ผู้คนมักจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเห้งเจีย และบางคนก็เรียกว่าซุนหงอคง  ถึงแม้ว่าเราจะเรียกชื่อว่าอะไรแท้ที่จริงแล้วทั้ง 3 ชื่อนี้ก็คือตัวละครตัวเดียวกันนั่นเอง  โดยตามตำนานมีการกล่าวเอาไว้ว่าตัวละครตัวนี้คือลิงที่เกิดมานานหลายพันปีแล้วด้วยแหล่งกำเนิดของลิงตัวนี้เกิดขึ้นบนยอดภูเขา

และมีชาติกำเนิดมาจากหินมีการบำเพ็ญตบะอย่างยาวนานและแกร่งกล้าจนทำให้กลายมาเป็นลิงที่มีอิทธิฤทธิ์มีอาวุธวิเศษที่สำคัญอาวุธของลิงหงอคงนี้ก็คือกระบองวิเศษซึ่งกระบองชนิดนี้สามารถที่จะยืดได้หดได้และที่สำคัญหงอคงมีพาหนะในการใช้ในการเดินทางก็คือก้อนเมฆ  

          ว่ากันว่าหงอคงเห็นว่าตนเองนั้นมีอิทธิฤทธิ์เก่งกาจมากมายและไม่มีใครสามารถที่จะสู้ตนเองได้จึงกลายเป็นลิงที่มีนิสัยเกเรชอบรังแกบุคคลอื่นไปทั่ว  ประวัติไซอิ๋ว ทางด้านนี้เซียนฮ่องเต้จึงได้หางานให้หงอคงทำเพราะจะได้ไม่ไปยุ่งไปก่อกวนคนอื่น  โดยครั้งแรกนั้นสั่งให้หงอคงไปเฝ้าม้าบนสวรรค์แต่หงอคงไม่พอใจที่เห็นว่างานที่ตัวเองทำนั้นเป็นงานที่ต่ำต้อยจึงได้อาระวาดและฆ่าหมาตายหมด

        และหงอคงยังมีเวลากันอื่นๆอีกมากมายที่สร้างความปั่นป่วนให้บนสวรรค์  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่ เง็กเซียน ฮ่องเต้ให้ไปเฝ้าสวนผลไม้สวรรค์แต่งหงอคงก็ไปกินผลไม้บนสรวงสวรรค์จนหมด ซึ่งไม่ว่าเซียนฮ่องเต้จะให้หมอคงไปทำอะไรหงอคงก็จะสร้างความวุ่นวายจนในที่สุดในเซียนฮ่องเต้

จึงได้มีการ ไปขอร้องให้พระพุทธเจ้าช่วยทำการกำราบหงอคงให้ด้วยซึ่งในที่สุดหงอคงก็พ่ายแพ้ให้กับพระพุทธเจ้าและต้องไปเฝ้าภูเขาไฟ หลังจากนั้นเมื่อถึงระยะเวลา 500 ปีพระพุทธเจ้าก็บอกกับหงอคงว่าถ้าหากหงอคงต้องการที่จะหลุดพ้นจากการเฝ้าภูเขาไฟหงอคงจะต้องมีการไปคอยอารักขาพระสงฆ์องค์หนึ่งซึ่งจะเดินผ่านภูเขาไฟแห่งนี้เพื่อไปยังชมพูทวีป ซึ่งพระสงฆ์องค์นั้นก็คือพระถังซัมจั๋งนั่นเอง 

        โดยถ้าหากหงอคงสามารถอารักขาพระถังซัมจั๋งจนสามารถบรรลุการเดินทางไปถึงที่หมายได้คงก็จะหลุดพ้นจากความผิดและไม่ต้องมาเฝ้าภูเขาไฟอีกหลังจากนั้นหมอคงจึงได้มีการติดตามพระถังซัมจั๋งเพื่อรักขาจนในที่สุดพระถังซัมจั๋งก็สามารถไปยังชมพูทวีปเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้ และด้วยคุณความดีนี้เองในท้ายที่สุดแล้วหงอคงก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นเทพเซียน  และคอยมีหน้าที่เฝ้าตรงประตูบริเวณด่านสวรรค์  จนกลายมาเป็นที่เคารพนับถือของคนจีนจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ออโต้

วังนาคินแห่งเกาะคำชะโนด มีอยู่จริงหรือไม่?

หากเราพูดถึงตำนานต่างๆเกี่ยวกับพญานาคในประเทศไทยเราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะเคยได้ยินกันมาจากต่างที่ต่างแดนและหลากหลายพื้นที่  วังนาคินแห่งเกาะคำชะโนด ไม่ว่าจะเป็นทั้งตำนานพญานาคแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตำนานพญานาคลุ่มแม่น้ำแม่น้ำน่านตำนานลุ่มแม่น้ำมูลหรือแม้แต่ตำนานพญานาคลุ่มแม่น้ำโขง

โดยแต่ละที่นั้นมันก็จะมีที่มาที่แตกต่างกันออกไปแต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันหมดเลยแต่เขาอยากจะบอกว่ามันยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่โด่งดังมากที่สุดในประเทศไทยแล้วคนเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้มีพญานาคอยู่จรงๆและเคยมีคนพบเจอเคยถ่ายคลิปเอาไว้ได้

ซึ่งยังมีคนเชื่อกันอีกว่าสถานที่แห่งนี้คือที่พักพิงของพญานาคโดยมีเมืองใต้บาดารอยู่ใต้ของสถานที่แห่งนี้ด้วยโดยสถานที่แห่งนี้ที่เรากำลังจะพูดถึงนั่นก็คือป่าคำชะโนดนั่นเอง

ถ้าเอาตามข้อมูลแล้วที่ป่าคำชะโนดจัดตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านดุงจังหวัดอุดรธานีโดยป่าแห่งนี้จะมีลักษณะคล้ายกับเกาะลอยน้ำที่เต็มไปด้วยต้นคำชะโนดที่ได้ขึ้นเรียงยาวเป็นร้อยเมตรแต่ละต้นนั้นมีความสูงมาบางต้นสูงถึง5-6เมตรเลยก็ได้

วังนาคินแห่งเกาะคำชะโนด นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือยังมีเรื่องลี้ลับเยอะแยะมากมายที่เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้อีกไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของเกาะแห่งนี้ที่ลอยน้ำและไม่มีวันจมไม่ว่าจะเป้นทั้งฤดูที่น้ำขึ้นหรือน้ำลงต่อให้น้ำมากแค่ไหนยังไงเกาะแห่งนี้ก็ไม่มีทางที่จะจมอย่างแน่นอน

หรือแม้แต่ที่เกาะแห่งนี้ที่ไม่จมไม่เท่าไหร่แต่ยังมีเรื่องน้ำท่วมที่เขามีความเชื่อกันว่าเป็นความดกรธเป็นการลงโทษของพญานาคที่อาศัยอยู่ในที้หรือแม้แต่สิ่งลี้ลับของสะพานข้ามแม่น้ำ

เนื่องจากนี้ในระหว่างพื้นที่ที่มีคนอยู่ไปยังที่เกาะศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ที่เขาว่ากันว่าสะพานแห่งนี้จะพังลงมาทุกปีเพราะพญานาคไม่อยากให้มนุษย์เข้ามาล่วงเกินหรือใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์นั่นเองโดยสิ่งเหล่านี้มันก็คือสิ่งลี้ลับที่ชาวบ้านยังหาคำตอบไม่ได้และส่วนใหญ่แล้วเขาได้เชื่อกันอีกว่าได้เป็นอภินิหารของพญานาคที่สิงสถิตอยู่ที่บริเวณเกาะแห่งนี้นั่นเอง

ดังนั้นหลังจากที่เราไปได้ข้อมูลตรงนี้มาเราได้เจาะลึกลงไปเพื่อจะหาข้อมูลลงไปเลื่อยๆปรากฏว่าชาวบ้านบริเวณนั้นหรือใครหลายๆคนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพญานาคในป่าคำชะโนดแห่งนี้ส่วนใหญ่เขามีความเชื่อเพิ่มเติมขึ้นมาอีก

 

สนับสนุนโดย.  gclub สล็อตฟรี

ตำนานของพญาแสนภูปี พ.ศ.1871

ซึ่งเชียงแสนนครแห่งตำนานนี้ตรงนี้ทางวิชาการเชื่อว่าพญาแสนภูสร้างเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ.1871 แล้วหลักฐานในทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมก็ยืนยันเชื่อมโยงไปถึงยุคต้นๆของล้านนาที่รับมาผ่านมาทางหริภุญชัย ซึ่งเป็นแว่นแคว้นในลุ่มแม่น้ำปิง

สิ่งหนึ่งที่ปรากฏก็คือสถาปตยกรรมและศิลปกรรมคือเป็นเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอดโดยเจดีย์ลักษณะนี้สืบเนื่องยาวไปถึงที่พุกามที่มีเจดีย์ลักษณะนี้ก็เลยเชื่อมโยงว่าเจดีย์ที่วัดป่าสักรับอิทธิพลมาจากหริภุญชัยที่ลำพูนแล้วหริภุญชัยที่ลำพูนก็รับมาจากพุกาม

ส่วนหลักฐานก่อนยุคของพญาแสนภูทำไมถึงไม่พบเจออะไรเลยที่ยังไม่เจอได้การขุดค้นจากที่พยายามสำรวจในการขุดค้นของทางศิลปากรได้สันนิษฐานกันว่าเดิมบริเวณพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับพุทธศาสนาเข้ามาฉะนั้นในการนับถือของคนในยุคนั้นมันจึงเป็นลักษณะศาสนาธรรมชาติหรือศาสนาแบบผีดั้งเดิม

เพราฉะนั้นแล้วในการนับถือศาสนาแบบผีหรือศาสนาแบบดั้งเดิมจึงเป็นลักษณะของการสร้างสถานที่เคารพแบบไม่ถาวรถ้าเราสังเกตก็จะเป็นการสร้างแบบไม้ไผ่บ้างสร้างแบบกระต๊อกเล็กๆเป็นหอผีหรือเป็นศาลก็อาจจะใช้ไม้เนื้อแข็งหรือไม้อื่นๆมาสร้างแต่เราจะไม่เจอการสร้างสถานที่ทำพิธีกรรมด้วยอิฐหรือศิลาแลงแบบพุทธศาสนา

โดยเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ยุคนั้นเราไม่เจอสถาปัตยกรรมหรืองานสร้างที่ถาวรแม้ว่าในปัจจุบันอาณาจักรโยนกเชียงแสนจะล่มสลายไปแล้วนับตั้งแต่รัชกาลที่1แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เข้าล้อมและเผาทำลายบ้านเมืองเพื่อไม่ให้เป็นที่มั่นของข้าศึกพม่าชาวไทยวณกลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงแสนก็ได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ตามแว่นแขวนต่างๆแต่ไม่ว่าจะผ่านปานแค่ไหนเชียงแสนที่มีสามเหลี่ยมทองคำก็ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญด้านเศรษฐกิจการค้าและการคณะมนาคมเช่นเดิม

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมืองโบราณแห่งนี้จะสามารถดึงดูดผู้คนให้กลับมาตั้งรกรากได้เสมอเช่นเดียวกับคุณครูปรเมศร์ที่โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคมที่ย้ายจากบ้านเกิดมาตั้งรกรากใหม่ที่เชียงแสนตามโอกาศทำกินและด้วยความหลงไหลในเสียงดนตรีล้านนาคุณครูปรเมศร์จึงได้หัดเล่นเครื่องดนตรีพื้นเมืองและแบ่งเวลาส่วนหนึ่งให้กับชมรมดนตรีในโรงเรียนี่เขาก่อตั้งขึ้น

นอกจากนี้ประวัติเดิมทีของคุณครูปรเมศร์พื้นเพเดิมเขาเป็นคนสุโขทัยแบ้วได้เข้ามาบรรจุเป็นครูที่นี่เมื่อ พ.ศ.2533 ครั้งแรกที่เขาได้ไปได้เห็นคนเฒ่าคนแก่เขาเข้าไปสอนดนตรีเด็กๆในโรงเรียนเขาได้เข้าไปฟังแล้วเกิดมีความสนใจ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    ทดลองเล่นสล็อต gclub

ประเพณีวันไหว้ครู

              ครูนั้นเปรียบเสมือนผู้ที่ให้วิชาความรู้กับบุคคลที่เราเรียกว่าลูกศิษย์  ซึ่งแน่นอนว่ากว่าครูแต่ละคนจะให้ความรู้กับลูกศิษย์ได้แต่ละคนนั้นต้องใช้ระยะเวลาอย่างยาวนานและต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากเพราะคนแต่ละคนนั้นมีความเรียนรู้และความสนใจใคร่รู้แตกต่างกันออกไปดังนั้นกว่าที่ครูคนนึงจะสามารถสั่งสอนให้ศิษย์คนนึงเป็นคนดีได้นั้นจึงต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากเลยทีเดียวจึงทำให้เป็นที่มาของการที่ในทุกๆปีนั้นจะต้องมีวันไหว้ครู

            สำหรับวันไหว้ครูนั้นจัดขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความเคารพนับถือครูบาอาจารย์ที่ได้มีการเสียสละเวลาอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดีนั่นเองซึ่งประเพณีการไหว้ครูนั้นเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณแล้วและการไหว้ครูนั้นไม่ใช่เพียงแค่การไหว้ครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนเท่านั้นแต่ยังมีครูต่างๆมากมาย

หลายสาขาอาชีพที่นับว่าเป็นครูและได้มีการจัดพิธีไหว้ครูเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนนาฏศิลป์  โรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของการแสดง   โรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของการแผนนวดไทยโบราณหรือแม้แต่โรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของโหราศาสตร์ต่างๆ

  หรือปัจจุบันสถาบันการศึกษาที่สอนหลักสูตรต่างๆก็นับว่าเป็นครูบาอาจารย์ที่ให้ประสาทความรู้และวิชาดังนั้นลูกศิษย์ลูกหาจึงควรที่จะมีการกำหนดวัน 1 วันเพื่อจัดทำพิธีกรรมไหว้ครูขึ้นมาซึ่งพิธีกรรมไหว้ครูนี้เป็นพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการระลึกถึงพระคุณของคุณครูที่เคยให้ความรู้มานั่นเอง

ซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าถ้าหากเรานั้นได้มีการจัดพิธีกรรมไหว้ครูขึ้นมาแล้วจะทำให้ชีวิตของลูกศิษย์ลูกหาคนนั้นมีแต่ความรุ่งเรืองอนาคตมีแต่ความสุขสมบูรณ์นั่นเองเพราะการไหว้ครูนั่นย่อมหมายถึงว่าลูกศิษย์คนนั้นนับถือคุณครูด้วยความใจจริง

          การจัดพิธีไหว้ครูของแต่ละสถานที่นั้นก็จะแตกต่างกันตามวันเวลาและลักษณะของการไหว้ครูซึ่งถ้าเป็นการไหว้ครูภายในโรงเรียนนั้นเด็กนักเรียนก็จะมีการจัดเตรียมพานดอกไม้ธูปเทียนแล้วนำไปไหว้ครูร่วมกันซึ่งโดยปกติแล้วการไหว้ครูนั้นจะจัดขึ้นช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมหรือบางโรงเรียนอาจจะมีการเลื่อนไปตัดในเดือนมิถุนายนโดยปกติแล้วการไหว้ครูต้องมีการตัดไหว้ในวันพฤหัสบดีเท่านั้นแต่ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวว่าจะเป็นพฤหัสบดีที่เท่าไหร่ปกติแล้วเราจะเห็นว่าการจัดพานไหว้ครูนั้นจะตรงกับวันที่ 16  

สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของวันไหว้ครูที่ให้มีการจัดให้ตรงกับวันพฤหัสบดีนะเพราะว่าความเชื่อนี้ได้รับอิทธิพลมาจากพวกพราหมณ์โดยระบุว่าวันพฤหัสบดีนั้นในเวลากลางวันถือว่าเป็นธาตุไปส่วนในเวลากลางคืนนั้นถือว่าเป็นธาตุน้ำซึ่งดาวพฤหัสบดีนั้นนับได้ว่าเป็นดาวเคราะห์ที่เป็นดาวที่ให้ความรู้แก่มวลมนุษย์ดังนั้นส่วนใหญ่จึงถือเอาวันพฤหัสเป็นหลักในการที่จะจัดพิธีไหว้ครูนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame

ประวัติกีฬาปิงปอง

      สำหรับกีฬาปิงปองนั้นมีในประเทศไทยมาแล้วหลายปีแต่จุดเริ่มต้นจริงๆนั้นเกิดขึ้นที่ต่างประเทศโดยประเทศที่มีการเล่นกีฬาปิงปองประเทศแรกก็คือประเทศอังกฤษนั่นเอง

ซึ่งปีแรกที่มีการเริ่มเล่นกีฬาปิงปองกันนั้นเริ่มขึ้นมาในปีคริสต์ศักราช 1890 โดยสมัยนั้นปกรณ์ในการตีลูกปิงปองยังไม่เกินเหมือนในปัจจุบันซึ่งคนในสมัยก่อนนั้นมีการนำไม้มาใช้สำหรับตีลูกปิงปองโดยจะเอาหนังสติ๊กหม้อหุงต้มทำให้เกิดความนุ่มขึ้นแต่ลักษณะของไม้ตีปิงปองในสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก

และคนในสมัยก่อนยังใช้พลาสติกมาผลิตเป็นลูกปิงปองซึ่งพลาสติกดังกล่าวนั้นเป็นพลาสติกผสมการสังเคราะห์ และเวลาเล่นการเล่นกับโต๊ะซึ่งโตก็จะเป็นโต๊ะไม้ดังนั้นเวลาตีลูกจะเกิดเสียงระหว่างลูกกระทบกับพื้นโต๊ะทำให้เกิดเสียงดังขึ้นมาซึ่งเสียงที่ดังขึ้นนั้นมีลักษณะคล้ายกับ การออกเสียงปิ๊ก ป๊อก ทำให้กีฬาชนิดนี้ถูกตั้งชื่อเรียกว่าปิงปอง

โดยมีการตั้งชื่อขึ้นมาให้สอดคล้องกับเสียงที่ลูกบอลกระทบกับโต๊ะนั่นเองหลังจากที่เป็นที่นิยมกันมากในประเทศอังกฤษกีฬาชนิดนี้ก็มีการเผยแพร่ออกไปอีกหลายประเทศโดยตอนที่ได้รับการเผยแพร่ต้นแรกๆนั้นก็คือกลุ่มประเทศในโซนยุโรปซึ่งหลังจากที่กลุ่มประเทศทางโซนยุโรปได้มีการเข้ามาเริ่มเล่นปิงปองก็ได้มีการพัฒนา

ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเล่นวิธีการจับไม้หรือแม้แต่รูปแบบของอุปกรณ์ในการแล่นเพราะหลังจากที่มีการเล่นปิงปองด้วยการใช้อุปกรณ์แบบเดิมมาได้สักระยะหนึ่งช่วงประมาณปีคริสตศักราช 1914 การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ในการผลิตไม้ตีปิงปองและลูกปิงปองโดยไม้ตีปิงปองนั้น

จากเดิมที่จะใช้หนังของสัตว์มาหุ้มกับไม้ปิงปองก็ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็น ยางมาหุ้มกับไม้ปิงปองแทนจากเดิมที่เคยใช้เป็นหนังสัตว์ซึ่งอย่างนี้จะมีการติดเม็ดยางเอาไว้ด้วย  หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาวิธีการเล่นและวิธีการจับไม้ปิงปองเรื่อยมาซึ่งในปีคริสต์ศักราช 1922

ได้มีการออกกฎใหม่เกี่ยวกับเรื่องของการจดทะเบียนทางด้านการกีฬาโดยมีการเปลี่ยนชื่อจากกีฬาปิงปองมาเป็นกีฬาเทเบิลเทนนิสแทน แต่นักกีฬาปิงปองหรือกีฬาเทเบิลเทนนิสก็กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายถึงขนาดที่ว่าได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาปิงปองขึ้น

โดยเป็นการแข่งขันระดับโลกซึ่งเชิญหลายประเทศมาร่วมในการแข่งขันซึ่งการจัดการแข่งขันครั้งแรกนั้นจัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษโดยจัดที่กรุงลอนดอนสำหรับการจัดแข่งขันในปีแรกนั้นมีการจัดขึ้นในปีคริสต์ศักราช 1926 โดยจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนั่นเอง และหลังจากนั้น กีฬาปิงปองก็เริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศแถบเอเซีย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย      ีดฟิำะ

ร่องรอยแห่งอดีต 

เป็นเวลาช้านานที่งานศิลปะต่างๆที่เข้ามากล่อมเกลาจิตใจผู้คนอื่นและแสดงการส่งต่อเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์หรือการศึกษาตามผู้คนที่อยู่ข้างหลังก็สามารถศึกษางานประวัติศาสตร์เกี่ยวกับงานศิลปะได้ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นงานร่วมสมัยเลยแม้แต่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับศิลปะในยุคปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งเดียว

เพราะผู้คนต่างๆสามารถเข้าถึงงานศิลปะที่ง่ายมากขึ้นโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือความเป็นอยู่ ผู้คนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่เป็นอุปกรณ์ Notebook ต่างๆซึ่งตอนนี้สามารถเข้าถึงผู้คนได้

โดยเฉพาะในส่วนของอินเทอร์เน็ตที่มีข้อมูลจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามบนโลกของเรามีงานประวัติศาสตร์หรือประติมากรรมต่างๆ งานศิลปะต่างๆก็มีเป็นจำนวนมากผู้คนต่างๆมีกิจวัตรประจำวันตามยุคตามสมัยต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการรวมอำนาจของเมือง

นี่คือทำให้งานศิลปะทั้งสิ้นคือร่องรอยแห่งอดีตในการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ หากมองให้ดีๆผู้คนต่างๆมีการจดบันทึกเรื่องราวผ่านตัวอักษรหรือตัวหนังสือต่างๆ แต่ศิลปะก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของเมืองต่างๆหรือการรุกรานตามสถานที่ต่างๆ ศึกสงครามรวมถึงกิจวัตรในการใช้ชีวิตของผู้คนต่างๆในแต่ละยุคสมัยนี้จึงทำให้ร่องรอยแห่งการศึกษาต่างๆสามารถศึกษาได้ผ่านทางงานศิลปะทั้งสิ้น ยุคสมัยของผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันงานศิลปะสามารถเข้าถึงทุกคนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาต่างๆหลักสูตรการสอนการเรียนในยุคปัจจุบันก็มีความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาน่าจะผ่านทั้งสิ้น ให้เป็นการระบายอารมณ์สุนทรีย์ภาพหรือการพัฒนาการของเด็กต่างๆ

อุปกรณ์การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันก็สามารถค้นหาได้ไงมันขึ้นไม่ว่าจะเป็นดินสอปากกายางลบ หรือแม้แต่จะเป็นอุปกรณ์การเขียนการทำงานต่างๆแกะสลักต่างๆ นี่เอง

จึงทำให้การพัฒนาวัฒนธรรมของผู้คนในการพัฒนาค่อนข้างเยอะอย่างไรก็ตามในประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเยอะเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นศิลปะการแกะสลักผลไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาเป็นเวลาช้านานผู้คนต่างๆสามารถศึกษาเรื่องราวต่างๆประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการทำงานหรือวัฒนธรรมต่างๆได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ยุคสมัยของผู้คนจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของการทำงานหรือการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ผู้คนในอดีตต่างๆมีการส่งต่อเรื่องราวมาถึงคนในยุคปัจจุบันผ่านทางตัวอักษรการจดบันทึกหรือแม้แต่จะเป็นงานศิลปะ งานศิลปะคือสิ่งที่ทุกยุคทุกสมัยมีการทำอยู่ตลอดเวลานี้จึงทำให้แต่ละยุคแต่สมัยเราสามารถศึกษาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตได้อยู่เสมอ

การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมความเป็นอยู่หรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงของลักษณะในการใช้ชีวิตของผู้คนจึงทำให้มีการสร้างงานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามนี้จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทำให้มีงานร่วมสมัยต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย และในอนาคตคนรุ่นหลังก็จะสามารถศึกษาได้จากงานที่มีในปัจจุบัน 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sa gaming ทดลองเล่น