นายตำรวจ ถูกหวย 30 ล้านหลังจากขอหลวงพ่อเพชร ด้วยการบนให้เงินซ่อมแซมโบสถ์ 1 ล้านบาท

   นายตำรวจ ถูกหวย 30 ล้าน  เมื่อวันที่ 16 เดือนสิงหาคมปีพ.ศ. 2564 เป็นวันที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้ารอคอยเป็นอย่างมากเพราะหลังจาก 16:00 น ไปแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนเฝ้ารอคอยว่าจะถูกรางวัลจากการซื้อหวยใต้ดินหรือถูกรางวัลจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือไม่  ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นช่วงหลัง 16:00 น เป็นต้นไป

แล้วที่จังหวัดพิจิตรมีการรายงานข่าวเข้ามาว่า  มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งดวงดีเป็นผู้โชคดีที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 และถูกไปทั้งหมด 5 ใบด้วยกันทำให้นายตำรวจรายดังกล่าวนั้นได้รับเงินรางวัลสูงถึง 30 ล้านบาทเลยทีเดียว

     สำหรับนายตำรวจที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จำนวน 30 ล้านบาทประจำงวดวันที่ 16 เดือนสิงหาคมปีพ.ศ. 2564 นั้นชื่อว่าร้อยตำรวจเอกวินัยซึ่งในขณะนี้เหลือเพียงอีกแค่ประมาณ 4 เดือนเท่านั้น

นายตำรวจคนนี้ก็จะทำการเกษียณอายุแล้วโดยนายตำรวจท่านนี้ระบุว่าตัวเขาเองนั้นมีหนี้สินเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาได้มีการไปออกรถตู้มา 1 คันและไม่มีเงินผ่อนจ่ายค่างวดมาแล้วถึง 3 งวดด้วยกันซึ่งก็ยังอยู่ระหว่างการหวาดกลัวว่าทางด้านไฟแนนซ์จะมาเอารถไป

     อย่างไรก็ตามในระหว่างที่กำลังสิ้นหวังอยู่นั้นปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกวินัยได้มีการขอพรกับหลวงพ่อเพชรซึ่งเป็นพระประธานอยู่ที่วัดอารามหลวงแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตรโดยมีการบนบานศาลกล่าวกับหลวงพ่อเพชรเอาไว้ว่าถ้าหากลอตเตอรี่ที่ออกในวันที่ 16 เดือนสิงหาคมปีพ.ศ. 2564 นี้

เขาถูกรางวัลใหญ่เขาจะมีการมาแก้บนด้วยการถวายเงิน 1 ล้านบาทซึ่งจะให้ทางวัดนั้นใช้ในการบูรณะซ่อมแซมโบสถ์เพราะในขณะนี้วัดอารามหลวงดังกล่าวกำลังทำการซ่อมแซมโบสถ์ที่ได้รับความชำรุดเสียหายอยู่

     ให้หลังจากที่นายตำรวจวินัยใดมีการบนบานกับพระพุทธรูปของหลวงพ่อเพชรเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้ออกมาซื้อลอตเตอรี่ซึ่งเป็นคุณยายท่านหนึ่งขายลอตเตอรี่อยู่ภายในบริเวณวัดดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการซื้อเพื่อช่วยเหลือคุณยายไว้จำนวน 5 ใบด้วยกันโดยถูกคุณยายคิดค่าลอตเตอรี่ 5 ใบอยู่ที่ 500 บาท  

     อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผลการสลากกินแบ่งออกประกาศออกมานั้นนายตำรวจคนดังกล่าวก็ถึงกับดีใจลั่นโรงพักเลยทีเดียวเพราะเขานั้นมีเงินใช้หนี้และมีเงินไปจ่ายค่ารถตู้ของเขาแล้วนอกจากนี้ยังมีเงินที่จะเอาไว้ใช้หลังจากที่เขาเกษียณอายุอีกด้วยซึ่งในขณะนี้หนี้สินของเขามีเป็นจำนวนมากโดยเงินที่ได้มานั้นก็จะมีการนำไปใช้หนี้และเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้ลูกเพราะในตอนนี้เขามีลูก 2 คน

ที่กำลังเรียนหนังสืออยู่นอกจากนี้ก็ยังเก็บเอาไว้ใช้ในบั้นปลายของชีวิตของตัวเขาและภรรยานั้นเอง   อย่างไรก็ตามสำหรับเงิน 1 ล้านบาทที่มีการบนกับหลวงพ่อเพชรเอาไว้ก็ไม่มีการลืมอย่างแน่นอนโดยจะนำเงินไปถวายให้กับทางวัดเพื่อใช้ในการบูรณะซ่อมแซมอุโบสถนั่นเอง 

 

ผู้ให้การสนับสนุนโดย.  Ufabet เข้าสู่ระบบ

คนกรุงเทพเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

ที่มาของคนกรุงเทพ โดยคนอยุธยาในยุคนั้นจะเรียกคนพื้นเองดั่งเดิมเหล่านี้ว่าแขกขอมลาวพม่ามอญคือจะมีชื่อยาวไปไหนพวกเขาจะเรียกกันรวมๆว่าเป็นชาวสยามแต่คำว่าแขกขอมลาวพม่ามอญอะไรพวกนี้มันจะไม่เหมือนกับที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันนี้

ซึ่งเราจะมาเริ่มจากคำว่า แขก กันก่อน แขก ในสมัยนั้นเขาไม่ได้ใช้เอาไว้เรียกเพียงแค่คนอาหรับหรือว่าคนอินเดียเท่านั้นยังรวมไปถึงชาวมาเลชาวมลายูอีกด้วยโดยเขาจะใช้คำจำกัดความว่าจะเป็นกลุ่มชาติที่มาจากชาติที่นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูบวกกับอิสลาม

สำหรับคำว่า ขอม มันก็จะเป็นคำที่เอาไว้ใช้เรียกกันรวมๆ

ที่มาของคนกรุงเทพ ที่หมายถึงชาติพันธุ์อะไรก็ได้ที่ได้นับถือพราหมณ์ฮินดูแต่ว่าบวกกับศาสนาพุทธนิกายมหายานโดยคำว่า ขอม แต่ก่อนมักจะใช้เรียกคนที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาต่อมาเลยมีการใช้เรียกพวกเขมรลาว

เนื่องจากนี้ลาวก็จะแบ่งได้ย่อยๆอีกสองพวกก็คือล้านนาโยนกที่ได้มีเมืองเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางพวกหนึ่งกับพวกทางตะวันออกเฉียงเหนือจากสองฝากฝั่งแม่น้ำโขงนั่นก็คือชาวลาวในปัจจุบันแล้วก็ชาวอีสานนั่นเอง มอญ หมายถึงพวกลามันจากเมืองหงสาวดี

ในขณะที่พม่าก็จะใช้เรียกคนตระกลูธิเบตหรือว่าจีนธิเบต

ที่มีชื่อเก่าว่าผยู โดยพวก จีน ง่ายๆเลยก็คือคนที่มาจากเมืองจีนนั่นแหละส่วนใหญ่แล้วจะใช้เรียกคนที่มาจากเมืองจีนทางตอนใต้เช่นเดียวกับชาวชวาที่ได้มาจากเกาะชวาในอินโดนีเซียและสุดท้ายแล้วมันก็น่าจะเป็นชื่อที่ไม่น่าคุ้นหูที่สุดคือพวกชาวจามได้เป็นคนพวกตระกลูมาเลจามที่อาศัยอยู่ในแทบเวียดนามเขมร

นอกจากนี้ตั้งแต่เดิมได้นับถือศาสนาพุทธก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามคนพวกนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่ชำนานในการดำเนินเรือเรียบชายฝั่งทางทะเลก่อนชาติพันธุ์อื่นเลยเป็นยังไงกันบ้างคุณอาจจะคิดว่ามันไม่ตรงกับที่เข้าในกันในปัจจุบันนี้กันเลยใช่ไหม

สุดท้ายก็คือพวกคนนานาประเทศอันนี้เรียกง่ายๆเลยก็คือคนที่มาจากดินแดนห่างไกลแล้วก็มาปักหลักที่ประเทศไทยโดยสามารถตีความได้ตั้งแต่ชาวญี่ปุ่นจนถึงชาวยุโรปโดยคนพวกนี้จะต่างจากข้อที่แล้วก็คือจะไม่มีอะไรคล้ายๆใครเลยอย่างเช่นวัฒนธรรมที่คล้ายๆกันเหมือนกับไทยลาวที่พอจะคุยกันรู้เรื่องบ้างหรือว่ากับเขมรที่เราพอจะมีประเพณีอะไรที่คล้ายๆกันอยู่

ดังนั้นคนพงกนี้จะเป็นคนที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลยจากที่เราได้เล่ามาก็พอจะสรุปได้ก็คือจริงๆแล้วคนกรุงเทพอาจจะไม่มีที่มาจากกรุงเทพโดยแท้ทั้งหมดแต่ก็เป็นการผสมผสานปนกันจากหลายๆที่ที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานกันตั้งแต่กรุงธนบุรี

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    Ufabet เข้าสู่ระบบ