ประวัติความเป็นมาของกีฬากระบี่กระบอง 

       กีฬากระบี่กระบอง เมื่อพูดถึงกีฬากระบี่กระบองเชื่อว่าทุกคนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากว่ามันเป็นกีฬาชนิดหนึ่งครึ่งถูกบรรจุไว้ในหลักการเรียนการสอนเป็นวิชาที่นักเรียนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของศิลปะการต่อสู้ของคนไทยและเป็นกีฬาที่ถูกบรรจุให้อนุรักษ์เอาไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ซึ่งเราจะเรียนกันในวิชาพลศึกษาซะเป็นส่วนใหญ่

      อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีการบรรจุกีฬาชนิดนี้ให้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนแต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไม่รู้จักกีฬาชนิดนี้ดียังไม่รู้ว่ากีฬาชนิดนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไรและเป็นกีฬาของไทยจริงหรือไม่ซึ่งในวันนี้เราจะมีการแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของประวัติความเป็นมาของกีฬากระบี่กระบองให้ทราบกัน 

         สำหรับกีฬากระบี่กระบองนั้นเชื่อว่าผู้คนที่ยังไม่ได้เรียนหลักสูตรนี้ในวิชาพลศึกษาอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกันมากนักเนื่องจากว่ากีฬาชนิดนี้เราจะไม่เห็นมีการจัดการแข่งขันภายนอกจะเปิดเฉพาะให้เป็นการเรียนการสอนเท่านั้นและกีฬาชนิดนั้นก็เป็นกีฬาศิลปะการต่อสู้ซึ่งเป็นศิลปะของไทยมาตั้งแต่ในสมัยโบราณโดยกีฬาชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ชายในการเรียนรู้อาวุธที่ใช้ในการต่อสู้นั้นก็เป็นเพียงแค่กระบี่แล้วก็กระบองไม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

          สำหรับจุดกำเนิดหรือจุดเริ่มต้นของวิชากีฬากระบี่กระบองนั้นมาจากช่วงเวลาไหนนั้นไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนแต่ว่าจุดกำเนิดมาจากประเทศไทยอย่างแน่นอนเนื่องจากว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศนักรบซึ่งมีการลบมาตั้งแต่ในสมัยโบราณอดีตกาลหลายร้อยปีมาแล้ว

ดังนั้นกีฬากระบี่กระบองก็จึงเป็นวิธีการลบของนักรบของคนไทยมาตั้งแต่ในสมัยโบราณนั่นเองไม่ว่าจะเป็นกรุงรัตนโกสินทร์กรุงศรีอยุธยาหรือกรุงสุโขทัยก็มีการใช้กระบี่กระบองในการออกไปรบเช่นเดียวกัน

           นอกจากนี้ถ้าเกิดใครศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของวรรณกรรมต่างๆก็จะเห็นว่าในพระราชนิพนธ์ต่างๆนั้นก็มีการพูดถึงกระบี่กระบองด้วยเช่นเดียวกันรวมถึงกีฬากระบี่กระบองนี้เป็นกีฬาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 นั้นโปรดปรานมากเป็นพิเศษอีกด้วย

          นอกจากนี้ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 กีฬากระบี่กระบองก็ยังคงมีการละเล่นกันอย่างต่อเนื่องโดยเคยถูกนำมาจัดแสดงในงานสมโภชต่อหน้าพระที่นั่งของรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 โดยเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมากีฬากระบี่กระบองก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไหร่เนื่องจากว่าวิวัฒนาการนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปเทคโนโลยีใหม่ๆมีเข้ามากยิ่งขึ้นทำให้สังคมนั้นไม่ค่อยให้ความสนใจเกี่ยวกับการเล่นกีฬากระบี่กระบองเหมือนเมื่อก่อนนั่นเอง 

     

สนับสนุนโดย.    ufabet ทางเข้าเล่น

ประวัติ 4 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณ    

  อาณาจักรโยนกเชียงแสน

          ประวัติ 4 อาณาจักร อาณาจักรเก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทย และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-19มีศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงรายในปัจจุบันก่อร่างสร้างอาณาจักร.  Ufabet เข้าสู่ระบบ   โดยพระเจ้าสิงหนวัติที่อพยพผู้คนลงมาจากมณฑลยูน

นานทางตอนใต้ของประเทศจีนและมีพญานาคมาช่วยสร้างเมืองบริเวณลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงจึงเรียกชื่อว่าเวียงโยนกนาคพันธุ์มีกษัตริย์ปกครองต่อเนื่องยาวนานกว่าสี่สิบห้าพระองค์

          โยนกเชียงแสนถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมในเวลาต่อมาก่อนที่จะกอบกู้เอกราชกลับมาได้สร้างเมืองใหม่ที่เวียงไชยปราการแต่สุดท้ายเหมืองยุบตัวกลายเป็นหนองน้ำด้วยมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเกิดจากการที่ชาวบ้านจับปลาไหลเผือกได้และนำไปถวายกษัตริย์จึงโปรดให้ทำเป็นอาหารแบ่งปันกันทั่วทั้งเมืองจึงได้เกิดอาเพศขึ้นจนถึงขั้นบ้านเมืองล่มสลาย

อาณาจักรหริภุญชัย

          มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดลำพูนเป็นอาณาจักรสำคัญในภาคเหนือที่มีอายุกว่า 600 ปีมีกษัตริย์ปกครองรวม 29 พระองค์รุ่งเรืองอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับโยนกเชียงแสนก่อตั้งขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 13 โดยฤาษีวาสุเทพแต่ผู้ที่ทำให้อาณาจักรเป็นที่รู้จักในวงกว้างก็คือพระนางจามเทวี

ซึ่งเป็นพระธิดาของกษัตริย์ของจากเมืองละโว้สนามได้ก่อสร้างบ้านเมืองทำนุบำรุงศาสนาและศิลปวัฒนธรรมทางที่หริภุญชัยและเขลางค์นครลำปางด้วยสิ่งที่ยังคงหลงเหลือความยิ่งใหญ่มาจวบจนถึงปัจจุบันคือพระธาตุหริภุญชัยโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง 

    อาณาจักรล้านนา

     พญามังรายกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งในอาณาจักรภาคเหนือจะรวบรวมอาณาจักรใหญ่น้อยในภาคเหนือเข้าไว้ด้วยกันซึ่งรวมถึงโยนกเชียงแสนหริภุญชัยเขลางค์นครลำปางก่อตั้งอาณาจักรล้านนาดาราพุทธศักราช 1839 มีศูนย์กลางอยู่ที่นพรัตน์ศรีนครพิงค์เชียงใหม่

โดยพระยามังรายพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัยและพ่อขุนงำเมืองแห่งเมืองพะเยาเป็นพระสหายร่วมน้ำสาบานปฏิญาณว่าทั้ง 3 เมืองจะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

          อาณาจักรล้านนารุ่งเรืองในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยาวนานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19-25 มีศิลปะวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์มีภาษาเป็นของตัวเอง เจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนานก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าและกรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมา

ซึ่งล้านนายังคงสถานะเป็นเมืองประเทศสราชมาโดยตลอดจนกระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์และจัดระบบการปกครองเชียงใหม่ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรล้านนา 

   อาณาจักรโคตรบูรณ์

        อาณาจักรแห่งนี้ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณภาคอีสานตอนเหนือของไทยต่อเนื่องไปยังสปปลาวมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดนครพนมและมรุกขนครพระธาตุของสปปลาวในปัจจุบันเป็นอาณาจักรที่ดำรงอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-15 สิ่งก่อสร้างสำคัญที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของอาณาจักร

คือพระธาตุพนมเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีรูปแบบศิลปะวัฒนธรรมเฉพาะตัวภายในบรรจุพระอุรังคธาตุคือพระบรมสารีริกธาตุส่วนของหน้าอกของพระพุทธเจ้าและมีตำนานเก่าแก่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันกับพุทธศาสนาที่เล่าสืบต่อกันมา 

ประวัติของ พระเจ้าอักบาร์มหาราช

       สำหรับประวัติความเป็นมาของ พระเจ้าอักบาร์มหาราช นั้น พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์มาแล้ว หลาร้อยปี และตอนที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ นั้นพระองค์ เป็นกษัติย์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดพระองค์หนึ่ง    พระสมัยของพระองค์ถือได้ว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองมากที่สุดของจักรวรรดิโมกุลในประเทศอินเดียเลยทีเดียว 

    นอกจากความสามารถอันเก่งกาจที่ พระเจ้าอักบาร์มหาราช ที่ทรงสามารถแผ่ขยายดินแดนอินเดียได้อย่างกว้างขวางแล้วความยิ่งใหญ่ของพระองค์ยังอยู่ที่การให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาของประชาชนอีกด้วย  โดยพระเจ้าอักบาร์มหาราช นั้นพระองค์มมีวิธีการต่างต่างมากมายในการปกครองประชาชน และการปกครองของพระองค์นั้นก็มีความต่างจากกษัตริย์มุสลิมองค์อื่นอื่นที่ผ่านมามากเลยทีเดียว 

       เนื่องจากว่าหากเป็นกษัตริย์องค์อื่นอื่นนั้น มักจะกีดกันคนนอกศาสนาอยู่เสมอ แต่สำหรับ พระเจ้าอักบาร์มหาราช นั้นพระองค์ทรงมอบเสรียภาพให้กับประชาชน ที่จะเลือกนับถือศาสนาอะไรก็ได้ สำหรับเสรีภาพที่ว่าก็อย่างเช่นทรงแต่งตั้งขุนนางและข้าราชการต่างๆสมัยโมกุลโดยปราศจากอคติทางศาสนา  

     พระองค์ทรงริเริ่มศานาใหม่ในรัชสมัยของตัวเอง โดยมีการตั้งชื่อว่าศาสนา ดินอิอิลาฮี หรือแปลว่าชนะแห่งพระเจ้าซึ่งเป็นความพยายามที่จะรวบรวมศาสนาอิสลามเท่ากับคริสต์อินดู เชนและศาสนาอื่นเพื่อป้องกันความขัดแย้งทางศาสนาที่จะเกิดขึ้นระหว่างประชาชน

  และไม่เพียงเท่านั้น  พระเจ้าอักบาร์มหาราชยังกระทำการที่แตกต่างจากกษัตริย์มุสลิมยุคก่อนอย่างสิ้นเชิงเช่นพระองค์ให้การสนับสนุนให้ผู้ที่นับถือศาสนาต่างกันมีกิจกรรมทางศาสนาที่สามารถทำร่วมกันได้

     พระเจ้าอักบาร์มหาราช ทรงเปิดรับวิทยาการจากทุกศาสนาดังจะเห็นได้จากการที่มีที่ปรึกษาเป็นนักปราชญ์หลายศานาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธ   คริสต์   อิสลามและฮินดู   ทรงสั่งให้ยกเลิกการจ่ายภาษี ซีซียา จากบุคคลผู้นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่มุสลิมและอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยพระอัจฉริยภาพและทัศนคติที่ล้ำสมัยเปิดกว้างดังนี้จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ครั้ง 49 ปีถือเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์โมกุลเจริญรุ่งเรืองถึงจุดสูงสุดแข็งแกร่งที่สุดและมีราชอาณาเขตกว้างไกลที่สุด 

     อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ผู้คนในแต่ละประเทศนั้นจะมีการนับถือศาสนาที่มีความแตกต่างกันออกไปแต่ทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและไม่มีปัญหาทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งคนต่างศาสนาปัจจุบันก็สามารถแต่งงานกันได้และใช้ชีวิตด้วยกันได้ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกันดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าพระเจ้าอักบาร์มหาราชนั้นคือต้นแบบของการให้คนที่นับถือต่างศาสนากันสามารถอยู่ร่วมกันของทุกศาสนาได้อย่างมีความสุขนั่นเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    gclub

Dead Sea Scrolls

ม้วนหนังสือ Dead Sea หรือ Dead Sea Scrolls เป็นม้วนกระดาษโบราณ

     ม้วนหนังสือ Dead Sea หรือ Dead Sea Scrolls เป็นม้วนกระดาษโบราณ  ซึ่งม้วนหนังสือนี้มีการพบเห็นครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 1947   ว่ากันว่าจำนวนหน้าหนังสือเล่มนี้นั้นมีมากว่า เก้าร้อยหน้าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการเล่าลือกันว่าม้วนหนังสือนี้น่าจะมีการแต่งหรือเขียนขึ้นมาตั้งแต่สี่ร้อยปีก่อนคริสตกาล  ที่ถ้ำกุมลานของอิสราเอลใกล้ทะเลสาบเดดซี   

       ปริศนาของหมวดหนังสือเดดซีมีอยู่มากมายตั้งแต่ตัวคนเขียนซึ่งไม่ทราบแน่ชัดแต่นักวิชาการบางคนเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เขียนโดยคณะนักบวชซึ่งเป็นคณะนักบวชโบราณในศาสนายูดาห์กลุ่มหนึ่งที่ชอบปลีกวิเวกอยู่โดดเดี่ยวและหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์เป็นเวลากว่าสองพันปีมาแล้ว

ข้อความส่วนใหญ่ในหมวดหนังสือเดดซีเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาซึ่งนักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่าม้วนหนังสือเดดซีคือคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่าแก่ที่สุดของโลกเท่าที่เคยค้นพบมายังถูกยกให้เป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 ด้วย

       ตำนาน Shroud of Turin 

     ผ้าห่อศพแห่งตูรินถูกเชื่อว่าเป็นผืนผ้าที่ใช้ห่อประสบของพระเยซู  สำหรับผ้าห่อศพนี้มีการเจอครั้งแรกเมื่อปี 1357 โดยสถานที่ที่เจอผ้าห่อศพนี้ก็คือที่เมืองไรรี่ย์ ที่ประเทศฝรั่งเศส   สิ่งที่ทำให้ผ้าลินินผืนนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลกคือเมื่อปี 1898 มีการถ่ายภาพผืนผ้าเป็นครั้งแรก

โดยถ่ายแบบภาพ Negative ทำให้ปรากฏภาพใบหน้าของพระเยซูอย่างชัดเจนและยังมีรอยคราบเลือดที่สอดคล้องกับตำแหน่งที่พระเยซูบาดเจ็บจากการถูกตรึงกางเขนด้วยชาวคริสต์จำนวนมากซึ่งศรัทธาและเชื่อว่าผ้าผืนนี้คือผ้าห่อพระศพของพระเยซูของจริง 

      อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามันจะมีความเป็นไปได้อย่างมากเช่นเดียวกันว่าผ้าห่อศพแห่งตูรินนี้จะเป็นของปลอม ไม่ใช่ของท้า ซึ่งอาจจะมีการสร้างทำขึ้นมาใหม่ เพื่อสำหรับให้คนที่มีความศรัทธานั้น บูชา โดยอาจจะมีการสร้างมาตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 14 แล้วก็ตามที

      ด้านนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถสรุปเกี่ยวกับ เรื่องนี้ได้อย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าเป็นผ้าที่เห็นกันอยู่นี้เป็นการทำเลียนแบบขึ้นมาภายหลังหรือไม่  เพราะว่าก่อนหน้านี้ก็มีการใช้น้ำยาทางเคมี ซึ่งเป็นน้ำยาทางวิทยาศาสสตร์ มาทำการทดสอบไปแล้ว

ซึ่งผลจากการทดสอบนั้นก็สามารถที่จะทำให้เชื่อได้ว่าผ้านี้เป็นของจริงเพราะว่า  มีสารประกอบเหล็กออกไซด์ในผ้าผืนดังกล่าว โดยสารนั้นอาจมาจากสีหรือเลือดของคนก็ได้  ปัจจุบันมีการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งเอาไว้ในกรอบที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในวิหารเซนต์ John The baptist ประเทศอิตาลี 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet เว็บหลัก

ประวัติการปลูกพืชเป็นแบบแถวและเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์

 

      เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าต้นกำเนิดของมนุษย์นั้นมีจุดกําเนิดอย่างไรในช่วงยุคแรกๆนั้นผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างไร เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์   ซึ่งส่วนใหญ่ที่มีการพูดคุยกันอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นลักษณะของข้อสันนิษฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่สิ่งที่หนึ่งที่เราสามารถรู้ได้เลย

ก็คือในสมัยโบราณนั้นมนุษย์ในยุคก่อนก่อนนั้นมักจะมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกันและกันเลี้ยงชีพของพวกเขาเหล่านั้นก็คือการเพาะปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้สำหรับในการเป็นอาหารนั้นเอง  

       อย่างที่เรารู้กันดีว่าในสมัยก่อนนั้นผู้คนไม่ได้มีการนำอาหารออกมาเพื่อทำการค้าขายแต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเลี้ยงเอาไว้กินกันเองดังนั้นจึงต้องหาวิธีการที่จะสามารถเลี้ยงสัตว์หรือว่าปลูกผักได้ให้ได้ผลประโยชน์มากที่สุดซึ่งเชื่อกันว่าในระยะแรกนั้นต่างก็จะใช้วิธีการนำเมล็ดพืชพันธุ์ไปหว่านลงดิน

เพื่อที่จะได้ทำการปลูกพืชแต่แน่นอนว่ากรณีที่เราเอามาได้ไปหว่านตามดินต่างๆอย่างเดียวนั้นบางทีมันก็เสี่ยงที่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอาจจะไม่เจริญงอกงามซึ่งทำให้สูญเสียเมล็ดพันธุ์ไปฟรีๆได้

       อย่างไรก็ตามมีการเปิดเผยออกมาเกี่ยวกับเรื่องของการหว่านเมล็ดพันธุ์ของคนจีนว่าในสมัยโบราณนั้นชนชาติจีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักกันฝังกลบเมล็ดพันธุ์และการปลูกพืชให้เป็นแถวเป็นแนวซึ่งว่ากันว่าขั้นตอนต่างๆเหล่านี้นั้นชาวจีนรู้จักมานานมากกว่า 2600 ปีมาแล้วที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่การนำมาใช้ประโยชน์ลงดินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

        แต่คนจีนในสมัยโบราณยังมีการวัดระยะห่างของเมล็ดพันธุ์แต่ละหลุมเพื่อให้เกิดความเหมาะสมซึ่งถ้าหากว่ามีการเว้นช่วงให้ดีจะทำให้เมล็ดพันธุ์หรือพืชผลที่มีการปลูกเอาไว้นั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็วและแข็งแรงและจะได้ผลิตผลที่ดีกว่าเดิม   นอกจากนี้เทคนิคการปลูกพืชพันธุ์ต่างๆเหล่านี้ก็ถูกมีการเผยแพร่ออกไปในชาติตะวันตกอีกด้วย

          อย่างไรก็ตามจากการค้นพบพบว่าชาติตะวันตกนั้นเพิ่งทำการปลูกเมล็ดพันธุ์แบบเว้นระยะห่างเมื่อประมาณพันปีมาแล้วนั่นหมายถึงว่าชาติจีนเป็นชาติแรกของการคิดค้นการปลูกพืชพรรณแบบเว้นระยะห่างและที่สำคัญจีนเป็นชนชาติที่คิดค้นเครื่องหยอดเมล็ดพันขึ้นมาใช้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจวหรือราว 200 ปีก่อน

คริสตกาลโดยใช้เครื่องมือขุดดินตามแนวที่เกษตรกรไทยผ่านมาพร้อมกับหยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปในตัวและปิดหน้าดินได้อย่างรวดเร็วประหยัดเวลาลดการสูญเสียและมีประสิทธิภาพในการงอกมากกว่าเดิม 

         ปัจจุบันการหยอดเมล็ดในหลายประเทศจะใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนแล้ว เพราะรวดเร็วและไม่เหนื่อยอีกด้วย 

 

สนับสนุนโดย.  Ufabet เข้าสู่ระบบ

วัฒนธรรมการสักของชาวแอฟริกา

      การสักของชาวแอฟริกา   ชื่อว่าหลายคนคงเคยมีโอกาสเห็นการสักบนผิวหนังกันมาบ้างแล้วเพราะคนไทยส่วนใหญ่นั้นก็นิยมมีการสักมาตั้งแต่ในยุคสมัยโบราณแต่ในเรื่องของการสักนั้นแต่ละสถานที่หรือแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นก็จะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการสักนั้นแตกต่างกันออกไป

ลักษณะของลวดลายของการสักนั้นก็จะมีความแตกต่างกันไม่คล้ายคลึงกันส่วนจุดประสงค์ของการสักนั้นแต่ละสถานที่นั้นก็มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกัน

อย่างเช่นในสมัยโบราณของชาติแอฟริกาหรือแม้แต่ชาติตะวันตกนั้นก็จะเป็นการสักเพื่อบันทึกถึงเรื่องราวประวัติความเป็นมาในอดีตหรือแม้แต่มีการเข้าไปในฝ่ายของศัตรูแล้วสัตว์บอกเรื่องราวบนร่างกายเอาไว้เพื่อนำเรื่องราวของข้าศึกศัตรูนั้นกลับมาให้ฝ่ายของตนเองได้รับทราบหรือเป็นการสัก

เพื่อบอกถึงพัฒนาการของอายุและประวัติความเป็นมาของบุคคลนั้นๆเป็นต้นซึ่งแน่นอนว่าแต่ละสถานที่แต่ละยุคแต่สมัยนั้นลักษณะของลวดลายนั้นก็ไม่มีความคล้ายคลึงกันเลยแต่ปัจจุบันนั้นการสักนั้นกลายมาเป็นศิลปะอย่างหนึ่งและกลายมาเป็น แฟชั่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเกี่ยวกับการสักของชาวแอฟริกาว่ามีความเป็นมาหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการสักครั้งนี้อย่างไรได้บ้าง 

      สำหรับในดินแดนแอฟริกาทางตอนเหนือที่เคยเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุคโบราณอย่างอียิปต์ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับการสักที่ว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่างไปแล้วในวันข้างหน้าดวงวิญญาณนั้นจะกลับมาอีกครั้งการที่บันทึกเครื่องหมายเอาไว้บนร่างกายจึงเป็นดั่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าครั้งหนึ่งวิญญาณของคนผู้นั้นเคยอาศัยอยู่ในร่างนี้

         ดังนั้นเรามักจะเห็นว่าเมื่อมีการขุดค้นพบซากศพของคนในสมัยโบราณก็จะมีพบว่าตามร่างกายของคนในสมัยโบราณนั้นมีการสกัดเอาไว้ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นอารยธรรมนับพันปีที่ผ่านมานั้นเอง   นอกจากนี้นับเป็นเวลานับพันปีมาแล้วเช่นกันที่การสักของชนเผ่าในแอฟริกากลางเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นยารักษาโรค  หมอผีและการเข้าร่วมชนเผ่า

         นอกจากนี้เรายังสามารถสังเกตเห็นได้จากผิวหนังของหัวหน้าชนเผ่าแอฟริกามักจะทำหน้าที่เสมือนผ้าใบที่เก็บสัญลักษณ์รายละเอียดเรื่องราวของเราเอาไว้บริการทำให้เป็นแผลเป็นของชาวแอฟริกาโดยการทำให้เป็นรอยนูนขึ้นบนผิวหนังแทนการลงสีมีการให้ความหมายแสดงออกถึงการพัฒนาของชีวิตในแต่ละช่วงวัยถือว่าเป็นการสักและเป็นรูปแบบของศิลปะบนผิวหนังอีกประเภทหนึ่งที่นิยมของชาวแอฟริกา  

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ออโต้

ใครตัดหูแวนโก๊     

          แวนโก๊ะศิลปินชื่อดังมีชีวิตที่หดหู่จนต้องตัดใบหูของตัวเองแต่ใครกันแน่เป็นคนทำและทำไปเพื่ออะไรเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่าหฤทัยม่วงบุญศรีนักร้องชาวไทยจึงนิยมสะสมของเก่าได้ซื้อภาพของศิลปินระดับโลกอย่างวินเซนต์แวนโก๊ะมา

โดยบังเอิญโดยจ่ายเงินไปเพียงแค่หลักพันบาทกลายเป็นว่ามูลค่าในปัจจุบันอาจขึ้นไปถึงหลายพันล้านบาทโดยสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของศิลปินระดับโลกท่านนี้ได้เป็นอย่างดี

          วินเซนต์แวนโก๊ะเป็นชาวดัตช์เกิดทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์เมื่อร้อยกว่าปีก่อนเป็นคนที่ชื่นชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็กไม่ชอบเรียนหนังสือเริ่มทำงานหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี

ทำมาแล้วหลายอาชีพทั้งเป็นพนักงานขายงานศิลปะขายหนังสือครูสอนหนังสือนักเทศน์จนกลับมาศึกษาศิลปะอย่างจริงจังและเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตนเองเมื่ออายุประมาณ 27 ปีโดยใช้ชีวิตอยู่ที่เบลเยียมและฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ในระหว่างที่ยังมีชีวิต 

       แวนโก๊ะเป็นผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว แวะโก๊ะพบรักกับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าหรือไม่ก็เป็นแม่หม้าย รวมไปถึงโสเภณีด้วยความรักที่ไม่ลงตัวทำให้เขายึดศิลปะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวชีวิตและจิตใจของเขา

ในช่วงปลายของชีวิตแวนโก๊ะมีปัญหาทางอารมณ์มีอาการทางจิตบางคนบอกว่าหากเป็นในยุคสมัยนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าที่มีอาการไบโพล่าและนำมาสู่การตัดใบหูของตัวเองเมื่อตอนอายุได้ 35 ปี

        ซึ่งใบหูข้างซ้ายที่ถูกตัดออกมายังมีข้อถกเถียงและมีสมมุติฐานใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 100 กว่าปีมานี้และนี่คือ 4 ข้อสงสัยในประเด็นเรื่องใครตัดหูของแวนโก๊ะข้อสงสัยนั้นมีอยู่ว่า คนที่ตัดหูแวนโก๊ะก็คือพอล โกแกงข้อมูลที่คนส่วนใหญ่

รับรู้การเกี่ยวกับเรื่องของใบหูนี้ก็คือ แวนโก๊ะทะเลาะกับพ่อแก่ศิลปินชื่อดังซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานให้แก่กันและกันโดย โกแกง มีแผนที่จะไปจากแวนโก๊ะและทำให้แวนโก๊ะบันดาลโทสะตัดหูของตัวเองออกมา

        อย่างไรก็ตามจากการสืบค้นของนักประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาต่อมาพบว่าในเนื้อหาของจดหมายที่ศิลปินทั้งสองเขียนถึงกันหลังจากแยกจากกันแล้วแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าเป็น โกแกง ต่างหากที่เป็นคนลงมือตัดหูของแวนโก๊ะเองและมันก็ยังบอกด้วยว่าโชคดีที่ โกแกง ยังไม่ได้ใช้ปืนยิงเขา พอล โกแกง มีแรงจูงใจอย่างแรงกล้าที่จะทำร้ายแวนโก๊ะอย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

 

สนับสนุนโดย.  gclub เว็บตรง

พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ประเทศรัสเซีย

    ที่นี่นับเป็นสถานที่ที่บนแสดงผลงานเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆของโลกอีกแห่งหนึ่งและที่นี่ก็คือพิพิธภัณฑ์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากของประเทศรัสเซียเลยก็ว่าได้

สำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นต้องบอกได้เลยว่าที่นี่นั้นยิ่งใหญ่อลังการและหรูหราเป็นอย่างมากโดยถูกสร้างอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

     ว่ากันว่าสาเหตุที่จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างสถานที่แห่งนี้ให้มีความใหญ่โตมโหฬารนั้นก็เพราะว่าต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงความรุ่งโรจน์และความมีอำนาจของจักรพรรดิของรัสเซียซึ่งเป็นสมัยของพระเจ้าชาร์  โดยพระองค์นั้นได้มีการนำผลงานของศิลปินจากทั่วโลก

ไม่ว่าจะเป็นผลงานด้านภาพเขียนหรือผลงานเกี่ยวกับเรื่องของภาพวาดประติมากรรมต่างๆเรียกได้ว่าที่นี่นั้นคือกรุสมบัติอันล้ำค่าเลยทีเดียวเพราะที่นี่นั้นจะจัดเก็บผลงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกมารวบรวมเอาไว้ที่นี่มากมายเต็มไปหมดอย่างไร

ก็ตามในช่วงแรกๆที่มีการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมาไม่ได้มีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเยี่ยมชมดังนั้นจึงเป็นไปได้น้อยมากที่คนภายนอกนั้นจะเข้ามาเห็นผลงานด้านศิลปะภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แต่หลังจากที่ผ่านมาหลายปีนั้นที่นี่ก็ถูกเปลี่ยนให้ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะเข้ามาชมได้

แต่ที่นี่นั้นก็จะมีการจัดหมวดหมู่ของผลงานด้านศิลปะเอาไว้เป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจนเพื่อที่เวลานัดเที่ยวเข้าไปชมผลงานด้านศิลปะนั้นจะได้ไม่หลงทางและสามารถที่จะเข้าไปเยี่ยมชมแบบเป็นหมวดหมู่เป็นระเบียบเรียบร้อยได้นั่นเอง

      สำหรับบริเวณภายนอกพิพิธภัณฑ์นั้นตัวพี่พันเองนั้นมีการก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแนวบาโรกซึ่งจะเห็นได้ว่าบริเวณด้านนอกนั้นจะถูกทาสีระหว่างสีเขียวกับสีขาวสลับกันไปซึ่งตัวอาคารนั้นจะมีความโดดเด่นมีความสวยงามมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งมองดูจากข้างนอก

จะเห็นได้ว่าตัวอาคารนี้มีความสูงทั้งหมด 3 ชั้นเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นไม่ได้มีแค่อาคารเดียวเพียงเท่านั้นแต่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีการสร้างไว้มากถึง 5 อาคารด้วยกันซึ่งแต่ละอาคารนั้นก็จะมีลักษณะของสไตล์ของสถาปัตยกรรมมีความคล้ายคลึงกันนั่นเองและธนาคารนั้นก็มีการสร้างให้ตัวอาคารนั้นมีการเชื่อมต่อถึงกันได้ซึ่งสะดวกต่อการเดินเชื่อมต่อระหว่างตัวอาคารได้นั่นเอง 

       ความสวยงามของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นไม่ได้สวยงามเฉพาะภายนอกเท่านั้นแต่ภายในก็เอาการงานสร้างมากเลยทีเดียวเรียกได้ว่าภายในนั้นมีวัตถุโบราณล้ำค่ามีศิลปะในสมัยโบราณที่ยิ่งใหญ่อลังการซึ่งถ้าหากใครที่ชื่นชอบผลงานด้านศิลปะบอกได้เลยว่าที่นี่นั้นจะเป็นที่ถูกใจเป็นอย่างมากนอกจากนี้ที่นี่ยังมีผลงานด้านศิลปะมากกว่า 3 ล้านชิ้นด้วยการซึ่งแต่ละชิ้นนั้นเป็นผลงานของศิลปินโด่งดังระดับโลกเลยทีเดียว 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.    ufabet เว็บไหนแตกดี

ตำนานรักอมตะของเจ้าหญิงไม้ไผ่ภูเขาไฟฟูจิ

    ตำนานรักอมตะของเจ้าหญิงไม้ไผ่ภูเขาไฟฟูจิถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเพื่อชมความงดงามของภูเขาไฟฟูจิที่จะเปลี่ยนไปตามแต่ละฤดูกาลหลายๆคนยังมีความเชื่อว่าภูเขาไฟแห่งแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้เป็นหนึ่งในภูเขาศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นที่สถิตของเหล่าเทพเจ้าและมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิมากมาย

        หนึ่งในนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นตำนานที่สุดของญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งเราถึงชายชราคนตัดไม้เข้าป่าไปตัดไม้ไผ่และเห็นไม้ไผ่ปล้องหนึ่งมีแสงสว่างสีทองว่าขึ้นมาเมื่อเข้าไปดูใกล้ๆก็พบทารกน้อยหน้าตาน่ารักเขาจึงพาทารกน้อยกลับบ้านแล้วตั้งชื่อว่า คางุยะฮิเมะหลังจากนั้นไม่กี่เดือนทารกน้อยก็เติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วประเทศชายหนุ่มต่างพากันมาขอเธอแต่งงานแต่ก็ต้องผิดหวัง

        กระทั่งจักรพรรดิมิคาโดะได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับคางูยะจึงขอเธออภิเษกแต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นกันเพราะเธอไม่ใช่คนธรรมดาและวันนึงเธอจะต้องกลับไปยังดวงจันทร์ดินแดนบ้านเกิดของเธอ ในคืนวันเพ็ญคางุยะฮิเมะต้องกลับไปยังดวงจันทร์เธอมอบจดหมายและยาอายุวัฒนะให้องครักษ์ของจักรพรรดิมิคาโดะ

เมื่อจักรพรรดิได้อ่านจดหมายของเธอแล้วส่งโศกเศร้ายิ่งนักและสั่งให้ทหารองครักษ์นำจดหมายตอบของพระองค์ไปเผาบนภูเขาที่อยู่ใกล้ท้องฟ้ามากที่สุดโดยหวังว่าข้อความของพระองค์จะส่งไปถึงพระพุทธคุณพร้อมกระเป๋ายาอายุวัฒนะทิ้งไปเพราะไม่ปรารถนาจะมีอายุยืนยาวโดยไม่ได้พบเจอหญิงผู้เป็นที่รักอีก

       จึงเป็นที่มาของชื่อภูเขาไฟฟูจิที่คำออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นนั้นหมายถึงเป็นอมตะและอักษรคันจิแปลตรงตัวว่าภูเขาที่เต็มไปด้วยนักรบหมายถึงเหล่าองครักษ์ที่จักรพรรดิส่งไปเผาจดหมายและควันที่เกิดจากการเผาจดหมายกับยาอายุวัฒนะก็ยังปะทุอยู่ถึงทุกวันนี้  

       ปัจจุบันภูเขาไฟฟูจิกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาวผู้คนมักจะเดินทางไปเที่ยวที่ภูเขาไฟฟูจิซึ่งจะมีการไปเล่นสกีหรือบางคนนั้นก็ใช้วิธีการนั่งรถไฟวิ่งผ่านภูเขาไฟฟูจิแล้วถ่ายภาพสวยๆ 

และในปัจจุบันนี้ภูเขาไฟฟูจิเองนั้นก็ยังคงไม่ดับรอวันมอดไหม้อยู่เช่นเดิม  สำหรับใครที่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ควรพลาดที่จะไปแวะเยี่ยมชมความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิ  ภูเขาไฟที่มีตำนานมาอย่างยาวนาน และเป็นตำนานและเรื่องราวของความรักที่น่าจดจำ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

จีน โชว์ระเบิดท่าเรือ เตรียมรบกับสหรัฐ

ซึ่งหากจะไปดูการทดสอบของขีปนาวุธAgni-5ของอินเดียในช่วงนี้ตามรายงานก็คือถูกยิงมาจากฐานยิงที่อยู่บนเกาะในรัฐโอริสสาก่อนที่เป้าหมายจะตกสู่อ่างเบงกอลในทิศทาง จีน โชว์ระเบิดท่าเรือ และพิสัยทุกอย่างตามกำหนดตามแผนที่ได้วางเอาไว้ทุกประการเลยตรงนี้ทางอินเดียยังได้บอกว่า

เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันล่วงหน้าว่าอย่างน้อยๆอินเดียก็ได้มีอาวุธไว้ในครอบครัวที่มีประสิทธิภาก็จะทำให้ศัตรูหรือว่าฝ่ายตรงกันข้ามจะได้เกิดความวิตกและหวั่นเกรงไม่กระทำการใดๆที่คุกคามประเทศอินเดียและแน่นอนว่าก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับหากสถานการณ์ลุกรามปานปลายกลายเป็นสงครามขึ้นมา

ซึ่งทางด้านนักวิเคราะห์ทางทหารมองว่าขีปนาวุธAgni-5ของอินเดียในครั้งนี้สามารถโจมตีจีนได้เกือบทั้งประเทศและยังสามารถโจมตีปากีสถานที่เป็นปประเทศเพื่อบ้านกับอินเดียได้ด้วยที่ผ่านมาอินเดียกับปากีสถาน แม้ว่าจะมีพรมแดนติดกันดูเหมือนว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านแต่ความสัมพันธ์ไม่ดีเลยที่ผ่านมาระหว่างอนเดียกับปากีสถานนั้นเคยทำสงครามกันมาแล้ว3รอบ

นับตั้งแต่ที่อินเดียได้รับเอกราชจาก อังกฤษ ตั้งแต่ปี2490 ส่วน จีน เองก็มีปัญหากับอินเดียทางตอนเหนือของประเทศแน่นอนว่าขีปนาวุธรุ่นใหม่อย่างที่รายงานไปก็สามารถที่จะโจมตีได้ทันทีถ้าหากว่าได้รับคำสั่ง เพราะว่าถ้าเทียบดูจากภูมิประเทศแล้วอินเดียกับจีนอยู่ไม่ไกลกัน

โดยเฉพาะจากกรุงปักกิ่งห่างจากอินเดียแค่ไม่ถึง5,000กิโลเมตรเท่านั้น ล่าสุดการเจรจาระหว่างผู้บัญชาการกองทัพอินเดียกับจีนเพื่อที่จะหาทางยุติเพื่อที่จะปลดกองกำลังออกจากพื้นที่แนวชายแดนเทือกเขาหิมาลัยจากเส้นแบ่งเขตควบคุมตามความเป็นจริง

ปรากฎว่าคุยกันมาหลายต่อหลายรอบยังไม่สามารถหาข้อยุติลงได้และบางครั้งการหาลือกันยังนำไปสู่การเป็นกระเด็นที่สร้างการปะทะกันการโจมตีกันอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ความสูญเสียทั้งสองฝ่ายตามแนวชายแดนมาอีกและล่าสุดมีรายงานว่าทางฝั่งอินเดียก็ได้มีการเสริมอาวุธหนักเข้าไปในพื้นที่ชายแดนมากขึ้น

ส่วนจีนก็มีการเสริมกำลังทหารเข้าไป ติดต่อ ufabetโดยประกาสรบสมัครชาวทิเบตให้เข้ามาร่วมกับกองทัพปลดแอกประชาชนเสริมพื้นที่ทางชายแดนให้เข้มแข็งมากขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีรายงานจากฝั่งสื่อของจีนตามรายงานบอกว่ากองทัพจีนกำลังเดินหน้าโชว์เรื่องของแสนยานุภาพทางการทหารด้วยเช่นเดียวกัน

เพิ่งจะมีการทดสอบระเบิดใต้น้ำเพื่อโจมตีทำลายท่าเรือเป็นครั้งแรกเลยก็ระบุว่าศักยภาพของระเบิดใต้น้ำนี้เป็นระเบิดที่ทรงพลังเป็นอย่างมากแล้วก็จะถูกนำมาใช้ตอบโต้สหรัฐถ้าหากว่าวันนึงเกิดการสู้รบขึ้นจริงระหว่างสหรัฐกับจีนโดยแผนการก็คือมุ่งเน้นทำลายเป้าหมายเมืองท่าต่างๆในสหรัฐนั่นเอง