ประวัติศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดตราด

       ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง   สำหรับในประเทศไทยนั้นทุกจังหวัดจะมีศาลหลักเมืองเป็นของตนเองซึ่งศาลหลักเมืองนั้นถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองและถ้าหากใครเดินทางไปเที่ยวจังหวัดนั้นๆก็ควรจะแวะไปกราบไหว้ขอพรศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลของตนเองซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดเกี่ยวกับเรื่องของประวัติการก่อสร้างศาลหลักเมืองประจำจังหวัดตราดซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวกันอย่างไม่ขาดสาย 

           อย่างไรก็ตามหากใครสนใจที่จะเดินทางไปกราบไหว้ขอพรศาลหลักเมืองประจำจังหวัดตราดนั้นสามารถเดินทางไปได้ซึ่งศาลหลักเมืองที่นี่นั้นจะตั้งอยู่บริเวณหน้าอำเภอของจังหวัดเลยทีเดียว

ดังนั้นสามารถที่จะหาได้ง่ายๆซึ่งเป็นสารขนาดใหญ่มีป้ายบอกอย่างชัดเจนหรือถ้าใครหาเส้นทางในการเดินทางไปไม่เจอก็สามารถค้นหาผ่านทาง Google Map ได้เช่นเดียวกัน

           นอกจากนี้ศาลหลักเมืองประจำจังหวัดตราดนั้นเป็นศาลหลักเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแตกต่างจากศาลหลักเมืองของจังหวัดอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องของลักษณะของศิลปะสถาปัตยกรรมการก่อสร้างศาลหลักเมืองเพราะที่จังหวัดตราดนั้นมีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างในลักษณะแบบเก่งจีนซึ่งเราไม่ค่อยพบเห็นกันมากนักเพราะศาลหลักเมืองส่วนใหญ่นั้นจะเน้นการก่อสร้างในศิลปะของไทยโบราณนั่นเอง

         อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าลักษณะของการก่อสร้างศาลหลักเมืองของจังหวัดตราดนั้นจะแตกต่างจากของที่อื่นแต่ก็ยังคงเป็นศาลหลักเมืองซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือและศรัทธาเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลหลักเมืองของจังหวัดตราดนั้น

ว่ากันว่ามีประวัติการสร้างมาตั้งแต่สมัยยุคของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเลยทีเดียวซึ่งยุคดังกล่าวเป็นยุคที่พระเจ้าตากสินกำลังก่อสงครามซึ่งเป็นช่วงที่พระองค์ได้เดินทางมาที่จังหวัดตราดเพื่อทำการรวบรวมไพร่พลเมืองตราดเพื่อที่จะนำกำลังพลไปฝึกซ้อมเป็นทหารเพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมือง 

          ดังนั้นที่บริเวณศาลหลักเมืองประจำจังหวัดตราดแห่งนี้นั้นจึงมักมีการจัดกิจกรรมวันงานพรีเมืองขึ้นทุกปีซึ่งเป็นกิจกรรมที่ประชาชนชาวจังหวัดตราดนั้นต้องการจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการเทิดทูนคุณงามความดีของเจ้าพ่อหลักเมืองซึ่งจะจัดกันที่หน้าบริเวณศาลหลักเมืองโดยชาวจีนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดตราดเรียกงานนี้ว่าวันเสี่ยกรงแซยิดนั่นเอง 

      อย่างไรก็ตามนอกจากนักท่องเที่ยวจะสามารถกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก็คือศาลหลักเมืองประจำจังหวัดแล้วยังสามารถกลับไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีความสำคัญของชาวจังหวัดตราดอีกอย่างหนึ่งก็คือศิวลึงค์ศิลาซึ่งถูกค้นพบและถูกนำมาไว้ที่บริเวณศาลหลักเมืองโดยการค้นพบนั้นค้นพบที่บ้านห้วยแร้งอำเภอเมืองหลังจากนั้นก็มีการอัญเชิญมาไว้ที่บริเวณศาลหลักเมืองเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้ามากราบไหว้ขอพรได้อีกด้วย

 

สนับสนุนโดย.    ufabet เว็บหลัก

Dead Sea Scrolls

ม้วนหนังสือ Dead Sea หรือ Dead Sea Scrolls เป็นม้วนกระดาษโบราณ

     ม้วนหนังสือ Dead Sea หรือ Dead Sea Scrolls เป็นม้วนกระดาษโบราณ  ซึ่งม้วนหนังสือนี้มีการพบเห็นครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 1947   ว่ากันว่าจำนวนหน้าหนังสือเล่มนี้นั้นมีมากว่า เก้าร้อยหน้าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการเล่าลือกันว่าม้วนหนังสือนี้น่าจะมีการแต่งหรือเขียนขึ้นมาตั้งแต่สี่ร้อยปีก่อนคริสตกาล  ที่ถ้ำกุมลานของอิสราเอลใกล้ทะเลสาบเดดซี   

       ปริศนาของหมวดหนังสือเดดซีมีอยู่มากมายตั้งแต่ตัวคนเขียนซึ่งไม่ทราบแน่ชัดแต่นักวิชาการบางคนเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เขียนโดยคณะนักบวชซึ่งเป็นคณะนักบวชโบราณในศาสนายูดาห์กลุ่มหนึ่งที่ชอบปลีกวิเวกอยู่โดดเดี่ยวและหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์เป็นเวลากว่าสองพันปีมาแล้ว

ข้อความส่วนใหญ่ในหมวดหนังสือเดดซีเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาซึ่งนักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่าม้วนหนังสือเดดซีคือคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่าแก่ที่สุดของโลกเท่าที่เคยค้นพบมายังถูกยกให้เป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 ด้วย

       ตำนาน Shroud of Turin 

     ผ้าห่อศพแห่งตูรินถูกเชื่อว่าเป็นผืนผ้าที่ใช้ห่อประสบของพระเยซู  สำหรับผ้าห่อศพนี้มีการเจอครั้งแรกเมื่อปี 1357 โดยสถานที่ที่เจอผ้าห่อศพนี้ก็คือที่เมืองไรรี่ย์ ที่ประเทศฝรั่งเศส   สิ่งที่ทำให้ผ้าลินินผืนนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลกคือเมื่อปี 1898 มีการถ่ายภาพผืนผ้าเป็นครั้งแรก

โดยถ่ายแบบภาพ Negative ทำให้ปรากฏภาพใบหน้าของพระเยซูอย่างชัดเจนและยังมีรอยคราบเลือดที่สอดคล้องกับตำแหน่งที่พระเยซูบาดเจ็บจากการถูกตรึงกางเขนด้วยชาวคริสต์จำนวนมากซึ่งศรัทธาและเชื่อว่าผ้าผืนนี้คือผ้าห่อพระศพของพระเยซูของจริง 

      อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามันจะมีความเป็นไปได้อย่างมากเช่นเดียวกันว่าผ้าห่อศพแห่งตูรินนี้จะเป็นของปลอม ไม่ใช่ของท้า ซึ่งอาจจะมีการสร้างทำขึ้นมาใหม่ เพื่อสำหรับให้คนที่มีความศรัทธานั้น บูชา โดยอาจจะมีการสร้างมาตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 14 แล้วก็ตามที

      ด้านนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถสรุปเกี่ยวกับ เรื่องนี้ได้อย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าเป็นผ้าที่เห็นกันอยู่นี้เป็นการทำเลียนแบบขึ้นมาภายหลังหรือไม่  เพราะว่าก่อนหน้านี้ก็มีการใช้น้ำยาทางเคมี ซึ่งเป็นน้ำยาทางวิทยาศาสสตร์ มาทำการทดสอบไปแล้ว

ซึ่งผลจากการทดสอบนั้นก็สามารถที่จะทำให้เชื่อได้ว่าผ้านี้เป็นของจริงเพราะว่า  มีสารประกอบเหล็กออกไซด์ในผ้าผืนดังกล่าว โดยสารนั้นอาจมาจากสีหรือเลือดของคนก็ได้  ปัจจุบันมีการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งเอาไว้ในกรอบที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในวิหารเซนต์ John The baptist ประเทศอิตาลี 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet เว็บหลัก

สงครามไทยฝรั่งเศส

สงครามไทยฝรั่งเศส 28 พฤษจิกายน พุทธศักราช2483 การต่อสู้ทางอากาศครั้งแรกของไทยได้ถูกจารึกเอาไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ เครื่องบินโปเตซ 1เครื่อง

พร้อมกับเครื่องบินโมราน5เครื่องของฝรั่งเศสได้บินเข้ามาทางทิศใต้ของจังหวัดนครพนมเสียงดังของเครื่องยนต์ ทำไมนายเรืออากาศตรีศานิต นวลมณีและจ่าอากาศโทประยูรสุกุมลจันทร์ต้องพลาดจากอาหารเช้าวิ่งไปประจำเครื่อง

ซึ่งเครื่องบินคอแซคู่ใจของ นายเรืออากาศตรีศานิต นวลมณี ได้ทยานขึ้นฟ้าเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว ด้านหลังมีคู่หูอย่าง จ่าอากาศโทประยูร สุกุมลจันทร์ บรรจุกระสุนปืนพร้อมยิงเวลาแห่งการสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือดทุกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามปักหัวดำลงมายิงเราจากมุมสูงแล้วดึงเครื่องขึ้นนั่นเป็นโอกาศเหมาะเพราะทำให้มีมุมยิงกว้างพอที่กระสุนปืนกล97นัดจะถูกยิงสาดไปยังเครื่องบินโมราน5เครื่องนั้นอย่างถนัด

สิ่งที่ทำให้หัวใจของ จ่าอากาศโทประยูร สุกุมลจันทร์  ต้องเต้นแรงกว่าเดิมคือภาพเครื่องบินของฝรั่งเศสม้วนตัวดิ่งตัวลงสู่พื้นและหมายความว่ากระสุนจำนวน1ใน97นัดนั้นสัมฤทธิ์ผลเมื่อกระสุนหมด นายเรืออากาศตรีศานิต นวลมณี มีพยายามที่จะเอาเครื่องบินกลับเข้ามาในเขตจังหวัดนครพนม โดยจะต้องหนีการติดตามของเครื่องบินฝ่ายศัตรูด้วย

นอกจากนี้ พันจ่าอากาศเอก ทองใบ พันธุ์สบาย และ จ่าอากาศ เอกนาม พุ่มรุ่งเรืยง ได้นำเครื่องบินฮอว์ค 3 เข้าสกัดกั้นยุธเวหาครั้งแรกของประเทศไทยปิดฉากลงโดยที่ฝ่ายไทยมิได้รับอันตรายในวันที่30พฤศจิกายน พ.ศ.2483  นายเรืออากาศตรีศานิต นวลมณี ได้รับพระราชทานยศเป็นนายเรืออากาศโท

เนื่องจากนี้ รุ้งเช้าของวันที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช2483 กองทัพอากาศไทยได้ส่งเครื่องบิฝูงใหญ่ไปตี ( นครเวียงจันทร์ )วันนั้นเครื่องบินคอแซที่ นายเรืออากาศโทศานิต นวลมณี ทำหน้าที่นักบิน และ จ่าอากาศเอก เฉลิม ดำสัมฤทธิ์ เป็นคนดูหลังได้เข้าโจมตีที่ตั้งทหารของฝ่ายตรงข้ามแต่ได้ถูกระดมยิงจากภาคพื้นโดนถังเชื้อเพลิงทะลุและเกิดไฟไหม้ จ่าอากาศเอก เฉลิม ดำสัมฤทธิ์ ได้เสียชีวิต

ส่วน นายเรืออากาศโทศานิต นวลมณี ถูกกระสุนที่หัวเข่าได้พยายามบินประคองเครื่องกลับมาฝั่งไทยจนถูกไหม้ลวกจำเป็นต้องโดดลงหนองน้ำบริเวณ บ้านพานพร้าวอําเภอท่าบ่อ จ.หนองคาย ก่อนถูกนำตัวมารักษายังโรงพยาบาลทหารกรุงเทพ

นอกจากนี้ข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ นายเรืออากาศโทศานิต นวลมณี ได้นำเอาความเศร้ามาสู่คนไทยแต่วีรกรรมของนายทหารกล้าผู้นี้ก็ได้ถูกจารึกเอาไว้ในใจของพวกเราเช่นกันและในช่วงเวลานั้นก็ได้ทำให้ไทยได้รับเอกราชชัยชนะมาอีกครั้งที่ได้โจมตีทางฝรั่งเศสได้สำเร็จ

 

สนับสนุนโดย.    UFABET เว็บหลัก